ย่ากลับมา
ย่ากลับมา
“อวิ๋นเอ๋อร์” โจวจิ่วก้าวเข้าไปในห้องแต่งตัว ก่อนวางมือลงบนไหล่ลูกสาว ใบหน้าเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มยินดี
“คุณแม่.. วันนี้สวยจังเลยค่ะ” ซ่งอวิ๋นมองมารดาผ่านกระจกบานใหญ่
“แม่ต่างหากที่ต้องพูด วันนี้ลูกสาวแม่สวยมาก หนูโตขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ รู้สึกเหมือนหนูเพิ่งเป็นก้อนแป้งในห่อผ้าเมื่อไม่นานนี้เอง เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วจริง ๆ”
โจวจิ่วนึกสะท้อนใจ ลูกสาวของเธอหมั้นหมาย อีกหน่อยก็แต่งงานแล้ว เด็กน้อยในวันนั้นเติบโตถึงเพียงนี้ น่าใจหายไม่น้อย
“ตอนเล็ก ๆ หนูดื้อมากไหมคะ”
“ตอนเล็ก ๆ เลี้ยงง่ายมาก ตื่นมากินนมแล้วก็นอน ไม่กระจองอแงเลยสักนิด แต่พอโตก็เริ่มแสบขึ้นเรื่อย ๆ” ปลายนิ้วเรียวเคาะจมูกโด่งสวยของลูกสาวเบา ๆ
“ทำให้แม่ปวดหัวแย่เลย ขอโทษนะคะ” ซ่งอวิ๋นกลั้วหัวเราะ ก่อนฝันเห็นอนาคต นิสัยเธอก็แสบใช่ย่อยจริง ๆ
“ไม่เลย ลูกโตตามวัย ไม่เคยก้าวร้าวกับผู้หลักผู้ใหญ่ ช่วงปีสองปีมานี้แม่รู้สึกว่าลูกโตเกินไปเสียด้วยซ้ำ”
อาจเพราะต้องเผชิญกับเรื่องราวเลวร้ายมากมาย บังคับให้ลูกสาวของเธอต้องเติบโตและแข็งแกร่ง ตอนนี้มรสุมผ่านพ้นไปแล้ว ก็ยังต้องเจอการสูญเสีย เธอกลัวเหลือเกินว่าสภาพจิตใจลูกจะรับไม่ไหว
ซ่งอวิ๋นเอี้ยวกายกลับไปกอดเอวมารดาอย่างออดอ้อน “โตแค่ไหน หนูก็ยังเป็นเสี่ยวอวิ๋นของแม่อยู่ดีนะคะ”
“ใช่แล้ว ต่อให้โตขนาดไหน ก็ยังเป็นลูกสาวตัวน้อยของแม่อยู่ดี”
หลังจากพูดคุยกับมารดาอีกสองสามประโยค โจวจิ่วก็ช่วยจัดแต่งชุดให้ซ่งอวิ๋นอีกครั้ง ก่อนจะพาลูกสาวออกจากห้องแต่งตัวไปยังโถงรับรองชั้นล่าง
บ้านใหญ่ตระกูลซ่งถูกประดับประดาด้วยโคมไฟสีแดงและดอกไม้สด กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกโบตั๋นลอยอบอวลอยู่ในอากาศ โต๊ะอาหารขนาดใหญ่ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับคนในครอบครัวและแขกคนสนิทที่ได้รับเชิญมาเป็นสักขีพยานในวันสำคัญ
แม้จะไม่ได้จัดงานอย่างเอิกเกริก แต่ทุกอย่างกลับได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่ของหมั้นที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ ไปจนถึงชุดน้ำชาที่เตรียมไว้สำหรับพิธีตามธรรมเนียม
เมื่อซ่งอวิ๋นปรากฏตัว สายตาของคนในห้องก็หันไปจับจ้องเธอเป็นตาเดียว
เฟิงมู่หานยืนอยู่ข้างผู้เป็นแม่ ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นหญิงสาวเดินเข้ามาในชุดสีแดงงดงาม ใบหน้าหล่อเหลาปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ
“สีแดงเหมาะกับหลานจริง ๆ” ผู้เฒ่าซ่งดวงตาอ่อนแสงลง วันนี้ร่างกายเขาไม่มีกำลังวังชามากนัก แข้งขาอ่อนแรง ทว่าเขากำลังใจเต็มเปี่ยม แค่ได้ร่วมอยู่ในงานมงคลของหลานสาว เขาก็มีความสุขแล้ว
