บทที่ 98 แบบแปลนสร้างบ้าน...
บทที่ 98 แบบแปลนสร้างบ้าน...
คล้อยหลังมื้อค่ำ ท้องฟ้าก็ค่อยๆ มืดมิดลง ฟู่ซีโจวนำข้าวสารและพืชผักสดใหม่ที่เพิ่งเก็บเกี่ยวจากมิติวิเศษไปส่งให้ครอบครัวที่คอกวัว พร้อมกันนั้น เขายังได้แอบนำเนื้อหมูอีกครึ่งตัวติดไม้ติดมือไปมอบให้พวกเขากินบำรุงร่างกายด้วยเช่นกัน
ทันทีที่วางถุงผ้าลงจนเรียบร้อย ฟู่ซีโจวจึงค่อยเอ่ยปากปรึกษาหารือเรื่องการสร้างบ้านกับคนในครอบครัว “พ่อครับ แม่ครับ ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปผมคงจะยุ่งขึ้นมาก เพราะต้องเริ่มลงมือสร้างบ้านแล้ว ถึงตอนนั้น ผมคงไม่มีเวลาแวะเวียนมาหาที่คอกวัวบ่อยนักนะครับ”
“แต่ว่าท่านผู้เฒ่าหวังแกรับรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพวกเราแล้ว หากพวกพ่อกับแม่มีธุระหรือต้องการความช่วยเหลืออะไร ก็สามารถลอบแวะไปหาผมที่บ้านท่านผู้เฒ่าในช่วงกลางคืนได้เลยนะครับ”
เมื่อซูหย่าฉินได้ยินว่าลูกชายกำลังจะปลูกบ้านหลังใหม่ หล่อนก็รีบลุกขึ้นยืนทันที พลางเอ่ยรั้งเอาไว้ “ซีโจว... ลูกรอแม่เดี๋ยวนะ” สิ้นคำ หล่อนก็หมุนตัวเดินผลุบเข้าไปในฉากกั้นด้านในของคอกวัวอย่างรวดเร็ว
“แม่จะไปไหนหรือครับ?” ฟู่ซีโจวเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
ฝ่ายฟู่เหวินปินจึงรีบอธิบายไขข้อข้องใจให้ “แม่ของลูกเขามีของบางอย่างอยากจะมอบให้น่ะ”
“จริงสิ... ตอนที่สร้างบ้าน ลูกต้องกำชับช่างให้ก่อเตียงเตาให้ดีด้วยนะ เพราะถ้าก่อเตียงเตาไม่ดี พอถึงหน้าหนาวขึ้นมาล่ะก็ จะต้องทนทุกข์ทรมานมากเชียวล่ะ”
สมัยที่ฟู่เหวินปินเพิ่งจะเข้ารับการเกณฑ์ทหารใหม่ๆ เขาเคยถูกส่งตัวมาประจำการอยู่ที่แถบตะวันออกเฉียงเหนือแห่งนี้ ดังนั้นเขาจึงตระหนักดีว่าเตียงเตานั้นมีความสลักสำคัญต่อการดำรงชีวิตของชาวตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงฤดูหนาวอันโหดร้ายมากเพียงใด
ฟู่ซีโจวพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
เพียงครู่เดียว ซูหย่าฉินก็เดินกลับออกมาพร้อมกับห่อผ้าใบเล็กในมือ หล่อนเดินตรงเข้าไปหาพลางยัดห่อผ้านั้นใส่มือของลูกชาย “ซีโจว... การสร้างบ้านสักหลังต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อยเลย เงินก้อนนี้ลูกรับเอาไปเถอะนะ”
