บทที่ 95 หวังพ่านตี้ทอดสะพาน...
บทที่ 95 หวังพ่านตี้ทอดสะพาน...
ฟู่ซีโจวไม่ได้รับรู้ถึงแผนการชั่วร้ายที่แม่ของหวังไหลจื่อแอบซุ่มคิดบัญชีกับเขาเลยแม้แต่น้อย เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ทันทีที่ตื่นนอน เขาก็จัดการหยิบซาลาเปาไส้เนื้อจำนวนหกลูกออกมาจากมิติ โดยตั้งใจว่าจะแบ่งให้ตาเฒ่าหวังสามลูก ทว่าตอนนี้ซาลาเปาไส้เนื้อซึ่งเป็นของรางวัลจากระบบนั้นเหลืออยู่ไม่มากเท่าไรแล้ว
ชายหนุ่มจึงวางแผนเอาไว้ว่า จะเข้าไปหาซื้อเนื้อหมูในเมืองเพื่อนำมาทำซาลาเปาไส้เนื้อเพิ่มเสียหน่อย ในเมื่อตอนนี้เครื่องปรุงรสภายในมิติของเขาก็มีอยู่อย่างครบครัน ซาลาเปาที่ทำเองย่อมต้องรสชาติดีเยี่ยมกว่าที่วางขายในร้านอาหารของรัฐอย่างแน่นอน อีกทั้งในช่วงที่เริ่มสร้างบ้าน เขายังสามารถนำไปเลี้ยงรับรองชาวบ้านที่มาช่วยลงแรงได้อีกด้วย การมีอาหารคาวหวานและเนื้อสัตว์ชั้นดีคอยต้อนรับ ย่อมทำให้ทุกคนมีแรงฮึดและทำงานได้อย่างคล่องแคล่วว่องไวมากยิ่งขึ้น ***(พระเอกต้องการไปดูหมูที่ตลาดก่อนว่าหมูแถวนี้ติดโรคไหม ถ้าติดก็จะใช้หมูที่เลี้ยงในมิติ เหตุผลที่ไม่ใช้หมูในมิติตอนนี้เลย ก็คือรอเอาไปแลกเปลี่ยนกับจางฟู่เฉียง)***
ฟู่ซีโจวครุ่นคิดวางแผนการต่างๆ ไปตลอดทางที่มุ่งหน้าสู่ลานตากธัญพืช ทว่าบรรยากาศในวันนี้กลับแตกต่างไปจากทุกที เนื่องจากหวังต้าเกินซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายผลิตได้มายืนรออยู่ที่ลานตากธัญพืชตั้งแต่เช้าแล้ว ครั้นเห็นว่าชาวบ้านมารวมตัวกันจนเกือบจะครบถ้วน เขาก็เริ่มประกาศเสียงดังฟังชัด
"วันนี้ถือเป็นวันสุดท้ายของการเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงแล้ว สหายหญิงมีหน้าที่รับผิดชอบตากและคัดแยกสิ่งเจือปนออกจากธัญพืชชุดสุดท้าย ส่วนสหายชายให้รับผิดชอบเรื่องการบรรจุกระสอบและแบกขน วันนี้พวกเราต้องรีบขนธัญพืชทั้งหมดที่จะต้องส่งมอบให้กับรัฐขึ้นรถแทรกเตอร์ให้เสร็จแต่เนิ่นๆ พอถึงพรุ่งนี้เช้าตรู่จะได้นำไปส่งมอบให้เรียบร้อย หลังจากนั้นก็จะเป็นขั้นตอนของการแบ่งสรรปันส่วนเสบียงอาหาร และเตรียมตัวรับมือกับฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง!"
