บทที่ 96 ช่วยด้วย!
บทที่ 96 ช่วยด้วย!
ฟู่ซีโจวหวนนึกถึงกู่หมิงเยวี่ย พลางจินตนาการถึงภาพยามที่พวกเขาจะได้พบหน้ากันอีกครั้ง ไม่รู้เหมือนกันว่าถึงตอนนั้นแล้ว หญิงสาวจะยังมีท่าทีเฉกเช่นวันวานหรือเปล่า
⠀
ชายหนุ่มดึงสติที่ล่องลอยกลับมา ก่อนจะส่งจิตสำนึกเข้าไปยังมิติวิเศษ ทันใดนั้นเขาก็พบว่าพืชผักใบเขียวล้วนเจริญงอกงามจนเก็บเกี่ยวได้แล้ว ขณะนี้หุ่นยนต์เกษตรกรทั้งสี่ตัวกำลังขะมักเขม้นกับการเก็บเกี่ยว พร้อมกับนำมาวางกองรวมกันไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยทีละมัด
⠀
จากนั้นฟู่ซีโจวก็เบนสายตาไปสำรวจแปลงโสมป่า เขาต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าโสมที่ได้รับการรดน้ำด้วยน้ำพุวิเศษได้เจริญงอกงามกลายเป็นโสมพันปีไปเสียแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ดอกที่เคยตูมก่อนหน้านี้ก็ได้ผลิดอกออกผล ส่วนผลที่เคยสุกงอมก็ปริแตกออก เผยให้เห็นเมล็ดพันธุ์สีเข้มที่พร้อมสำหรับการเพาะปลูกร่วงหล่นอยู่ภายใน
⠀
เห็นดังนั้น เขาจึงรีบรวบรวมเมล็ดพันธุ์ที่โตเต็มที่เหล่านั้นมาหว่านลงบนผืนดินสีดำขลับโดยพลัน ก่อนจะรดทับด้วยน้ำพุวิเศษจนชุ่มฉ่ำ ฤดูหนาวปีนี้เขาตั้งใจว่าจะทุ่มเทเวลาดูแลแปลงโสมแห่งนี้เป็นพิเศษ โดยการใช้น้ำพุวิเศษแบบเข้มข้นไม่เจือจางมารดบำรุง หากทำเช่นนี้ต่อไป พอถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิ เขาก็น่าจะเก็บเกี่ยวเมล็ดโสมได้อีกเป็นจำนวนมหาศาลเลยทีเดียว
⠀
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ทันทีที่ท้องฟ้าเริ่มสาง ฟู่ซีโจวก็มุ่งหน้าไปรวมตัวกันที่บริเวณลานกว้างหน้าสำนักงานฝ่ายผลิต ที่นั่นมีรถแทรกเตอร์สามคันจอดเรียงรายอยู่ โดยบนตัวรถอัดแน่นไปด้วยเสบียงธัญญาหารจนเต็มคัน ขณะเดียวกัน หวังต้าเกินก็กำลังยืนสั่งการให้ชาวบ้านสองสามคนช่วยกันตรวจสอบความเรียบร้อยเป็นครั้งสุดท้าย
⠀
“มัดเชือกให้มันแน่นหนาหน่อย! ระวังอย่าให้กระเด็นตกระหว่างทางล่ะ!” กระทั่งตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่ากระสอบเสบียงทุกใบถูกมัดไว้อย่างแน่นหนา หวังต้าเกินจึงโบกมือหนาเป็นสัญญาณสั่งการ “ออกเดินทางได้!” สิ้นเสียงนั้น รถแทรกเตอร์ทั้งสามคันก็เคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้านเซี่ยงหยางไปอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกร
⠀
ระหว่างทาง พวกเขาบังเอิญสวนกับขบวนรถของหมู่บ้านเข่าซานที่อยู่ข้างเคียงพอดี ทว่านอกจากรถแทรกเตอร์เพียงคันเดียวที่ใช้บรรทุกเสบียงบางส่วนแล้ว เสบียงที่เหลือของพวกเขากลับยังคงต้องพึ่งพาเกวียนวัวลากอยู่เช่นเดิม ครั้นหัวหน้าฝ่ายผลิตและชาวบ้านเข่าซานเหลือบไปเห็นรถแทรกเตอร์ถึงสามคันของหมู่บ้านเซี่ยงหยางวิ่งผ่านมา ทุกคนต่างก็เบิกตากว้างพร้อมกับแสดงสีหน้าตกตะลึงพรึงเพริดออกมาอย่างปิดไม่มิด
⠀
หวังต้าเกินยืดอกขึ้นด้วยความภาคภูมิใจสุดขีด พลางร้องทักทายเสียงดังลั่น “เฮ้! หัวหน้าหลิว บังเอิญเสียจริงนะ พวกคุณก็มาส่งภาษีธัญพืชวันนี้เหมือนกันหรือเนี่ย พวกเราก็กำลังจะไปเหมือนกัน ดูสิ... ขนมาด้วยรถแทรกเตอร์ตั้งสามคันรวดเลยเชียวนะ!”