เงินทองที่อยู่ข้างในห่อผ้านั้น เป็นสิ่งที่หล่อนแอบซุกซ่อนเอาไว้ในเสื้อผ้าชั้นในติดตัวมาตลอดการเดินทาง นับว่าโชคยังดีที่พวกปลอกแขนแดงซึ่งรับผิดชอบดูแลคดีความของครอบครัวฟู่ในตอนนั้นยังพอมีมโนธรรมอยู่บ้าง จึงไม่ได้ทำการตรวจค้นร่างกายของบรรดาอิสตรีในครอบครัวอย่างละเอียดลออ ด้วยเหตุนี้ พวกหล่อนจึงสามารถลักลอบนำเงินสดติดตัวรอดมาได้จำนวนหนึ่ง
ฟู่ซีโจวรีบดันห่อผ้านั้นกลับคืนไปใส่มือของมารดาทันที “แม่ครับ... เงินก้อนนี้ผมรับไว้ไม่ได้หรอกครับ”
ซูหย่าฉินถอนหายใจเบาๆ พลางเอ่ยอย่างอ่อนใจ “เด็กคนนี้นี่... แม่ให้ก็รับไปเถอะน่า พวกเราถูกเนรเทศมาอยู่ที่นี่แทบจะไม่มีโอกาสได้ใช้จ่ายเงินทองอะไรเลย ยิ่งตอนนี้มีลูกคอยส่งข้าวปลาอาหารและเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มมาให้กินดีอยู่ดีถึงที่ พวกเราก็ยิ่งไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้เงินก้อนนี้เลยสักนิด”
อันที่จริงแล้ว จุดประสงค์เดิมที่หล่อนแอบพกเงินจำนวนนี้ติดตัวมาด้วย ก็เพียงเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ไม่คาดฝัน ทว่าในเวลานี้ เมื่อมีฟู่ซีโจวคอยเป็นธุระจัดการดูแลอยู่เคียงข้าง ทุกคนในครอบครัวต่างก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จนไม่รู้สึกหวาดกลัวต่อสิ่งใดอีกต่อไปแล้ว
ซูหย่าฉินไม่เพียงแต่ไม่อยากเป็นตัวถ่วงของลูกชายเท่านั้น แต่หล่อนยังอยากจะมีส่วนช่วยเหลือเขาสักเล็กน้อยก็ยังดี เพราะการได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเช่นนี้ จะช่วยให้สภาพจิตใจของหล่อนรู้สึกสงบสุขและบรรเทาความรู้สึกผิดลงไปได้บ้าง ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวการสลับตัวเด็กที่เกิดขึ้นในอดีต ก็ได้สร้างความเจ็บปวดและทำให้ชายหนุ่มตรงหน้าต้องทนทุกข์ทรมานมามากจนเกินพอแล้ว
ฟู่เหวินปินเองก็เอ่ยสมทบขึ้นมาเช่นกัน “ซีโจว... การสร้างบ้านถือเป็นเรื่องใหญ่โตมาก แต่พวกเรากลับไม่สามารถยื่นมือเข้าไปช่วยหยิบจับอะไรได้เลย ซ้ำยังต้องกลายมาเป็นภาระให้ลูกต้องคอยพะวักพะวนดูแลอีก เงินก้อนนี้ถือเป็นน้ำใจจากแม่ของลูกนะ รับเอาไว้เถอะ”
ทางด้านฟู่เจี้ยนถิงพี่ชายคนโตก็รีบช่วยพูดเกลี้ยกล่อม “ใช่แล้วซีโจวนายรับเอาไว้เถอะนะ พวกเราอยู่ที่นี่ก็ไม่มีโอกาสจะได้จับจ่ายใช้สอยอะไรอยู่แล้ว อีกอย่าง... หากในวันข้างหน้าพวกเราเกิดมีความจำเป็นจะต้องใช้เงินขึ้นมาจริงๆ ถึงตอนนั้นก็ยังมีนายคอยดูแลอยู่ไม่ใช่หรอ?”
