หมดเวลาเล่นสนุก
หมดเวลาเล่นสนุก
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดหลุดออกจากลำคอฮวาหว่าน ร่างของเธอเซถอยหลังไปหลายก้าว มือที่กำมีดอยู่สะบัดจนเกือบหลุดจากการจับยึด
“นังสารเลว!”
ฮวาหว่านตวาดลั่น ยกมือขึ้นกุมปลายคาง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความโกรธเกรี้ยว เธอไม่ทันแม้แต่จะตั้งตัวให้ดีด้วยซ้ำ ความเจ็บแปลบที่แล่นจากปลายคางขึ้นไปถึงขมับทำให้ภาพตรงหน้าพร่าเลือนไปชั่วขณะ
ซ่งอวิ๋นใช้จังหวะนั้นพลิกตัวหนี พยายามถอยห่างจากอีกฝ่ายให้ได้มากที่สุด แม้ข้อมือจะยังถูกพันธนาการจนขยับไม่ถนัดก็ตามที
“แกกล้าดียังไง”
ฮวาหว่านทำท่าจะพุ่งเข้าหาอีกครั้ง ทว่าคราวนี้ซ่งอวิ๋นกลับไม่หลบหนีอย่างลนลาน เธอจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาเย็นเยียบ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบเรื่อย
“คนที่ควรถามคำถามนั้น น่าจะเป็นฉันมากกว่า”
“หุบปาก!”
“จับฉันมาขังไว้กลางทะเล คิดว่าตัวเองจะทำอะไรก็ได้ตามใจจริง ๆ งั้นเหรอ”
คำพูดนั้นราวกับน้ำมันที่ราดลงบนกองเพลิง ฮวาหว่านกำด้ามมีดแน่นจนข้อนิ้วซีดเผือด ความรู้สึกเหนือกว่าที่พยายามสร้างขึ้นเมื่อครู่พังทลายลง แต่พอรู้ว่าบนเรือนี้ยังมีคนของท่านมู่อยู่ เธอก็สงบใจได้เล็กน้อย
อย่างไรวันนี้ซ่งอวิ๋นก็ต้องตายคามือเธอ
“แกมันก็แค่คนที่ฉันจะฆ่าตอนไหนก็ได้ อย่าหยิ่งผยองเกินไปนักเลย”
“ถ้าอย่างนั้นก็เข้ามาสิ” ซ่งอวิ๋นเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย “ลังเลอะไรอยู่ล่ะ หรือกลัวโดนมือโดนเท้าอีกรอบ”
“ฮะ ฮ่า ๆ ฉันเนี่ยนะกลัว” ดวงตาหงส์วาวโรจน์จับจ้องใบหน้าของอีกฝ่ายไม่ละสายตา
ซ่งอวิ๋นเหยียดยิ้มบาง ๆ “งั้นลงมือเถอะ อย่าร่ำไรอยู่เลย”
สิ้นเสียงท้าทาย ฮวาหว่านพุ่งเข้าไปหมายจะจ้วงแทงซ่งอวิ๋นให้ดับดิ้นคามือ ทว่ายังไม่ทันได้แตะต้องอีกฝ่าย เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ตามมาด้วยเสียงโลหะกระทบกันเบา ๆ
กึก!
ฮวาหว่านชะงัก ก่อนจะหันขวับกลับไปมอง
ชายฉกรรจ์สองคนก้าวออกมาจากเงามืดจากอีกมุมหนึ่งของเรือ คนหนึ่งยืนขวางทางออก ส่วนอีกคนตรงเข้ามาประชิดอย่างรวดเร็ว สีหน้าเคร่งขรึมไร้รอยยิ้ม
“พวกแกหมายความว่ายังไง?”
