แพ้พ่ายหมดรูป
แพ้พ่ายหมดรูป
“เธอรู้แล้วว่าพ่อซ่งไม่ใช่พ่อแท้ ๆ แต่อยากรู้ไหมว่าพ่อของเธอคือใคร”
“…” ฮวาหว่านเงยหน้าขึ้นมองซ่งอวิ๋น หัวใจพลันกระตุกวูบ
“พ่อแท้ ๆ ของเธอชื่อเจียงกั๋ว” ซ่งอวิ๋นกล่าวอย่างไม่รีบร้อน “สามีแสนดีของอาหญิงรองที่เพิ่งตายไปเมื่อปีก่อน เมื่อกี้ฉันบอกไปแล้วว่าเสวี่ยหลานมีลูก ก็เขานั่นแหละ”
ดวงตาของฮวาหว่านเบิกกว้าง ร่างกายแข็งค้างราวกับถูกแช่แข็ง
‘เจียงกั๋ว’ ชื่อนี้เธอรู้จักดี ภาพฝันเธอเห็นตนเองละเว้นเขาไว้ เพราะไม่อยากก่อเรื่องบาดหมางกับตระกูลเจียง
เขาเป็นสามีของซ่งเซียง เป็นคนที่มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลซ่งอย่างใกล้ชิด แต่เธอกลับไม่เคยคิดเลยว่าผู้ชายคนนี้จะเป็นพ่อแท้ ๆ ของตัวเอง
“ไม่จริง” ฮวาหว่านส่ายศีรษะ สีหน้าเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ “แกกำลังหลอกฉันอยู่แน่ ๆ”
“ฉันจำเป็นต้องหลอกเธอด้วยรึไง” ซ่งอวิ๋นย้อนถาม “เธอคิดดูให้ดีสิ ที่ผ่านมาเธอพยายามแทรกตัวเข้าไปในตระกูลซ่ง พยายามช่วงชิงทุกอย่างจากฉัน แต่ความจริงแล้ว เธอกลับไม่มีสายเลือดที่เชื่อมโยงกับตระกูลนี้มาตั้งแต่แรก แทนที่จะหยุด เธอกลับยิ่งอยากทำลายตระกูลซ่ง มันเป็นเพราะอะไร”
ซ่งอวิ๋นเว้นจังหวะ ปล่อยให้ความจริงนั้นค่อย ๆ กัดกินจิตใจของอีกฝ่าย
“ที่น่าขันก็คือ เธอไม่เคยรู้เลยว่าพ่อแท้ ๆ ของตัวเองเป็นใคร ทั้งที่เขาอยู่ใกล้ตัวเธอมากกว่าที่คิด”
ฮวาหว่านรู้สึกราวกับมีมือที่มองไม่เห็นบีบรัดลำคอ ความทรงจำเกี่ยวกับเจียงกั๋วผุดขึ้นมาในหัวทีละฉาก แต่ไม่ว่าพยายามปะติดปะต่ออย่างไร เธอก็ไม่อาจยอมรับความจริงนี้ได้
“แล้วแม่ฉันล่ะ ที่จริงแล้วเป็นใคร” เธอถามเสียงสั่น
“ฮวาผิงก่อนหน้านี้ยังมีชีวิตอยู่ แต่เธอแค่กลับไปใช้ตัวตนแท้จริงของตัวเอง เธอชื่อตันหยาง” ประโยคสั้น ๆ ก็ทำให้ฮวาหว่านนิ่งงันไปอีกครั้ง
ซ่งอวิ๋นจึงเล่าต่อว่า ตันหยางเป็นลูกน้องของเสวี่ยหลาน ใช้ชื่อฮวาผิงสวมรอยเข้ามาเป็นชู้รักของซ่งเหวิน เพื่อทำให้ฮวาหว่านได้รับสถานะลูกสาวของซ่งเหวิน
การแสดงเป็นแม่ที่รักลูก การปลูกฝังความเกลียดชังที่มีต่อตระกูลซ่ง ตลอดจนการแกล้งตายเพื่อหายไปจากชีวิตของฮวาหว่าน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่ฮวาหว่านไม่เคยล่วงรู้
ฮวาหว่านฟังจนมือเย็นเฉียบ เธอรู้อยู่แล้วว่าซ่งเหวินไม่ใช่พ่อแท้ ๆ แต่ไม่เคยคิดว่าพ่อที่แท้จริงจะเป็นสามีของซ่งเซียง และยิ่งไม่เคยคิดว่าผู้หญิงที่เธอคิดว่าตายไปแล้วจะยังมีชีวิตอยู่
