ช่วงเวลาสุดท้าย
ช่วงเวลาสุดท้าย
กำแพงคอนกรีตสูงทอดยาวล้อมรอบเรือนจำหญิง อาคารสีเทาหม่นตั้งเรียงรายอยู่เบื้องหลังกำแพง ทางเข้าออกถูกควบคุมด้วยประตูเหล็กขนาดใหญ่และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ทุกพื้นที่ถูกแบ่งเป็นสัดส่วนอย่างเข้มงวด ตัดขาดสถานที่แห่งนี้ออกจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
ภายในอาคารพักอาศัยมีห้องพักรวม เตียงนอนเรียงเป็นแถว เครื่องนอนสีเรียบถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ สิ่งของส่วนตัวมีเพียงเท่าที่จำเป็น ผู้ต้องขังหญิงต้องใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นภายใต้กฎระเบียบเคร่งครัด ตั้งแต่การรับประทานอาหารไปจนถึงการพักผ่อน ทุกอย่างล้วนมีเวลาที่กำหนดไว้
อาหารแต่ละมื้อเป็นเพียงอาหารพื้นฐานทั่วไป ข้าวสวย ผัก และกับข้าวที่จัดสรรให้ตามรายการของวัน ไม่มีความหลากหลายหรือความสะดวกสบายเหมือนชีวิตภายนอก
ขณะที่พื้นที่ส่วนกลางเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยแผ่วเบา เสียงฝีเท้าของเจ้าหน้าที่ และเสียงประตูเหล็กที่ดังขึ้นเป็นครั้งคราว
ผู้ต้องขังหญิงแต่ละคนต่างมีภูมิหลังและนิสัยแตกต่างกัน บางคนเก็บตัวเงียบขรึม บางคนจับกลุ่มพูดคุยกับคนที่สนิทสนม ขณะที่บางคนมองผู้มาใหม่ด้วยสายตาระแวดระวัง ภายใต้การใช้ชีวิตร่วมกัน ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเธอมีทั้งมิตรภาพ ความเห็นอกเห็นใจ และความขัดแย้งที่ยากจะหลีกเลี่ยง
สิ่งที่บีบคั้นจิตใจมากที่สุดอาจไม่ใช่สภาพความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย หากเป็นการสูญเสียอิสรภาพและความเป็นส่วนตัว ทุกวันดำเนินไปอย่างซ้ำซาก
ท้องฟ้ายังคงเปลี่ยนสีตามฤดูกาล โลกภายนอกยังหมุนเวียนไปตามปกติ แต่ผู้หญิงเหล่านี้กลับทำได้เพียงเฝ้ามองชีวิตของตนเองผ่านกำแพงสูงที่ไม่อาจก้าวข้าม
เมื่อถึงยามค่ำคืน เสียงพูดคุยค่อย ๆ เงียบลง เหลือเพียงแสงไฟสลัวตามทางเดินและเสียงฝีเท้าที่ดังเป็นระยะ ผู้ต้องขังบางคนนอนหลับไปด้วยความเหนื่อยล้า ขณะที่บางคนยังคงลืมตาอยู่ในความมืด คิดถึงครอบครัว คนรัก หรือชีวิตที่เคยมี