ฮวาหว่านสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เธอถอยกรูด มือที่ถือมีดสั่นระริก สายตาสลับมองชายฉกรรจ์กับซ่งอวิ๋นไปมา ราวกับสมองยังไม่อาจประมวลผลสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทัน
เนื่องจากชายสองคนนี้ คือคนที่นายท่านมู่ส่งมาเพื่อช่วยเธอจัดการซ่งอวิ๋น แล้วจู่ ๆ จะมาแปรพักตร์ได้อย่างไร
ก่อนหน้านี้เธอตรวจสอบทุกอย่างอย่างรอบคอบแล้ว ไม่มีทางที่ซ่งอวิ๋นจะไหวตัวทัน แล้วนี่มันเรื่องอะไรกัน
“คุณหนู นายท่านผู้เฒ่าบอกว่าหมดเวลาเล่นสนุกแล้วครับ” หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้น ก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ข้างกายซ่งอวิ๋น สายตากวาดมองพันธนาการบนข้อมือของเธอด้วยความกังวล
“ข้อมือช้ำหมดแล้ว นายท่านผู้เฒ่าจะโกรธเอานะครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ แค่รอยช้ำนิดหน่อย ไม่เจ็บหรอก” ซ่งอวิ๋นคลี่ยิ้มจาง ๆ
บทสนทนาสั้น ๆ นั้นทำให้ฮวาหว่านหน้าซีดเผือด
คุณหนู? พวกมันเรียกซ่งอวิ๋นว่าคุณหนูอย่างงั้นเหรอ
ความจริงที่เพิ่งกระจ่างทำให้เธอรู้สึกราวกับถูกใครสักคนกระชากพรมออกจากใต้ฝ่าเท้า
ตั้งแต่ต้นจนจบ ทุกอย่างที่เธอคิดว่าตัวเองคือผู้ควบคุม อาจเป็นเพียงภาพลวงตาที่อีกฝ่ายจงใจสร้างขึ้นมาเท่านั้น
ซ่งอวิ๋นมองสีหน้าซีดเผือดของฮวาหว่าน ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ
“ตอนที่เธอพาฉันขึ้นเรือ คงคิดว่าตัวเองชนะแล้วสินะ” เธอหยุดเล็กน้อย แล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “น่าเสียดายที่เธอไม่เคยรู้เลยว่า ตั้งแต่เธอส่งข้อความไปล่อลวงฉันออกจากบ้าน คนที่กำลังเดินเข้าไปติดกับดักมาตลอดคือตัวเธอเอง”
“เป็นไปไม่ได้..” ฮวาหว่านส่ายหน้า ถอยหลังไปอีกก้าว แต่ชายชุดดำก็ตามประกบไม่ห่าง “แกวางแผนไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วท่านมู่ล่ะ..”
ซ่งอวิ๋นไม่ตอบในทันที เธอเพียงปรายตามองมีดในมืออีกฝ่าย ก่อนจะเลื่อนสายตากลับไปสบดวงตาที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกคู่นั้น
“วางมีดลงซะฮวาหว่าน” คราวนี้น้ำเสียงของเธอไม่มีแววหยอกเย้าอีกต่อไป “เกมจบแล้ว”
“แกคิดว่าตัวเองชนะแล้วจริง ๆ รึไง ฉันควรต้องชนะในท้ายที่สุด ถ้านังแม่ชีนอกรีตนั่นไม่เข้ามายุ่มย่าม คนที่ยืนอยู่ตรงนั้นควรเป็นฉันต่างหาก”
ฮวาหว่านกรีดร้องอย่างเสียสติ มือกำด้ามมีดแน่นจนสั่นระริก ดวงตาแดงก่ำจับจ้องซ่งอวิ๋นราวกับอยากฉีกกระชากอีกฝ่ายให้แหลกเป็นชิ้น ๆ
“ฉันไม่มีวันยอมแพ้ ไม่มีวัน!!”
สิ้นเสียงหญิงสาวก็เงื้อมีดขึ้นหมายจะพุ่งเข้าใส่ซ่งอวิ๋น ทว่าชายชุดดำที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดกลับขยับตัวเร็วกว่าหลายเท่า เขาก้าวเข้าประชิด บิดข้อมือที่ถือมีดของเธอ ก่อนจะรวบแขนทั้งสองข้างไพล่หลังแล้วกดร่างเธอให้นอนคว่ำอยู่บนพื้น
“ปล่อยฉันนะ! ไอ้พวกบ้าสารเลว ปล่อย”
มีดหลุดจากมือ กระทบพื้นเรือดังเคร้ง ก่อนจะถูกชายชุดดำอีกคนใช้เท้าเขี่ยออกไปให้พ้นระยะเอื้อมถึง
ฮวาหว่านดิ้นรนสุดแรงเกิด ทว่าต่อให้พยายามมากเพียงใดก็ไม่อาจหลุดพ้นจากการควบคุม ยิ่งเธอขัดขืน แขนที่ถูกล็อกไว้ก็ยิ่งไม่อาจขยับเขยื้อน
“ซ่งอวิ๋น! แกสั่งให้พวกมันปล่อยฉันเดี๋ยวนี้!”