⠀
“ตั้งแต่หมู่บ้านเรามีรถแทรกเตอร์พวกนี้มานะ เจ้าวัวที่หมู่บ้านก็พากันว่างงานจนได้แต่นอนร้องมอๆ ด้วยความเบื่อหน่ายไปเสียแล้วล่ะ ฮ่าๆ”
⠀
ฝ่ายหัวหน้าหลิวแห่งหมู่บ้านเข่าซานได้แต่กระตุกมุมปากฝืนยิ้มแหยๆ ออกมาอย่างแกนๆ เขาจ้องมองรถแทรกเตอร์ทั้งสามคันนั้นตาไม่กะพริบ หากบอกว่าไม่อิจฉาก็ตอแหลเต็มทีแล้ว ทำไมชาวหมู่บ้านเซี่ยงหยางถึงได้วาสนาดีขนาดนี้นะ!
⠀
ครั้นเดินทางมาถึงสถานีรับซื้อธัญพืชประจำคอมมูน ก็พบว่ามีผู้คนจากหลากหลายหมู่บ้านกำลังยืนเข้าแถวรอคิวส่งมอบเสบียงกันอย่างเนืองแน่น ส่วนใหญ่มักจะใช้เกวียนวัวหรือเกวียนม้าลากจูงมา แต่ละคนล้วนเหน็ดเหนื่อยจนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ทว่าทันทีที่ขบวนรถแทรกเตอร์ทั้งสามคันของหมู่บ้านเซี่ยงหยางปรากฏตัวขึ้น ภาพอันยิ่งใหญ่นั้นก็ดึงดูดสายตาทุกคู่ให้หันมามองเป็นตาเดียวในฉับพลัน
⠀
“แม่เจ้าโว้ย! นั่นมันของกองพลฝ่ายผลิตไหนกันละเนี่ย? ทำไมถึงได้ดูร่ำรวยฟู่ฟ่าขนาดนั้น? มีรถแทรกเตอร์ตั้งสามคันเชียว!”
⠀
“ดูเหมือนว่าจะเป็นของหมู่บ้านเซี่ยงหยางนะ ว่าแต่พวกเขาไปเอาเงินทองมากมายมาจากไหนถึงได้ซื้อของพรรค์นี้มาได้กันล่ะ?”
⠀
ทางด้านหัวหน้าฝ่ายผลิตหมู่บ้านต้าเหอก็มองภาพตรงหน้าจนตาค้าง ก่อนจะเดินตรงดิ่งเข้ามาหาด้วยน้ำเสียงเปรี้ยวจี๊ดเจือความอิจฉา “นี่หวังต้าเกิน หมู่บ้านของพวกนายร่ำรวยกันแล้วหรือยังไง?”
⠀
หวังต้าเกินยืดอกขึ้นอย่างสง่าผ่าเผย พลางตบลงบนตัวถังรถแทรกเตอร์ดังป้าบด้วยท่าทางโอ้อวดสุดฤทธิ์ “ก็แหงล่ะ! ความเป็นอยู่ของชาวหมู่บ้านเซี่ยงหยางเรา ตอนนี้สุขสบายสุดๆ ไปเลยล่ะขอบอก!”
⠀
จางต้าเพ่าเอ่ยถามด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความริษยา “พวกนายไปหาของล้ำค่าแบบนี้มาจากไหนกัน?”