ฮวาหว่านถูกส่งตัวเข้าสู่สถานกักกันนักโทษภายในเวลาไม่กี่วัน ท่าทางเธอไร้จิตชีวิตชีวา เสมือนร่างไร้วิญญาณ ไม่ว่าเจ้าหน้าที่เรือนจำจะสั่งให้ทำอะไร เธอก็ทำเช่นนั้น ไม่พูดไม่คุยกับผู้ใด อย่างมากก็ทำเพียงแค่พยักหน้า
ทว่าเธอกลับพบกับคนที่คาดไม่ถึง ‘เฉียวอันฉี’ เพื่อนเก่าของซ่งอวิ๋น อีกฝ่ายพบเธอก็จดจำได้ทันที
“ในที่สุดก็เข้ามาที่นี่จนได้” เฉียวอันฉีเลิกคิ้วขึ้นสูง ตั้งแต่ถูกส่งเข้ามาอยู่ในคุก เธอก็คิดอะไรได้หลายอย่าง และเธอก็ตั้งใจไว้ว่า หากได้มีโอกาสได้ออกจากคุก เธอจะไปขอโทษซ่งอวิ๋นโดยตรงสักครั้ง
“...” ดวงตาฮวาหว่านเกิดระลอกคลื่นเพียงน้อยนิด แต่สุดท้ายก็สงบนิ่งลง
“ฉันเดาว่าเธอต้องติดอยู่ที่นี่อีกหลายสิบปี ถ้าอยากอยู่สงบ ๆ ทางที่ดีก็อย่าไปหาเรื่องกับพวกผู้ช่วยของผู้คุม พวกนั้นชอบเล่นพรรคเล่นพวก เธอสู้คนพวกนั้นไม่ได้หรอก” เฉียวอันฉีเตือนด้วยความหวังดี
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าอีกฝ่ายเตะแผ่นเหล็กมา คนแบบซ่งอวิ๋น ตอนเด็ก ๆ อาจดูขี้โวยวายเหมือนลูกคุณหนูที่โดนตามใจ แต่ตอนนี้โตขึ้นแล้ว แม้บางครั้งจะใจดี แต่หากถึงเวลาต้องเด็ดขาด ก็ทำได้อย่างน่าชื่นชมเช่นกัน
คราวนี้ฮวาหว่านมีการตอบสนอง เธอสบตาเฉียวอันฉีตรง ๆ หัวคิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “ทำไมถึงไม่แค้น”
เธอสงสัยจริง ๆ ท่าทางอีกฝ่ายไม่มีความแค้นเลย หลังถูกซ่งอวิ๋นส่งตัวเข้ามาอยู่ในเรือนจำ
“ทำไมต้องแค้นด้วย มองย้อนกลับไปฉันก็เหมือนคนโง่เง่า โดนคนอื่นหลอกใช้ ตอนนี้ตาสว่างแล้ว นอกจากจะไม่แค้น ยังรู้สึกผิดอีกต่างหาก” เฉียวอันฉีทอดถอนใจหนักหน่วง
หากวันนั้นงูสามเหลี่ยมฉกซ่งอวิ๋นตายจริง ๆ แล้วเธอมารู้ทีหลังว่าสิ่งที่ตัวเองทำเกิดจากความเข้าใจผิด เธอคงเจ็บปวดยิ่งกว่านี้ แต่มนุษย์ย้อนเวลากลับไปแก้ไขความผิดในอดีตไม่ได้ มีแต่ต้องเดินหน้าต่อไปเท่านั้น
“เหอะ..” ฮวาหว่านแค่นเสียงขึ้นจมูก แต่ไม่รู้ว่าเยาะเย้ยอีกฝ่าย หรือเยาะเย้ยให้กับความพ่ายแพ้ของตัวเองกันแน่
“เอาเถอะ เดี๋ยวอยู่ข้างในนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เธอก็จะรู้เองว่าการถูกกักขังอิสระ ทรมานกว่าความแค้นบ้า ๆ พวกนั้นอีก” เฉียวอันฉีไหวไหล่ ก่อนเดินเลี่ยงออกไปจากหอนอนอันแออัดคับแคบ
...