ซ่งอวิ๋นไม่ได้ตอบโต้ เธอเพียงมองภาพตรงหน้าด้วยแววตาไร้อารมณ์ ก่อนจะก้มลงจัดการพันธนาการที่ข้อมือของตัวเอง โดยมีชายชุดดำอีกคนเข้ามาช่วยเหลือ
เมื่อข้อมือเป็นอิสระ หญิงสาวจึงยกมือขึ้นนวดรอยแดงเล็กน้อย พลางเงยหน้ามองฮวาหว่านที่ยังคงดิ้นขลุกขลักอยู่บนพื้น
“ดูเหมือนเธอจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ของตัวเองนะ”
“…”
“เลิกดิ้นรนเถอะ” เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย “ตอนนี้เธอไม่เหลือไพ่อะไรในมือแล้ว ท่านมู่ไม่ช่วยอะไรเธอหรอก”
ฮวาหว่านชะงักงัน “แกรู้เรื่องท่านมู่ได้ยังไง”
ซ่งอวิ๋นไม่ได้เป็นคนตอบคำถามนั้น หากแต่หันไปทางชายชุดดำที่ยืนอยู่ด้านข้าง “ท่านมู่ส่งหลักฐานทั้งหมดมาให้เราแล้วใช่ไหมคะ”
“เรียบร้อยครับคุณหนู”
ชายคนนั้นตอบรับอย่างนอบน้อม ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเปิดภาพบางอย่างให้เธอตรวจสอบ “ทุกอย่างเป็นไปตามที่วางแผนไว้ครับ อีกฝ่ายส่งข้อมูลที่เราต้องการมาให้ครบแล้ว”
ฮวาหว่านเบิกตากว้างทันที “พะ พวกแก!!”
เธอส่ายหน้าอย่างรุนแรง พยายามดิ้นให้หลุดจากการจับกุมอีกครั้ง ทว่าคราวนี้กลับไร้เรี่ยวแรงราวกับถูกสูบวิญญาณออกจากร่าง
“จะบอกว่าท่านมู่หักหลังฉันงั้นเหรอ”
ท่านมู่บอกเองว่าถ้าเธอมอบทายาทสืบสกุลให้ เขาจะช่วยกำจัดซ่งอวิ๋นและตระกูลซ่งให้พ้นทาง หากไม่มีเขา แผนการหลายอย่างของเธอคงไม่มีทางดำเนินมาถึงจุดนี้ได้
แล้วตาเฒ่าคนนั้นกล้ากลับกลอกได้อย่างไร สารเลว สารเลวกันทั้งหมด
“ทำไมจะไม่ใช่ล่ะ” ซ่งอวิ๋นเอียงศีรษะเล็กน้อย มองคนที่กำลังเสียศูนย์ด้วยสายตาเวทนานิด ๆ “เธอคิดว่าคนมากเล่ห์ เห็นแก่ตัวอย่างท่านมู่จะยอมเอาตัวเองไปเสี่ยงขัดแย้งกับตระกูลซ่งเพื่อเธอจริง ๆ เหรอฮวาหว่าน”
“แก!!”
“ตั้งแต่แรก เธอก็เป็นแค่หมากตัวหนึ่งที่เขาหยิบมาใช้ประโยชน์เท่านั้น พอหมดประโยชน์แล้ว จะทิ้งขว้างเมื่อไรก็ขึ้นอยู่กับความพอใจของเขา”
“ไม่จริง!”