⠀
หวังต้าเกินจึงชี้นิ้วไปยังฟู่ซีโจวที่ยืนอยู่ด้านข้างด้วยท่าทีภาคภูมิใจสุดขีด “นั่นไงล่ะ! เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับปัญญาชนฟู่แห่งหมู่บ้านเราเลย.... เพราะเขาเป็นคนช่วยเจรจาแลกเปลี่ยนของพวกนี้กลับมาให้น่ะสิ”
⠀
สิ้นประโยค สายตาทุกคู่ก็พลันเบนไปจับจ้องอยู่ที่ร่างของฟู่ซีโจวอย่างพร้อมเพรียงกันทันที
⠀
“ยังหนุ่มยังแน่นแท้ๆ แต่กลับเก่งกาจขนาดนี้เลยเรอะ! ช่างมีความสามารถจริงๆ!”
⠀
“แหงสิ เขาเป็นถึงปัญญาชนที่มาจากในเมืองเชียวนะ ย่อมต้องมีเส้นสายและฝีมือไม่ธรรมดาอยู่แล้ว”
⠀
“เอ๊ะ! หมู่บ้านของเราก็มีปัญญาชนจากในเมืองเหมือนกันนี่หว่า แล้วทำไมไอ้พวกนั้นมันถึงไม่มีน้ำยาทำเรื่องแบบนี้ได้บ้าง?”
⠀
“เฮ้อ... เอาคนไปเทียบกับคนก็มีแต่อกแตกตายเปล่าๆ เอาหมู่บ้านไปเปรียบกับหมู่บ้านก็ยิ่งแล้วใหญ่ ช่างมันเถอะ...”
⠀
ฟู่ซีโจวรู้สึกได้ว่าสายตาของบรรดาหัวหน้าฝ่ายผลิตที่มองมานั้นต่างก็เปล่งประกายสีเขียวแวววาว ราวกับว่าเขาเป็นก้อนทองคำล้ำค่าอย่างไรอย่างนั้น การถูกจ้องมองเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว ชายหนุ่มจึงหันไปเอ่ยลากับหวังต้าเกิน “หัวหน้าครับ ผมขอตัวเข้าเมืองไปทำธุระก่อนนะครับ พวกคุณไม่ต้องรอผมหรอก เดี๋ยวผมจะนั่งเกวียนวัวหาทางกลับหมู่บ้านเอง”
⠀
“เอาสิ ไปเถอะๆ” ตอนนี้หวังต้าเกินมองฟู่ซีโจวด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความชื่นชม ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ดูดีเจริญหูเจริญตาไปเสียหมด
⠀
เมื่อปลีกตัวออกมาได้ ฟู่ซีโจวก็ลอบเดินไปหามุมลับตาคน ก่อนจะนำจักรยานเอ้อปาต้าก้างคันเก่งออกมาจากมิติวิเศษ แล้วรีบปั่นมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองอย่างรวดเร็ว เขาเลี้ยวลัดเลาะเข้าไปยังตลาดค้าของเก่าทางทิศใต้ของเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของตลาดมืดอย่างคุ้นเคย และในที่สุดก็เดินไปพบกับพี่หนานจนได้
⠀
“พี่หนาน”
⠀
ฝ่ายพี่หนานที่กำลังยืนอัดควันบุหรี่เข้าปอดอยู่นั้น ครั้นเหลือบไปเห็นฟู่ซีโจว ดวงตาของเขาก็พลันเบิกกว้างเป็นประกายวาววับ “ไอ้น้องชาย! ในที่สุดนายก็มาสักทีนะ!”
⠀
แป้งสาลีขัดขาวที่แลกเปลี่ยนไปเมื่อคราวก่อนนั้นขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จนตอนนี้สินค้าในมือของเขาเหลืออยู่เพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น ตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา พี่หนานจึงเอาแต่นั่งกลัดกลุ้มใจจนแทบคลั่งเพราะไม่มีแป้งสาลีมาขายให้ลูกค้า
⠀
พี่หนานรีบกุลีกุจอยื่นบุหรี่ให้ฟู่ซีโจวมวนหนึ่งด้วยท่าทีประจบประแจง ซึ่งแตกต่างจากครั้งแรกที่เจอกันอย่างสิ้นเชิง “น้องชาย... ทางฝั่งนายยังพอมีแป้งสาลีเหลืออยู่อีกบ้างรึป่าว?”
⠀
ฟู่ซีโจวโบกมือปฏิเสธเป็นเชิงบอกว่าตนไม่สูบบุหรี่ ก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆ “มีครับ ผมมีแป้งสาลีขัดขาวอยู่อีกห้าพันจิน พี่หนานสนใจจะรับไว้ไหมล่ะ?”