ที่ผ่านมาตันหยางแสดงความรักต่อเธอ คอยหล่อหลอมความคิด ทำให้เธอเกลียดตระกูลซ่งทางอ้อม และผลักดันให้เธอมุ่งหน้าไปสู่เส้นทางที่ถูกกำหนดไว้
ส่วนเสวี่ยหลาน ผู้หญิงที่ต้องการทำลายตระกูลซ่ง กลับเป็นย่าแท้ ๆ ของเธอเอง
ทุกคนต่างมีความลับ ทุกคนต่างมีจุดประสงค์ มีเพียงเธอที่ไม่รู้อะไรเลย
ฮวาหว่านจ้องซ่งอวิ๋นด้วยดวงตาแดงก่ำ ความรู้สึกอับอายและเจ็บปวดถาโถมเข้ามาจนแทบหายใจไม่ออก
เธอเคยคิดว่าตัวเองกำลังควบคุมเกม แต่สุดท้ายกลับเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ถูกวางไว้บนกระดานตั้งแต่แรก
และสิ่งที่ทำให้เธอเจ็บปวดที่สุดก็คือ คนที่วางหมากเหล่านั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นคนในสายเลือดของเธอเอง
ฮวาหว่านนิ่งงันไปนาน ราวกับวิญญาณถูกกระชากออกจากร่าง
“ทำไม” ฮวาหว่านเงยหน้าขึ้นมองซ่งอวิ๋น ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความสับสนและความเจ็บปวด “ทำไมแกถึงรู้เรื่องพวกนี้?”
ซ่งอวิ๋นสบตาเธออย่างสงบนิ่ง “เพราะความจริงก็คือความจริง ต่อให้พวกเธอพยายามปกปิดมันมานานแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องหางโผล่ออกมาอยู่ดี”
“แกโกหก แกต้องการทำให้ฉันสิ้นหวัง เลยแต่งเรื่องโกหกพวกนี้ขึ้นมา!”
ฮวาหว่านตวาดลั่น ทว่าครั้งนี้กลับไม่มีความมั่นใจหลงเหลืออยู่ในน้ำเสียงแม้แต่น้อย
ซ่งอวิ๋นไม่ได้โต้แย้งในทันที เพียงมองเธอด้วยแววตาเย็นชา ก่อนเอ่ยประโยคที่ทำให้ฮวาหว่านแทบสิ้นเรี่ยวแรง
“ฮวาหว่าน เธอเคยคิดว่าตัวเองฉลาดกว่าคนอื่น คิดว่าทุกคนเป็นได้แค่เครื่องมือให้เธอใช้ประโยชน์ แต่เธอเคยถามตัวเองบ้างไหมว่า ความแค้นที่สุมอยู่ในอกเกิดจากอะไร”
ฮวาหว่านอ้าปาก ทว่ากลับไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา
“เสวี่ยหลานต้องการทำลายตระกูลซ่ง ส่วนตันหยางก็ทำตามคำสั่งของเจ้านาย ทุกคนต่างมีจุดประสงค์ของตัวเอง มีเพียงเธอที่คิดว่าตัวเองจะเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุด” ซ่งอวิ๋นหยุดหายใจเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่ออย่างไม่ปรานี “เธอไม่เคยรู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังถูกใช้ ถ้าไม่เชื่อ เธอดูคลิปกล้องวงจรปิดนี้ก็ได้”
ซ่งอวิ๋นเปิดคลิปที่อัดไว้จากกล้องวงจรปิด ตอนที่เธอเข้าไปพูดคุยกับตันหยาง