หลายเดือนต่อมา
อาการป่วยของผู้เฒ่าซ่งทรุดตัวลงทุกวัน จนกระทั่งตอนนี้เขาเริ่มมีอาการแขนขาอ่อนแรงจนไม่สามารถเดินเหินได้อย่างสะดวก ชีวิตประจำวันนอกจากอยู่บนเตียงนอนแล้ว เขายังนั่งรถเข็นเพื่อออกไปชมนกชมไม้นาน ๆ ครั้ง ให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง
วันนี้ซ่งอวิ๋นพาเขาออกมานั่งเล่นที่สวนสาธารณะใกล้บ้าน อากาศสดชื่น แสงแดดอ่อน ๆ ทะลุผ่านแมกไม้ลงมากระทบใบหน้างดงาม ทว่าแฝงความเศร้าสร้อยของหญิงสาว
ลมเย็นพัดผ่านเป็นระยะ ใบไม้เหนือศีรษะไหวเอนตามแรงลม เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วดังมาจากยอดไม้
ขณะที่ผู้คนในสวนต่างใช้เวลาไปกับกิจกรรมของตนเอง บ้างเดินเล่น บ้างออกกำลังกาย บ้างจูงมือเด็กเล็กวิ่งเล่นอยู่บนทางเดิน ทุกสิ่งดำเนินไปอย่างเรียบง่ายและเป็นปกติ ราวกับไม่มีสิ่งใดในโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
ทว่าซ่งอวิ๋นกลับรู้สึกว่าช่วงเวลาอันแสนธรรมดาเช่นนี้มีค่ามากกว่าที่เคยคิด
เธอยืนอยู่ด้านหลังรถเข็น ก่อนจะก้มมองเส้นผมสีขาวที่แซมอยู่ทั่วศีรษะของชายชรา ดวงตาดอกท้อคู่งามไหววูบ ความรู้สึกบางอย่างจุกแน่นอยู่ภายในอก
เมื่อก่อนผู้เฒ่าซ่งยังเป็นชายชราที่มีท่าทางน่าเกรงขาม เพียงนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่งก็ทำให้ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากขัด ทว่าบัดนี้แม้แต่การลุกขึ้นยืนด้วยตนเองยังกลายเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับเขา
เวลาช่างโหดร้ายกับผู้คนเหลือเกิน..
“อวิ๋นเอ๋อร์ มานั่งนี่สิ ยืนอยู่ตั้งนานไม่เหนื่อยหรือไง” เสียงแหบพร่าของผู้เฒ่าซ่งดังขึ้น ทำให้ซ่งอวิ๋นหลุดจากภวังค์ เธอรีบเก็บซ่อนความเศร้า ก่อนจะเดินอ้อมมาหยุดอยู่ข้างรถเข็น แล้วนั่งลงบนม้านั่งใกล้ ๆ
“หนูไม่เหนื่อยค่ะ แดดเริ่มแรงแล้ว คุณปู่อยากนั่งต่ออีกสักพักไหมคะ หรือว่าเรากลับบ้านกันดี”
“เพิ่งออกมาได้ไม่นาน จะรีบกลับไปทำไม” ผู้เฒ่าซ่งหันมามองเธอ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนใบหน้าซูบผอม “ช่วงนี้ปู่เอาแต่นอนอยู่ในห้องจนแทบลืมไปแล้วว่าข้างนอกอากาศเป็นยังไง”
ซ่งอวิ๋นเม้มริมฝีปาก ก่อนจะฝืนยิ้มให้เขา “ถ้างั้นวันหลังหนูจะพาปู่ออกมาบ่อย ๆ นะคะ”
ผู้เฒ่าซ่งเงียบไป เพราะรู้ดีว่าเวลาของตนเหลือไม่มากแล้ว เขาเพียงหันกลับไปมองต้นไม้ที่ทอดกิ่งก้านอยู่เบื้องหน้า ดวงตาฝ้าฟางทอดมองผู้คนที่เดินผ่านไปมาอย่างเงียบงัน ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“ตอนนี้ปู่วางใจแล้ว หลานดูแลตัวเองได้ดี ภัยคุกคามทุกอย่างไม่เหลือแล้ว ห่วงก็แต่ว่าหลานจะจมกับความเสียใจนานเกินไป”
หัวใจของซ่งอวิ๋นพลันบีบรัด เธอหันไปมองใบหน้าด้านข้างของชายชรา พยายามจดจำทุกรายละเอียดเอาไว้ ทั้งรอยย่นตรงหางตา เส้นผมสีดอกเลา และมือเหี่ยวย่นที่วางอยู่บนที่พักแขนของรถเข็น เธออยากให้เวลาหยุดอยู่ตรงนี้
อยากให้ชายชราได้นั่งอยู่ข้างเธอเช่นนี้ไปอีกนานแสนนาน โดยไม่ต้องเผชิญกับความเจ็บปวด ไม่ต้องทนทรมานกับอาการป่วยที่กัดกินร่างกาย และไม่ต้องมีใครเอ่ยถึงคำว่าจากลา
แต่ซ่งอวิ๋นรู้ดีว่า ความปรารถนาของเธอไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงได้ เธอจึงทำได้เพียงยื่นมือไปกุมมือของผู้เฒ่าซ่งเอาไว้แน่นขึ้นเล็กน้อย พลางเอ่ยเสียงเบาหวิว
“คุณปู่..”