⠀
ได้ยินดังนั้น นัยน์ตาของพี่หนานก็พลันลุกวาวด้วยความตื่นเต้น เพราะช่วงนี้ใกล้จะเข้าสู่ฤดูหนาวและเทศกาลปีใหม่แล้ว บรรดาเศรษฐีในตัวเมืองรวมไปถึงหน่วยงานต่างๆ ล้วนกำลังดิ้นรนหาวิธีกว้านซื้อแป้งสาลีขัดขาวกันให้ควั่ก
⠀
“เอาสิ! แต่ขอเป็นราคาเดิมเหมือนรอบที่แล้วได้หรือเปล่า?” พี่หนานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงลุกลี้ลุกลน เพราะลึกๆ แล้วเขาก็แอบหวั่นใจว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะฉวยโอกาสโก่งราคาขึ้นไปอีก
⠀
ฟู่ซีโจวพยักหน้าตกลงอย่างว่าง่าย “ได้ครับ แต่ผมก็ยังขอแลกเป็นทองคำเหมือนเดิมนะ”
⠀
“ยอดเยี่ยม! ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เดี๋ยวนายไปรอฉันที่จุดเดิมเหมือนครั้งที่แล้วเลยนะ ฉันขอเวลาไปจัดการแป๊บเดียว” พี่หนานตบบ่าฟู่ซีโจวอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะหันไปสั่งการให้ลูกน้องรีบรวบรวมทองคำที่เพิ่งรับซื้อมาในวันนี้มารวมกันอย่างเร่งด่วน
⠀
ส่วนฟู่ซีโจวนั้นก็เดินแยกตัวไปยังตรอกตันข้างตลาดมืด เขาจัดการดึงแป้งสาลีขัดขาวจำนวนห้าพันจินที่เหลืออยู่ออกมาจากมิติวิเศษจนหมดเกลี้ยง จากนั้นก็ยืนรอคอยการมาเยือนของพี่หนานอย่างเงียบๆ... เพียงไม่นานนัก พี่หนานก็เดินจ้ำอ้าวเข้ามาหา
⠀
เขายื่นห่อทองคำส่งให้ฟู่ซีโจวด้วยรอยยิ้มกว้าง “เอ้า น้องชาย นี่คือของที่นายต้องการ ทองคำน้ำหนักหนึ่งกิโลกรัมถ้วน นายลองตรวจสอบดูให้แน่ใจก่อนสิ”
⠀
ชายหนุ่มรับห่อผ้ามาเปิดออก ก่อนจะเพ่งมองด้วยเนตรวิเศษ แสงสีทองอร่ามส่องประกายวาบเข้าตา น้ำหนักหนึ่งกิโลกรัมถ้วน ไม่มีอะไรผิดพลาด
⠀
“พี่หนานลองตรวจสอบดูสิครับ แป้งสาลีรอบนี้คุณภาพดีกว่ารอบที่แล้วเสียอีกนะ” ฟู่ซีโจวเอ่ยรับรองอย่างมั่นใจ เพราะของรางวัลที่ได้รับจากระบบย่อมไม่มีทางเป็นของด้อยคุณภาพอย่างแน่นอน
⠀
เมื่อพี่หนานลองเปิดกระสอบตรวจแป้งสาลีดูอย่างละเอียดและพบว่าไม่มีปัญหาใดๆ เขาก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจขั้นสุด “เยี่ยม! ไม่มีปัญหาเลยสักนิด วันข้างหน้าถ้านายมีแป้งสาลีมาปล่อยอีก ก็อย่าลืมแวะมาหาฉันเป็นคนแรกนะ”
⠀
ชายหนุ่มพยักหน้ารับคำ ทันใดนั้น เสียงประกาศแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้นมาในหัว
⠀
[ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ทำการแลกเปลี่ยนสำเร็จ! ท่านได้รับพลังงาน 10,000 แต้ม!]
⠀
จังหวะที่ฟู่ซีโจวกำลังจะหันหลังกลับนั้นเอง พี่หนานก็รีบร้องเรียกเอาไว้เสียก่อน “เดี๋ยวก่อนไอ้น้องชาย นอกจากแป้งสาลีแล้ว นายยังมีสินค้าอย่างอื่นที่อยากจะปล่อยขายอีกหรือเปล่า? เรื่องราคาเราตกลงกันได้สบายๆ เลย”
⠀
ฟู่ซีโจวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “แล้วพี่หนานยังต้องการสินค้าอะไรอีกงั้นหรือครับ?”