ฮวาหว่านตวาดเสียงแหบพร่า น้ำตาแห่งความโกรธและความหวาดกลัวเอ่อคลออยู่ในดวงตา
“ท่านมู่เป็นคนบอกฉันเองว่าจะช่วยฉัน เขาเป็นคนบอกว่าทุกอย่างจะไม่มีปัญหา เขาเป็นคนช่วยคิดแผนให้ฉันด้วยซ้ำ”
ก่อนหน้านี้เธอเคยสงสัยก็จริง แต่เพราะเชื่อใจว่ามันคือผลประโยชน์ต่างตอบแทน เธอจึงเลือกที่จะมองข้ามสัญญาณอันตรายที่แวบเข้ามาในความรู้สึก
หรือว่าตั้งแต่แรก เขาหลอกให้เธอคลอดลูกเท่านั้น
“ไม่ ไม่จริงหรอก” ฮวาหว่านพึมพำ ใบหน้าซีดขาวลงทุกขณะ
ซ่งอวิ๋นมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำลายความหวังสุดท้ายของหญิงสาวจนหมดสิ้น
“คนที่ส่งข่าวให้ฉันรู้ความเคลื่อนไหวของเธอมาตลอด ก็คือท่านมู่นั่นแหละ”
ฮวาหว่านนิ่งงันไปทั้งร่าง ชั่วขณะนั้น ราวกับแม้แต่เสียงคลื่นที่ซัดกระทบตัวเรือก็พลันเงียบหายไป
เธอจ้องซ่งอวิ๋นเขม็ง ริมฝีปากสั่นระริก แต่กลับไม่อาจเปล่งเสียงใดออกมาได้
ที่แท้… ทุกความเคลื่อนไหวของเธอไม่เคยเป็นความลับเลย
ทุกแผนการที่เธอคิดว่ารัดกุม ทุกก้าวที่เธอคิดว่าตัวเองเดินนำหน้าซ่งอวิ๋น ล้วนถูกอีกฝ่ายมองเห็นมาตั้งแต่ต้น
ส่วนท่านมู่ที่เธอฝากความหวังไว้ทั้งหมด กลับเป็นคนที่ยื่นมีดให้ศัตรูจ่อคอของเธอด้วยตัวเอง
“ทำไม…”
ในที่สุดฮวาหว่านก็เค้นเสียงออกมาได้ ดวงตาค่อย ๆ แปรเปลี่ยนจากความไม่อยากเชื่อเป็นความเคียดแค้นอย่างรุนแรง “ทำไมเขาต้องทำกับฉันแบบนี้”
ซ่งอวิ๋นมองเธออย่างสงบนิ่ง “บางทีเธอก็ควรถามตัวเองนะ ว่าทำไมต้องพาตัวเองมาถึงจุดนี้ ไม่รักตัวเองเลยสักนิด ความแค้นบ้าบอพวกนั้นสำคัญนักหรือไง”
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลงบนศักดิ์ศรีของฮวาหว่านอย่างไร้ความปรานี
หญิงสาวกัดฟันแน่น น้ำตารื้นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่เพราะเสียใจที่ถูกทรยศเพียงอย่างเดียว แต่เพราะเพิ่งตระหนักว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอเปรียบเสมือนตัวตลก วิ่งวนบนฝ่ามือคนตระกูลซ่งที่ตนชิงชังหนักหนา
“ยังมีอีกหลายเรื่องที่เธอยังไม่รู้ ไหน ๆ เธอก็จะเข้าไปใช้ชีวิตในคุกแล้ว ฉันจะเล่าให้เธอฟังก่อนแล้วกัน”
ซ่งอวิ๋นลากเก้าอี้มานั่งลงเบื้องหน้าอีกฝ่าย ค่อย ๆ ไล่เรียงทีละเรื่องให้อีกฝ่ายฟัง
“เธอคงยังไม่รู้ว่าแท้จริงพ่อของเธอเป็นใคร งั้นเริ่มจากเรื่องเสวี่ยหลาน”
ซ่งอวิ๋นเล่าให้ฟังทีละเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบอย่างใจเย็น ยิ่งฟังมากเท่าไหร่ ร่างกายฮวาหว่านยิ่งชาวาบตั้งแต่หัวจรดเท้า