ประโยคบอกเล่าพร้อมหลักฐานนั้นทำให้ฮวาหว่านรู้สึกราวกับถูกตบหน้ากลางที่สาธารณะ
เธออยากกรีดร้อง อยากปฏิเสธ อยากฉีกทำลายทุกอย่างที่ซ่งอวิ๋นพูดออกมา แต่ยิ่งพยายามหาข้อแก้ตัวมากเท่าไร เธอก็ยิ่งตระหนักว่าตัวเองไม่มีอะไรเหลือให้ยึดเหนี่ยวอีกแล้ว
แม้แต่การถือกำเนิดของเธอก็ไม่ใช่สิ่งที่ตันหยางปรารถนา
แม่แท้ ๆ ไม่เคยต้องการให้เธอลืมตาดูโลกด้วยซ้ำ ก่อนตายยังไม่อยากเจอเธอเลย ทุกอย่างเป็นเพียงการทำตามคำสั่งของเสวี่ยหลาน ส่วนสถานะลูกสาวของซ่งเหวินที่เธอได้รับมาตลอดชีวิต ก็เป็นเพียงเรื่องโกหกที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เธอแก้แค้นตระกูลซ่ง
หากแผนการไม่ถูกเปิดโปง และไม่ถูกจับได้ว่าเธอคือลูกชู้ ป่านนี้เธอก็ยังคงใช้แซ่ซ่ง
ตอนที่ได้รับชีวิตใหม่ เธอเคยคิดว่าตัวเองเป็นลูกสาวของซ่งเหวิน เป็นคนที่มีสิทธิ์ช่วงชิงทุกสิ่งจากตระกูลซ่งอย่างชอบธรรม แต่ความจริงกลับตบหน้าเธออย่างรุนแรง
ต่อมาเธอไม่อาจปล่อยวางความแค้นได้ ยังคงอยากจองล้างจองผลาญตระกูลซ่งต่อไป ก็เป็นเพราะถูกปลูกฝังจนติดอยู่ในสมอง และแค้นที่ชาติก่อนถูกทิ้งให้ตายอย่างโดดเดี่ยว
ความทะเยอทะยานที่ผลักดันให้เธอทำทุกอย่าง ล้วนตั้งอยู่บนคำโกหก
ส่วนซ่งอวิ๋นกลับนั่งอยู่ตรงหน้าเธออย่างสงบ ราวกับกำลังมองดูตัวตลกที่เพิ่งค้นพบว่าตัวเองถูกหลอกมาตลอดชีวิต
ในวินาทีนั้นเอง ฮวาหว่านจึงเข้าใจความหมายของคำว่าพ่ายแพ้อย่างหมดรูป
เธอไม่ได้แพ้เพียงเพราะกำลังจะถูกส่งตัวเข้าคุก
แต่เธอแพ้ตั้งแต่คนอื่นกำหนดชีวิตของตัวเอง โดยยังหลงคิดมาตลอดว่าทุกย่างก้าวที่เดินไปนั้นเป็นการตัดสินใจของตน
“ยังมีอีกเรื่อง” ซ่งอวิ๋นถอนหายใจเฮือกใหญ่ ครุ่นคิดเล็กน้อยว่าควรบอกเรื่องนี้กับอีกฝ่ายดีหรือไม่
“อะไรอีกล่ะ อยากตอกย้ำอะไรอีก แกชนะแล้วนี่ พูดออกมาได้เลย” ฮวาหว่านเงยหน้าที่บิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยคราบน้ำตาจับจ้องซ่งอวิ๋น
“ช่างเถอะ ฉันไม่พูดดีกว่า” ร่างอ้อนแอ้นนึกเวทนาขึ้นมา จึงตัดสินใจจะไม่บอกกล่าวเรื่องฉินชาง
ตอนนี้ผู้หญิงตรงหน้าแตกสลายมากพอแล้ว ดังนั้นเธอจะไม่ซ้ำเติมอะไรอีก
“ฮะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ เกิดอยากจะเป็นคนดีขึ้นมางั้นเหรอ ตลกจริง ๆ หน้ากากจอมปลอมของแก ฉันเห็นจนชินแล้ว”