⠀
ชายวัยกลางคนจึงรีบอธิบาย “คืออย่างนี้นะ ตอนนี้พื้นที่อื่นกำลังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกา ทำให้เนื้อหมูในเขตนี้พลอยขาดแคลนหนักจนตึงตัวไปหมด นายพอจะมีช่องทางจัดหาเนื้อหมูมาส่งให้ได้บ้างรึป่าว? ถ้าทำได้ ฉันรับรองเลยว่าจะให้ราคาสูงลิ่วจนนายพอใจอย่างแน่นอน”
⠀
อันที่จริงแล้ว เนื้อหมูน่ะเขามีอยู่เต็มไปหมด! ลูกสุกรที่ได้รับเป็นรางวัลจากระบบต่างก็เติบโตจนมีน้ำหนักมากถึงสามร้อยจินกันหมดแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ระบบยังมีกฎเหล็กระบุไว้อย่างชัดเจนว่า สิ่งของรางวัลทั้งหมดจะสามารถนำมาใช้งานได้เฉพาะในมิติเวลาปัจจุบันเท่านั้น ทว่าในเมื่อเขาได้ตกปากรับคำว่าจะขายหมูเหล่านี้ให้กับพ่อของจางฮุ่ยหมินไปแล้ว เขาย่อมไม่กลืนน้ำลายตัวเองนำไปขายต่อให้คนอื่นเด็ดขาด ต่อให้พี่หนานจะเสนอราคาที่สูงกว่ามากแค่ไหนก็ตามที
⠀
สำหรับฟู่ซีโจวแล้ว มิตรภาพระหว่างเขากับเพื่อนรักอย่างจางฮุ่ยหมินถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต ดังนั้นเขาจึงส่ายหน้าปฏิเสธไปอย่างนุ่มนวล “เรื่องนั้นคงต้องขออภัยด้วยครับ ทางผมไม่มีเนื้อหมูเลยจริงๆ”
⠀
พี่หนานมีสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย เขาอุตส่าห์คาดหวังเอาไว้ว่าเทพบุตรที่สามารถเสกแป้งสาลีห้าพันจินออกมาได้อย่างง่ายดายดั่งพลิกฝ่ามือคนนี้ จะพอมีเส้นสายหาเนื้อหมูมาให้ได้บ้างเสียอีก “ฮ่าๆๆ ไม่เป็นไรๆ ถ้าอย่างนั้นวันหน้าหากน้องชายมีสินค้าอะไรอยากจะปล่อยอีก ก็อย่าลืมแวะมาหาฉันเป็นคนแรกก็แล้วกันนะ...”
⠀
ฟู่ซีโจวพยักหน้ารับคำ ก่อนจะเดินวกกลับเข้าไปเดินเตร็ดเตร่สำรวจภายในตลาดมืดอีกสักสองรอบ เมื่อจัดการกว้านซื้อแสตมป์ธรรมดามาได้สองชุด เขาก็ไม่ได้รั้งอยู่ต่อให้เสียเวลาอีกต่อไป ชายหนุ่มสาวเท้าเดินออกจากตลาดมืดไปในทันที
⠀
ชายหนุ่มปั่นจักรยานเอ้อปาต้าก้างคู่ใจกลับมาจนถึงบริเวณทางเข้าหมู่บ้านเซี่ยงหยาง หลังจากกวาดสายตามองซ้ายมองขวาจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีผู้ใดอยู่บริเวณนั้น เขาก็จัดการนำจักรยานเก็บเข้าไปในมิติวิเศษอย่างแนบเนียน ก่อนจะเปลี่ยนมาเดินเท้าเข้าหมู่บ้านอย่างเงียบเชียบ
⠀
ทว่าขณะที่เขากำลังเดินเลียบผ่านลำธารสายเล็กบริเวณปากทางเข้าหมู่บ้านอยู่นั้นเอง จู่ๆ หูของเขาก็พลันแว่วเสียง “ตู้ม!” ดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับเงาร่างของใครบางคนที่ร่วงหล่นตกลงไปในผืนน้ำอันเย็นเฉียบ
⠀
“ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยฉันที! บุ๋งๆ... ช่วย...”
............................