สิ้นเสียงการแจกแจงงานของหวังต้าเกิน ชาวบ้านแห่งหมู่บ้านเซี่ยงหยางก็เริ่มลงมือทำงานกันอย่างขะมักเขม้นทันที
ทางด้านฟู่ซีโจวได้เดินเข้าไปหาหวังต้าเกินพลางเอ่ยถาม "หัวหน้าฝ่ายผลิตครับ พรุ่งนี้ตอนที่พวกคุณนำเสบียงไปส่งมอบ ผมขอติดรถไปด้วยได้ไหม? พอดีผมอยากจะเข้าไปซื้อหาข้าวของเครื่องใช้ในตัวอำเภอเสียหน่อย พวกคุณไม่ต้องรอรับผมกลับหรอกนะครับ เดี๋ยวผมหาทางกลับมาเอง"
หวังต้าเกินไม่ได้มีข้อขัดข้องอะไร เขาเพียงพยักหน้ารับคำสั้นๆ "ได้สิ ไม่มีปัญหา"
หลังจากบอกกล่าวกับหัวหน้าฝ่ายผลิตเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มก็ผละตัวไปช่วยแบกกระสอบธัญพืชทันที ด้วยพละกำลังอันมหาศาล เขาจึงสามารถแบกกระสอบที่บรรจุธัญพืชจนเต็มแน่นขึ้นไปกองบนรถแทรกเตอร์ได้อย่างง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ เพียงหนึ่งชั่วโมงให้หลัง ธัญพืชทั้งหมดที่จะต้องส่งมอบให้แก่รัฐก็ถูกจัดเรียงบนรถแทรกเตอร์จนเสร็จสมบูรณ์
ฟู่ซีโจวกับหยางเว่ยตงจึงปลีกตัวมายืนพักเหนื่อยอยู่ตรงมุมหนึ่ง
ในขณะเดียวกัน หวังพ่านตี้ซึ่งมีท่าทีเหม่อลอยจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวมาตั้งแต่เช้า เมื่อเห็นว่าฟู่ซีโจวปลีกตัวมาพักผ่อน เธอก็รีบหยัดกายลุกขึ้นยืนทันที
จริงอยู่ที่ฟู่ซีโจวนั้นหน้าตาหล่อเหลาเอาการ ทว่าคนที่สามารถลงมือทุบตีน้องชายของเธอจนสะบักสะบอมได้ถึงเพียงนั้น หากแต่งงานกันไปในอนาคต เขาจะต้องลงไม้ลงมือทุบตีผู้หญิงอย่างแน่นอน
ถึงอย่างนั้นหวังพ่านตี้ก็ไม่มีทางเลือกอื่น หากเธอไม่ยอมทำตามแผนการ แม่ก็จะต้องทุบตีเธอปางตายอีกเป็นแน่
หญิงสาวรวบรวมความกล้า ถือกระติกน้ำเก่าซอมซ่อใบหนึ่งเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าของเขา "ปะ...ปัญญาชนฟู่"
"คุณกระหายน้ำไหมคะ? ดื่มน้ำสักหน่อยดีไหม?"
ฟู่ซีโจวปรายตามองสหายหญิงตรงหน้าซึ่งมีใบหน้าซูบผอมซีดเหลืองด้วยความฉงน ก่อนจะขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย เขารู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาอีกฝ่ายอยู่บ้าง ทว่ากลับนึกไม่ออกว่าหล่อนคือใคร สำหรับเขาแล้ว เรื่องราวการลงสู่ชนบทในชาติที่แล้วมันช่างเนิ่นนานเสียเหลือเกิน ส่วนในชาตินี้เขาก็แทบจะไม่ได้คลุกคลีหรือพูดคุยกับชาวบ้านคนอื่นๆ มากนัก จึงทำให้ชั่วขณะหนึ่งเขานึกไม่ออกจริงๆ ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร
ฟู่ซีโจวเอ่ยปฏิเสธเสียงเรียบ "ไม่เป็นไรครับ" พูดจบเขาก็ตั้งท่าจะหมุนตัวเดินเข้าไปในที่ทำการฝ่ายผลิตทันที
"ปัญญาชนฟู่ รอก่อนสิคะ!" หวังพ่านตี้รีบวิ่งเหยาะๆ ตามไปติดๆ เธอไม่ยอมถอดใจง่ายๆ พร้อมกับยื่นกระติกน้ำในมือส่งไปให้ตรงหน้าอีกครั้ง "น้ำไม่ร้อนหรอกค่ะ กำลังอุ่นๆ เลย คุณดื่มสักอึกเถอะนะคะ"