ฟู่ซีโจวกวาดสายตามองดูใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความห่วงใยของคนในครอบครัว ชายหนุ่มคลี่ยิ้มบางๆ ออกมา ก่อนจะตัดสินใจรับห่อเงินนั้นมาเก็บไว้อย่างทะนุถนอม ใช่แล้ว... ในเมื่อล้วนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องมานั่งคิดเล็กคิดน้อยหรือเกรงใจกันให้มากความ “ขอบคุณมากครับแม่และทุกคน”
หลังจากเอ่ยลากับทุกคนที่คอกวัวเสร็จเรียบร้อย ฟู่ซีโจวก็เดินทางกลับมายังบ้านพักของตาเฒ่าหวัง ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในห้องนอน สิ่งแรกที่เขาทำก็คือการส่งจิตสำนึกเข้าไปตรวจสอบแปลงโสมป่าภายในมิติวิเศษ และพบว่าเมล็ดพันธุ์ที่เพิ่งจะหว่านลงไปก่อนหน้านี้ได้เริ่มแตกยอดอ่อนแทงทะลุผืนดินสีดำขลับขึ้นมาให้เห็นแล้ว ครั้นเห็นดังนั้น ชายหนุ่มจึงถอนจิตสำนึกออกจากมิติวิเศษอย่างพึงพอใจ จากนั้นเขาก็หยิบกระดาษเปล่าขึ้นมาหนึ่งแผ่น พลางหลับตาลงเพื่อรวบรวมสมาธินึกภาพรูปทรงและขนาดของที่ดินสำหรับปลูกสร้างบ้าน ก่อนจะลงมือร่างแบบแปลนโครงสร้างบ้านอย่างคร่าวๆ ลงบนกระดาษ
ในยุคสมัยนี้ การจะหาบ้านเรือนแบบสองชั้นในพื้นที่ชนบทนั้นถือเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ฟู่ซีโจวจึงจำต้องออกแบบโครงสร้างโดยรวมให้เป็นบ้านชั้นเดียวทั้งหมด แต่ด้วยความที่เขาต้องการให้บ้านหลังนี้สามารถรองรับสมาชิกทุกคนในครอบครัวฟู่ให้เข้ามาอยู่อาศัยร่วมกันได้อย่างไม่แออัด ดังนั้นในเมื่อไม่สามารถสร้างบ้านสองชั้นได้ เขาจึงต้องอาศัยการจัดสรรปันส่วนพื้นที่ใช้สอยภายในให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ชายหนุ่มลองคำนวณจำนวนห้องคร่าวๆ ในใจ ห้องแรกสำหรับพ่อกับแม่ ถัดมาเป็นห้องของพี่ใหญ่ พี่สะใภ้ และหลานสาวตัวน้อย ส่วนตัวเขาก็จะนอนร่วมห้องกับน้องสาม ขณะที่น้องสาวคนเล็กนั้นสมควรจะมีห้องพักส่วนตัวแยกออกไปต่างหาก นอกจากนี้ เขายังต้องเผื่อห้องพักเอาไว้อีกหนึ่งห้องสำหรับบรรดาผู้เฒ่าทั้งสี่คนด้วย แน่นอนว่าในบรรดาผู้เฒ่าเหล่านั้น เขาย่อมต้องนับรวมตาเฒ่าหวังเข้าไปด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะสภาพบ้านพักของตาเฒ่าหวังในตอนนี้นั้นปราศจากเตียงเตาโดยสิ้นเชิง ฟู่ซีโจวเองก็นึกไม่ออกเลยจริงๆ ว่าชายชราผู้นี้สามารถอดทนเอาชีวิตรอดผ่านพ้นฤดูหนาวอันแสนโหดร้ายของปีที่ผ่านๆมาได้อย่างไร
เมื่อคำนวณจำนวนห้องพักและพื้นที่ใช้สอยที่ต้องการเสร็จสรรพ ฟู่ซีโจวก็ลงมือจรดปลายดินสอร่างแบบแปลนลงบนกระดาษอย่างตั้งอกตั้งใจ กระทั่งทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ เขาก็จัดการปิดไฟฉายและล้มตัวลงนอนพักผ่อนเพื่อเก็บแรงเอาไว้สำหรับวันพรุ่งนี้
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ทันทีที่แสงแรกของวันเพิ่งจะสาดส่อง ฟู่ซีโจวก็เดินทางมาถึงบริเวณที่ดินเปล่าซึ่งหวังต้าเกินเป็นผู้อนุมัติจัดสรรให้ ทว่าเมื่อมาถึง เขากลับพบว่าหวังต้าเกินและบรรดาชายฉกรรจ์อีกสองสามคนที่จะมารับหน้าที่เป็นช่างก่อสร้างนั้น ได้มารวมตัวยืนรออยู่ก่อนแล้ว พวกเขากำลังนั่งยองๆ จับกลุ่มสูบยาเส้นกันอย่างสบายอารมณ์
ฟู่ซีโจวกวาดสายตาสำรวจชาวบ้านเหล่านั้นอย่างพินิจพิเคราะห์ เพียงปราดเดียวเขาก็ดูออกว่าแต่ละคนล้วนเป็นคนสู้งานและไม่ค่อยพูดค่อยจา ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติที่ดีเยี่ยมสำหรับงานก่อสร้าง เห็นได้ชัดเลยว่าหวังต้าเกินนั้นคัดเลือกคนมาให้อย่างใส่ใจและพิถีพิถันเป็นอย่างมาก
ครั้นหวังต้าเกินเหลือบไปเห็นชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้ เขาก็รีบชี้มือไปยังผืนที่ดินอันว่างเปล่า พลางเอ่ยแนะนำ “ปัญญาชนฟู่! พวกนี้คือบรรดาช่างฝีมือดีประจำหมู่บ้านของเราทั้งนั้นเลย นายลองอธิบายให้พวกเขารู้หน่อยสิ ว่าอยากจะให้สร้างบ้านออกมาในรูปแบบไหน?”