“เด็กโง่ ทำหน้าเหมือนหมาหงอยไปได้” ผู้เฒ่าซ่งกลั้วหัวเราะในลำคอ ยกมือลูบศีรษะหลานสาว เธอทำท่าเหมือนจะร้องไห้ได้ตลอดเวลา เห็นแล้วก็อดอ่อนใจเสียไม่ได้
“หนู.. หนูมีข่าวดีจะบอกคุณปู่ด้วยนะคะ” ซ่งอวิ๋นสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ปรับอารมณ์ให้ดูสดใสและมีชีวิตชีวา
“หืม?” น้ำเสียงชายชราแฝงความประหลาดใจ
“หนูกับพี่หานคุยกันว่าจะหมั้นกันไว้ก่อน อีกไม่นานเขาจะให้แม่มาคุยเรื่องหมั้นหมาย”
ก่อนหน้าเธอได้พูดคุยเรื่องนี้กับเฟิงมู่หาน แน่นอนว่าเธอไม่ได้ตัดสินใจหมั้นเพียงเพราะคุณปู่ป่วยหนัก แต่เธออยากทำให้ถูกต้อง ให้ความสัมพันธ์นี้อยู่ในสายตาผู้ใหญ่ และสามารถออกไปไหนมาไหนกันได้อย่างเปิดเผย
ด้วยตระกูลใหญ่เป็นที่จับตามอง หมั้นไว้เป็นเรื่องดี หากวันหน้ามีความเปลี่ยนแปลง หรือคบกันแล้วเข้ากันไม่ได้ ความคิดเห็นไม่ตรงกัน ก็ค่อยถอนหมั้นกันในอนาคต
“เลือกได้ดี” ผู้เฒ่าซ่งพยักหน้า ตลอดชีวิตนี้ เขาพบชายหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงมามาก น้อยคนนักที่รักแล้วพร้อมจะสนับสนุนและปกป้องคนรักสุดตัว
หลายเดือนที่ผ่านมาเฟิงมู่หานพิสูจน์ให้คนตระกูลซ่งเห็นว่าเขารักซ่งอวิ๋นจริง ๆ เข้าตามตรอก ออกตามประตู ยามตกอยู่ในอันตราย เขาก็พยายามหาหลักฐานมาช่วยจัดการภัยคุกคาม
ชายชราไม่รู้ว่าวันหน้าจะเป็นอย่างไร แต่เขาเชื่อว่าคนแบบนี้ใช่ว่าจะเจอกันง่าย ๆ
มนุษย์ต้องเรียนรู้ที่จะลองผิดลองถูก หากวันหน้าไม่รักกันแล้วก็ถอนหมั้น แต่วันนี้ยังดีอยู่ ก็ควรใช้ชีวิตให้มีความสุข อย่ากังวลอนาคตจนละทิ้งความสุขเบื้องหน้า
เขาไม่มีโอกาสส่งหลานเข้าประตูวิวาห์ แต่อย่างน้อยเห็นเธอหมั้นหมายกับเฟิงมู่หาน ชายที่ปกป้องดูแลเธอได้ เท่านี้เขาก็ตายตาหลับแล้ว
“คิดไว้หรือยังว่าอยากจัดงานหมั้นแบบไหน” ใบหน้าซูบซีดดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
“จัดกันง่าย ๆ ที่บ้าน เชิญแค่ญาติและเพื่อนสนิท แบบนี้คุณปู่ว่าดีไหมคะ” ซ่งอวิ๋นไม่อยากให้แขกมากมายรบกวนความสงบของปู่ซ่ง เพราะท่านมักมีอาการปวดศีรษะหนักหน่วงอยู่เสมอ
“อืม เอาตามที่หลานสองคนต้องการได้เลย ปู่ไม่ติดขัดอะไร” ชายชราไม่โต้แย้ง จะงานเล็กหรือใหญ่ไม่สำคัญ บางคู่จัดงานใหญ่โต แต่ความรักน้อยนิดก็มีถมเถไป