ฟู่ซีโจวชะงักฝีเท้าลงทันที เขาเข้าใจความหมายแฝงของการที่สหายหญิงมาคอยตามส่งน้ำส่งท่าให้เป็นอย่างดี หากเขายอมรับน้ำกระติกนี้มาดื่ม เรื่องราวคงบานปลายจนอธิบายให้กระจ่างได้ยากอย่างแน่นอน
"ไม่ต้องหรอกครับ คุณเก็บไว้ดื่มเองเถอะ"
สิ้นคำปฏิเสธ น้ำเสียงหยอกล้อแกมประชดประชันของใครบางคนก็ดังแทรกขึ้นมาทันที "แหม ปัญญาชนฟู่ สหายหวังเขาอุตส่าห์หวังดีเอาน้ำมาส่งให้ถึงที่ นายก็รับน้ำใจของเธอเอาไว้หน่อยสิ ปฏิเสธแบบนี้คนเขาจะหน้าแตกเอาได้นะ"
ฟู่ซีโจวหันไปมองตามต้นเสียง ก็พบว่าคนที่พูดขึ้นมานั้นคือ 'หลิวไป่ชวน' ปัญญาชนที่ลงสู่ชนบทมาพร้อมในรุ่นเดียวกันนั่นเอง
นอกจากการทักทายกันเล็กๆ น้อยๆ ในวันแรกแล้ว ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ฟู่ซีโจวก็แทบจะไม่เคยเสวนาพาทีกับอีกฝ่ายเลย ส่วนความสัมพันธ์ในชาติก่อน เขากับหลิวไป่ชวนก็ไม่ได้ถือว่าสนิทสนมอะไรกันมากมายนัก ในความทรงจำของเขา ผู้ชายคนนี้มีนิสัยเกียจคร้านเป็นที่หนึ่ง งานไหนหลบเลี่ยงได้ก็มักจะหาทางอู้อยู่เสมอ อย่างเช่นเมื่อครู่นี้ หลิวไป่ชวนก็เอาแต่เดินเตร็ดเตร่ไปทางนั้นทีทางนี้ที แทบจะไม่ได้ลงมือหยิบจับทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยด้วยซ้ำ
ฟู่ซีโจวตอกกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ในเมื่อเป็นแบบนั้น ปัญญาชนหลิวก็รับไปดื่มเองเลยสิ..."
หวังพ่านตี้ตกใจจนเบิกตากว้าง นี่ฟู่ซีโจวกำลังผลักไสเธอไปให้ผู้ชายคนอื่นอย่างนั้นหรือ?
หลิวไป่ชวนกวาดสายตาลามกหยาบโลนสำรวจเรือนร่างของหวังพ่านตี้ ก่อนจะหัวเราะร่วนพลางเอ่ยขึ้น "ฉันน่ะก็อยากจะดื่มอยู่นะ แต่บังเอิญว่าสหายหวังเขาชอบนายนี่สิ"
ฟู่ซีโจวคร้านที่จะต่อปากต่อคำด้วย เขาจึงหมุนตัวเดินหนีไปทันที
เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มกำลังจะเดินจากไป หวังพ่านตี้ก็ร้อนรนจนน้ำตาแทบจะร่วงหล่นลงมา แม่กำชับเอาไว้เป็นดิบดีว่า หากทำงานนี้ไม่สำเร็จ กลับไปเธอจะต้องถูกตีตายแน่ๆ หญิงสาวกัดฟันกรอด ตัดสินใจวิ่งไล่ตามไปขวางหน้าฟู่ซีโจวเอาไว้อีกครั้ง
"ปัญญาชนฟู่ ฉันขอร้องล่ะค่ะ คุณช่วยดื่มน้ำสักอึกเถอะนะคะ ไม่อย่างนั้น... ไม่อย่างนั้น..."
ทว่ายังไม่ทันที่หวังพ่านตี้จะพูดจบประโยค ป้าหลิวที่ยืนอยู่บริเวณใกล้ๆ ก็ทนดูพฤติกรรมน่ารังเกียจนี้ต่อไปไม่ไหว
"นี่ หวังพ่านตี้! นังเด็กเมื่อวานซืนอย่างหล่อนนี่มันไม่รู้จักยางอายเลยหรือยังไง! มายืนดักหน้าดักหลังผู้ชายตั้งแต่เช้าตรู่ไม่ยอมให้เขาเดินไปไหน หล่อนคิดจะทำอะไรมิทราบ? เกิดอยากได้ผู้ชายจนตัวสั่นหรือยังไง!"