ฟู่ซีโจวจึงหยิบเอาแผ่นกระดาษร่างแบบแปลนที่เขาเตรียมเอาไว้ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ “คุณลุงทุกท่านครับ งานก่อสร้างในครั้งนี้ผมคงต้องรบกวนขอพึ่งพาฝีมือของพวกคุณแล้วล่ะครับ นี่คือแบบแปลนคร่าวๆ ที่ผมวาดเอาไว้ พวกคุณลองเอาไปพิจารณาดูสิครับ” ชายหนุ่มเอ่ยปากอย่างนอบน้อม พร้อมกับแจกจ่ายบุหรี่ต้าเฉียนเหมินให้แก่บรรดาช่างก่อสร้างคนละมวน ก่อนจะย่อตัวลงนั่งยองๆ และกางแผ่นกระดาษแบบแปลนออกให้ทุกคนได้เห็นชัดๆ
“บริเวณตรงกลางนี้จะเป็นห้องโถงด้านนอก จากนั้นผมต้องการให้แบ่งซอยพื้นที่ออกเป็นห้องพักทั้งหมดห้าห้อง โดยกำหนดให้ห้องทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกที่อยู่ติดกับห้องโถงด้านนอกทั้งสองห้องนี้ต้องก่อเตียงเตาเอาไว้ด้วย ส่วนอีกสามห้องที่เหลือนั้นไม่จำเป็นต้องมีเตียงเตาครับ”
การที่ฟู่ซีโจวจัดสรรปันส่วนพื้นที่เช่นนี้ ล้วนมีเหตุผลรองรับในตัวของมันเอง เนื่องจากเขากับครอบครัวล้วนเป็นชาวเมืองหลวงที่คุ้นเคยกับอากาศอบอุ่น เมื่อต้องเผชิญกับฤดูหนาวอันโหดร้ายของที่นี่ พวกเขาจึงจำเป็นต้องนอนผิงไฟบนเตียงเตาเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น ซึ่งการนอนเบียดเสียดกันเพื่อคลายหนาวก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรนัก ทว่าเมื่อฤดูหนาวผ่านพ้นไป สมาชิกแต่ละคนก็จะสามารถแยกย้ายกลับไปนอนในห้องส่วนตัวของตนเองได้ตามปกติ ซึ่งการออกแบบเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาความเป็นส่วนตัวของทุกคนเท่านั้น แต่ยังป้องกันไม่ให้เกิดการรบกวนซึ่งกันและกันอีกด้วย
บรรดาช่างก่อสร้างต่างพากันชะโงกหน้าเข้ามามุงดูแบบแปลนด้วยความสนใจ ก่อนจะพากันเดาะลิ้นชื่นชมออกมาอย่างอดไม่ได้ “แม่เจ้าโว้ย! แบบแปลนแผ่นนี้วาดออกมาได้ละเอียดลออชัดเจนดีจริงๆ!”
“สมกับเป็นปัญญาชนที่ร่ำเรียนมาจากในเมืองหลวง ถึงขนาดสามารถวาดของพรรณนี้ออกมาได้ด้วย แต่ว่า... การจะแบ่งซอยให้มีห้องพักมากถึงห้าห้องเนี่ย มันไม่ดูเยอะเกินความจำเป็นไปหน่อยหรอ?”