“กลับเข้าฝั่งกันเถอะค่ะ ตำรวจรออยู่ ถ้าเสียเวลามากกว่านี้ ฉันคงโดนคุณปู่กับพี่หานดุเอาแน่ ๆ” ซ่งอวิ๋นยิ้มแห้ง ๆ เมื่อนึกถึงตอนออกจากบ้าน คุณปู่ยังบ่นเธออยู่สองสามคำว่าติดเล่นเกินไป
“รับทราบครับคุณหนู”
ชายชุดดำรับคำ ก่อนจะประคองฮวาหว่านให้ลุกขึ้น
“ซ่งอวิ๋น” ฮวาหว่านร้องเรียกชื่อเธออีกครั้ง ขณะถูกควบคุมตัวให้นั่งฝั่งตรงข้าม ขณะที่เรือแล่นฝ่าคลื่นลม กลับสู่แผ่นดินใหญ่
“คิดว่าตัวเองจะชนะไปได้ตลอดเหรอ เรื่องนี้ยังไม่จบ ยังไงฉันก็ยังเกลียดแกอยู่ดี ออกจากคุกมาได้ไหร่ ฉันจะมาเอาคืนแน่ แกกับฉันต้องตายกันไปข้าง”
ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้เธอกล่าวออกไปเช่นนั้น ทั้งที่รู้ว่าตนพ่ายแพ้หมดรูปแต่ยังดันทุรัง
บางทีเธออาจพยายามปกปิดเศษเสี้ยวสุดท้ายของความรู้สึกไว้ เพื่อให้ตัวเองยังเดินต่อไปได้ หลังจากไร้สิ่งใดยึดเหนี่ยว
ซ่งอวิ๋นคิ้วกระตุกยิบ ๆ เผยสีหน้าเหนื่อยหน่ายให้เห็นเป็นครั้งแรก “กว่าจะได้ออกมา เธอคงแกหงำเหงือกแล้วมั้ง อีกอย่างมันจบตั้งแต่ตอนที่เธอตัดสินใจลากคอฉันขึ้นเรือลำนี้แล้ว”
…
หลังจากเรือลำใหญ่เทียบท่า ตำรวจหลายนายก็รีบก้าวขึ้นมาบนเรือทันที พวกเขารอจับกุมฮวาหว่านอยู่ก่อนแล้ว
ทว่าฮวาหว่านกลับนั่งนิ่ง ไม่แม้แต่จะขัดขืนหรือเอ่ยปากโต้แย้ง ใบหน้าที่เคยหยิ่งผยองซีดเซียว ดวงตาเหม่อลอยไร้ประกาย ราวกับร่างไร้วิญญาณ
“คุณฮวาหว่าน คุณถูกจับกุมแล้ว กรุณาให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ด้วยครับ”
เมื่อเสียงตำรวจดังขึ้น หญิงสาวก็เพียงกะพริบตาเชื่องช้า ก่อนปล่อยให้เจ้าหน้าที่จับแขนทั้งสองข้างแล้วใส่กุญแจมือโดยไม่ขัดขืน
เสียงโลหะกระทบกันดังแกร๊ก ราวกับเป็นเสียงประกาศจุดจบของชีวิตที่เธอเคยเต็มไปด้วยความแค้นและทะเยอทะยาน
ฮวาหว่านก้มหน้า ปล่อยให้ตำรวจพาตัวเดินลงจากเรืออย่างไร้เรี่ยวแรง น้ำตาไหลอาบแก้มโดยที่เธอไม่มีแม้แต่แรงจะยกมือขึ้นเช็ด
ครั้งหนึ่งเธอเคยคิดว่าตัวเองจะเป็นผู้ชนะ สามารถควบคุมทุกสิ่งได้ตามต้องการ แต่บัดนี้กลับต้องเดินจากไปในสภาพนักโทษ โดยไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
เมื่อถูกพาตัวขึ้นรถตำรวจ ฮวาหว่านหันกลับไปมองเรือลำใหญ่เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนประตูรถจะปิดลงตรงหน้า
ปัง!
เสียงนั้นทำให้เธอสะดุ้งเล็กน้อย ทว่าหลังจากนั้นก็เหลือเพียงความเงียบงัน
“จบสักที” ซ่งอวิ๋นพรูลมหายใจยาว มองดูรถตำรวจพาตัวฮวาหว่านจากไป