ด้วยความที่ป้าหลิวเป็นคนเสียงดังตะเบ็งแผดจ้า การตะโกนด่าทอในครั้งนี้จึงดึงดูดความสนใจจากชาวบ้านหลายคนที่ไม่ได้สังเกตเห็นเหตุการณ์ในตอนแรก ให้หันขวับมามองเป็นตาเดียว
ใบหน้าของหวังพ่านตี้พลันแดงก่ำขึ้นมาทันทีด้วยความอับอายขายขี้หน้า เธอแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปให้พ้นๆ จากตรงนี้ "ฉัน... ฉันไม่ได้คิดแบบนั้นนะคะ"
"ไม่ได้คิดงั้นเรอะ? แล้วหล่อนไปยืนขวางทางปัญญาชนฟู่เขาทำไมกัน? ปัญญาชนฟู่เขาเป็นถึงคนมีระเบียบแบบแผน มีการศึกษามาจากในเมือง เขาจะมาลดตัวลงไปชายตามองหล่อนได้ยังไง? หัดชะโงกดูเงาตัวเองในน้ำเสียบ้างเถอะ ว่าตัวเองน่ะมีสภาพเป็นแบบไหน!"
ปากของป้าหลิวยามนี้รัวเร็วด่าทอฉอดๆ ราวกับปืนกล สิ่งที่เธอรู้สึกหมั่นไส้และขัดหูขัดตามากที่สุด ก็คือท่าทีของพวกหนุ่มสาวในหมู่บ้านที่พอเห็นปัญญาชนจากในเมืองทีไร เป็นต้องทำตัวอ่อนระทวยเดินเหินไม่เป็นตัวของตัวเองไปเสียทุกที จริงอยู่ที่พวกปัญญาชนนั้นมีความรู้ความสามารถโดดเด่น แต่ก็ไม่เห็นจะต้องลดคุณค่าตัวเองไปตามตื๊อตามประจบประแจงพวกเขาขนาดนั้นเลยนี่นา? หรือว่าหนุ่มสาวในหมู่บ้านของพวกเธอมันย่ำแย่ขนาดนั้นเลยหรอ?
พอคิดมาถึงตรงนี้ ป้าหลิวก็อดไม่ได้ที่จะพ่นคำด่าทอออกไปอีกระลอก "แม่ของหล่อนสั่งสอนมายังไงฮะ! เป็นถึงลูกผู้หญิงแต่กลับทำตัวไร้ยางอายขนาดนี้ ช่างขายขี้หน้าชาวบ้านเขาสิ้นดี!"
หวังพ่านตี้ถูกด่าทอจนหน้าชา ก้มหน้างุดไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองใคร น้ำตาแห่งความอับอายรื้นเอ่อล้นอยู่ในดวงตา ทว่าถึงกระนั้นเธอก็ยังคงดื้อดึงไม่ยอมเดินหนีไปไหน เธอแอบวาดหวังเอาไว้ลึกๆ ว่า หากฟู่ซีโจวเห็นเธอร้องไห้สะอึกสะอื้น เขาอาจจะเกิดความรู้สึกเวทนาสงสารขึ้นมาบ้าง
ทว่าสิ่งที่รอคอยกลับไม่ใช่ความสงสารจากฟู่ซีโจว แต่เป็นเสียงด่าทอของป้าหลิวที่ดังสวนขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
"แล้วหล่อนจะมายืนเซ่ออยู่ตรงนี้ทำไมอีก! ไม่มีงานการต้องทำหรือยังไง? อย่าคิดนะว่าฉันจะดูเจตนาแอบแฝงของหล่อนไม่ออก เมื่อวานแม่ของหล่อนยังแหกปากปาวๆ จะจับปัญญาชนฟู่ส่งเข้าคุกอยู่เลย มาตอนนี้หล่อนกลับมาตามตื๊อทำตัวติดหนึบเป็นตังเม คิดว่าปัญญาชนฟู่เขาโง่เง่าเต่าตุ่นไม่มีสมองขนาดนั้นหรอ!"
ศักดิ์ศรีบนใบหน้าของหวังพ่านตี้ถูกคำพูดของป้าหลิวเหยียบย่ำบดขยี้จนแทบไม่เหลือชิ้นดี ภายในใจของเธอทั้งโกรธแค้นและเจ็บปวดรวดร้าวอย่างแสนสาหัส ทว่าเธอจะทำอะไรได้ล่ะ? ในเมื่ออีกฝ่ายคือแม่ของหัวหน้าฝ่ายผลิต แล้วเด็กสาวตัวเล็กๆ อย่างเธอจะเอาอะไรไปสู้รบปรบมือได้?