หวังต้าเกินเองก็อดสงสัยไม่ได้เช่นกัน “นั่นสิปัญญาชนฟู่ นายจะสร้างห้องหับเอาไว้เยอะแยะมากมายขนาดนั้นไปทำไมกัน?”
ฟู่ซีโจวเพียงแค่ส่งยิ้มบางๆ พลางตอบกลับไปอย่างมีเลศนัย “ย่อมต้องมีประโยชน์ในการใช้งานอย่างแน่นอนครับหัวหน้า เอาไว้ในวันข้างหน้าเดี๋ยวคุณก็จะทราบเหตุผลเองนั่นแหละครับ”
อันที่จริงหวังต้าเกินยังมีเรื่องที่อยากจะเอ่ยทักท้วงอยู่อีกมาก ทว่าเมื่อฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างทั้งหมดนี้ล้วนมาจากน้ำพักน้ำแรงของฟู่ซีโจวเอง เขาก็รู้สึกว่าตนไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปก้าวก่ายอะไรให้มากความ ชายวัยกลางคนจึงพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะเอ่ยถามต่อ “แล้วนายยังมีข้อเรียกร้องหรือเงื่อนไขอะไรเพิ่มเติมอีกไหม?”
“ผมแค่อยากจะกำชับคุณลุงช่างก่อสร้างทุกท่านว่า ตอนที่ลงมือก่อเตียงเตา รบกวนช่วยเก็บรายละเอียดให้ประณีตและรัดกุมหน่อยนะครับ เพราะอากาศที่นี่มันค่อนข้างหนาวจัดจริงๆ”
บรรดาช่างก่อสร้างต่างก็พากันพยักหน้ารับปากเป็นเสียงเดียวกัน พร้อมกับให้คำมั่นสัญญาว่าเรื่องนี้ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน
จากนั้นหวังต้าเกินกับฟู่ซีโจวก็เริ่มเปิดฉากหารือกันเรื่องการจัดซื้ออิฐและไม้แปรรูปสำหรับใช้ในการก่อสร้าง ทว่าทันทีที่พวกเขาทั้งสองปรึกษาหารือกันเสร็จสิ้น จู่ๆ ก็มีเสียงแผดด่าแหลมปรี๊ดดังแทรกขึ้นมาแหวกอากาศ “ฟู่ซีโจว! ไอ้คนไร้จิตสำนึก! แกยังมีหน้าลอยตาอยู่ในหมู่บ้านเซี่ยงหยางแห่งนี้อยู่อีกหรอ?!”
ทุกคนบริเวณนั้นต่างพากันหันขวับไปมองตามต้นเสียง ก่อนจะพบว่าเป็นแม่ของหวังไหลจื่อที่กำลังเดินดุ่มๆ พุ่งตรงเข้ามาหาด้วยท่าทีดุดันเอาเรื่อง โดยมีร่างของหวังพ่านตี้ที่กำลังร้องไห้กระซิกๆ เดินตามหลังมาติดๆ.... แน่นอนว่าเรื่องราววีรกรรมฉาวโฉ่ที่หวังพ่านตี้แกล้งพลัดตกลงไปในน้ำจนถูกจางขาเป๋แห่งหมู่บ้านเข่าซานกระโดดลงไปช่วยเอาไว้เมื่อวานนี้นั้น ได้ถูกร่ำลือแพร่สะพัดกระจายไปทั่วทั้งหมู่บ้านจนรู้กันถ้วนหน้าแล้ว
ครั้นหวังต้าเกินเห็นว่าสองแม่ลูกคู่นี้จงใจบุกมาหาเรื่องฟู่ซีโจวถึงที่ ใบหน้าของเขาก็พลันบึ้งตึงทะมึนทึนขึ้นมาในทันที “นี่แม่ของไหลจื่อ! เธอคิดจะมาก่อเรื่องวุ่นวายอะไรอีกฮึ? มาแผดเสียงแหกปากโวยวายแต่เช้าตรู่แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน!”