สุดท้ายหวังพ่านตี้ก็ได้แต่ยกมือขึ้นปิดหน้า ปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น ก่อนจะหมุนตัววิ่งเตลิดหนีไปอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่ฟู่ซีโจวได้ยินคำพูดของป้าหลิว ในที่สุดเขาก็นึกออกเสียทีว่าผู้หญิงคนเมื่อครู่คือใคร ที่แท้หล่อนก็คือพี่สาวแท้ๆ ของหวังไหลจื่อนั่นเอง การที่หล่อนมาทำทีทอดสะพานเอาอกเอาใจเขาถึงที่แบบนี้ คงไม่แคล้วเป็นคำสั่งของแม่หวังไหลจื่ออย่างแน่นอน
ภายในใจของฟู่ซีโจวพลันเกิดความรู้สึกระแวดระวังตัวเพิ่มมากขึ้น ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้เขาจะยอมจ่ายเงินออกไปง่ายดายจนเกินไปสินะ ถึงได้ทำให้แม่ของหวังไหลจื่อเกิดความโลภและอยากครอบครองเงินทองของเขาขึ้นมา เห็นทีเขาคงจะต้องหาเวลาจัดการตัดไฟแต่ต้นลมเสียแล้ว
ป้าหลิวถ่มน้ำลายไล่หลังหวังพ่านตี้ดัง "ถุย!" อย่างรังเกียจเดียดฉันท์ ก่อนจะพึมพำด่าทอทิ้งท้าย "ไม่รู้จักรักดี!"
จากนั้นเธอก็หันกลับมามองทางฟู่ซีโจวพลางเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี "ปัญญาชนฟู่เอ๊ย เธอเองก็ต้องระวังตัวเอาไว้ให้ดีนะ คนบางบ้านในหมู่บ้านนี้ก็ชอบใช้วิธีสกปรกๆ แบบนี้แหละ จ้องแต่จะหาเรื่องจับคนรวยๆ ถ้าหากเธอไม่อยากจะแต่งงานกับหญิงสาวชาวบ้านละก็ วันหลังก็พยายามอยู่ให้ห่างจากพวกผู้หญิงที่พฤติกรรมไม่ชัดเจนพวกนี้เอาไว้ให้มากๆ..."
ฟู่ซีโจวพยักหน้ารับคำของป้าหลิวอย่างนอบน้อม "ขอบคุณครับคุณป้า ผมจะระวังตัวครับ"
สำหรับเรื่องที่หวังพ่านตี้ถูกด่าทอจนต้องวิ่งหนีไปนั้น ฟู่ซีโจวไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรเลยแม้แต่น้อย เขายังจำได้ดีว่าในชาติก่อน หลังจากเหตุการณ์ลักษณะคล้ายกันนี้ผ่านพ้นไป หวังพ่านตี้ก็แอบไปมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเฉินเหวินอวี่ และในตอนที่เรื่องราวคาวโลกีย์ของเฉินเหวินอวี่ถูกแฉออกมาจนเป็นเรื่องอื้อฉาว หวังพ่านตี้ถึงขั้นลงไม้ลงมือตบตีแย่งชิงกับบรรดาหญิงสาวและภรรยาสาวของชาวบ้านคนอื่นๆ ที่แอบมีความสัมพันธ์กับเฉินเหวินอวี่ด้วยซ้ำ ทั้งกระชากเสื้อผ้า ทั้งจิกทึ้งเส้นผมกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
ถึงแม้ว่าในชาตินี้เหตุการณ์น่ารังเกียจเช่นนั้นอาจจะไม่มีวันเกิดขึ้นแล้วก็ตาม ทว่าคนที่เคยยอมทอดกายให้กับชายสำส่อนอย่างเฉินเหวินอวี่ได้ในชาติก่อน จะมีอะไรคู่ควรให้เขายกย่องชื่นชมได้ล่ะ?
พอคิดมาถึงตรงนี้ จู่ๆ ภาพใบหน้าของกู่หมิงเยวี่ยก็ผุดวาบขึ้นมาในหัวของฟู่ซีโจวอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ใบหน้างดงามสว่างไสวที่มักจะแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายความซื่อตรงเที่ยงธรรมดุจทหารกล้าอยู่เสมอ... เมื่อเทียบกันแล้ว ยังไงก็ต้องเป็นเธอที่ดีที่สุด
................................