ทว่าแม่ของหวังไหลจื่อกลับไม่ได้สนใจไยดีต่อคำตักเตือนของหัวหน้าฝ่ายผลิตเลยแม้แต่น้อย หล่อนพุ่งพรวดเข้ามาหยุดยืนประจันหน้ากับฟู่ซีโจว พลางยกนิ้วชี้ขึ้นชี้หน้าด่ากราดจนแทบจะทิ่มเข้าไปในลูกตาของชายหนุ่มทันที “ฟู่ซีโจว! ฉันขอถามแกหน่อยเถอะ! เมื่อวานนี้แกเห็นพ่านตี้ลูกสาวของฉันพลัดตกลงไปในแม่น้ำ แต่แกกลับยืนดูอยู่เฉยๆ ทำตัวเป็นคนใจจืดใจดำเห็นคนเกือบตายอยู่ตรงหน้า... ทำไมไม่คิดจะลงมือช่วยบ้าง?!”
ฟู่ซีโจวเพียงแค่ทอดสายตามองหล่อนด้วยแววตาเย็นชาโดยไม่ได้ปริปากเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ ขณะเดียวกัน หวังพ่านตี้ที่หลบซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังผู้เป็นแม่ก็กำลังยืนร้องไห้สะอึกสะอื้นจนดวงตาทั้งสองข้างบวมเป่งแดงก่ำราวกับลูกท้อสุก หญิงสาวลอบช้อนสายตาขึ้นมองฟู่ซีโจวเป็นระยะๆ ทว่าภายในแววตาคู่นั้นกลับอัดแน่นไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายอย่างปิดไม่มิด
ฟู่ซีโจวลอบยิ้มเยาะเย้ยหยันอยู่ในใจ อันที่จริงก่อนหน้านี้เขาวางแผนเอาไว้ว่าจะลงมือจัดการหักดิบจับกุมตัวจางขาเป๋ไปส่งให้ทางการโดยตรงเลย ทว่าในเมื่อสถานการณ์พลิกผันมาเป็นเช่นนี้แล้ว เขาจึงตัดสินใจที่จะชะลอแผนการดังกล่าวออกไปอีกสักระยะ อย่างน้อยที่สุด... เขาก็จะเฝ้ารอจนกว่าหวังพ่านตี้จะได้แต่งงานออกเรือนไปเป็นภรรยาของจางขาเป๋เสียก่อน แล้วหลังจากนั้น เขาค่อยงัดเอาหลักฐานชิ้นโบแดงออกมาเพื่อส่งตัวจางขาเป๋เข้าคุกไปรับโทษทัณฑ์เสีย!
บรรดาช่างก่อสร้างที่ยืนรอรับงานอยู่บริเวณนั้นต่างก็เริ่มจับกลุ่มซุบซิบนินทากันอย่างออกรสออกชาติ “ดูเอาเถอะ! แม่หนูพ่านตี้ถูกจางขาเป๋ลูบคลำแตะอั๋งเสียจนพรุนไปทั้งตัวขนาดนั้นแล้วแท้ๆ แต่แม่ของหวังไหลจื่อก็ยังจะหน้าด้านหน้าทนบากหน้ามาหาเรื่องปัญญาชนฟู่อีก? ช่างไร้ยางอายจริงๆ เลยให้ตายสิ!”
“ก็คงจะเป็นเพราะปัญญาชนฟู่ของเราเพียบพร้อมสมบูรณ์แบบมากเกินไปยังไงล่ะ! จุดประสงค์ในใจของนังหนูพ่านตี้น่ะ ชาวบ้านเขาก็รู้ไส้รู้พุงกันหมดทั้งหมู่บ้านนั่นแหละ ก็แค่เพราะหลงรักปัญญาชนฟู่หัวปักหัวปำ แต่พอเขาไม่เล่นด้วย ก็เลยแกล้งทำเป็นกระโดดลงไปในน้ำเพื่อหวังจะบีบบังคับให้เขารับผิดชอบ ทว่าผลสุดท้ายกลับกลายเป็นว่าถูกจางขาเป๋กระโดดลงไปช่วยเอาไว้แทนเสียนี่... แต่ถึงกระนั้น หล่อนก็ยังไม่ยอมตัดใจถอยกลับไปอีก ช่างดื้อด้านเสียจริงๆ!”
............................