“หนูสวยใช่ไหมคะ” ซ่งอวิ๋นคลี่ยิ้มหวาน ก่อนหมุนตัวต่อหน้าผู้เฒ่าซ่งอย่างสดใส ปกปิดความเศร้าลึกสุดใจ
เพราะเดือนที่ผ่านมา คุณปู่นอนหลับยาวนานขึ้น ทานอาหารได้น้อยลงทุกวัน เรี่ยวแรงเหือดแห้งอย่างน่าใจหาย เธอยังกังวลว่าท่านจะนอนหลับไปเฉย ๆ และไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย
“ยีนส์ตระกูลซ่ง ย่อมต้องดี” ผู้เฒ่าซ่งพยักหน้าน้อย ๆ ไม่ปฏิเสธ หลานสาวเขาสวยเหมือนอาอิ๋น เรื่องนั่นแน่นอนอยู่แล้ว
เฟิงมู่หานจัดความเรียบร้อยของเสื้อผ้า ก่อนจะก้าวเข้าไปรับเธอจากมือโจวจิ่ว
“ฝากดูแลลูกสาวของแม่ด้วยนะเสี่ยวหาน” โจวจิ่วกล่าวกับว่าที่ลูกเขยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“คุณแม่วางใจได้ครับ ผมจะดูแลอวิ๋นเอ๋อร์ให้ดี ไม่ให้แม่กับคุณปู่ต้องเป็นกังวล”
เฟิงมู่หานรับคำอย่างหนักแน่น ก่อนหันไปมองหญิงสาวข้างกาย ราวกับต้องการยืนยันคำพูดนั้นให้เธอรับรู้ด้วยอีกคน
“ดี ๆ ปู่จำไว้แล้ว” ผู้เฒ่าซ่งพยักหน้าพอใจ
เมื่อได้ฤกษ์ ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายจึงเริ่มพิธีหมั้นหมายตามธรรมเนียม ฝ่ายชายส่งมอบของหมั้นให้แก่ครอบครัวตระกูลซ่ง ทั้งเครื่องประดับทองคำและกล่องของขวัญที่จัดเตรียมมาอย่างประณีต ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ท่ามกลางรอยยิ้มและคำพูดหยอกเย้าของญาติผู้ใหญ่
จากนั้นซ่งอวิ๋นกับเฟิงมู่หานจึงยกถ้วยน้ำชาขึ้นคารวะผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย เพื่อแสดงความเคารพและรับคำอวยพรจากคนในครอบครัว
“ปู่ขอให้หลานสองคนมีความสุข ต่อไปก็ต้องดูแลกันให้ดีนะ มีอะไรก็ค่อย ๆ พูดจากัน อย่าเอาอารมณ์ตัวเองเป็นที่ตั้ง ถ้าจับมือกันแน่นพอ ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไร ย่อมผ่านไปได้ทั้งสิ้น” ผู้เฒ่าซ่งรับน้ำชาจากทั้งคู่ ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดดื่มชาจอกนั้น ก่อนจะยื่นมือออกไปลูบศีรษะเด็กทั้งสอง
“ครับคุณปู่”
“ค่ะคุณปู่”
“คนเราจะครองคู่กันได้ยาวนาน ไม่ใช่เพียงเพราะมีวาสนาต่อกัน แต่ต้องรู้จักทะนุถนอมและให้เกียรติซึ่งกันและกันด้วย ถ้าลูกรังแกน้องเมื่อไหร่ โดนดีแน่” เฟิงเหมียนรับชามาจิบ ไม่วายหยอกเย้า เรียกเสียงหัวเราะเบา ๆ จากคนรอบข้าง
ซ่งอวิ๋นได้แต่ยิ้มรับ ขณะที่เฟิงมู่หานกลับพยักหน้ารับอย่างจริงจังเสียจนคนมองอดขบขันไม่ได้
“หมั้นหมายแล้ว ก็ดูแลกันและกันให้ดีนะลูก เสี่ยวหาน.. ถ้าน้องไม่น่ารักก็มาบอกแม่นะ” โจวจิ่วเอื้อมมือออกไปเคาะปลายจมูกบุตรสาว ลูกเธอค่อนข้างแสบ บางทีอาจแผลงฤทธิ์ทำให้มู่หานปวดหัว
“โธ่ หนูน่ารักขนาดนี้ เคยทำตัวไม่ดีที่ไหนคะ” ซ่งอวิ๋นบ่นอุบอิบอย่างไม่จริงจังนัก
ผู้เฒ่าซ่งมองภาพนั้น ในอกเต็มตื้นไปด้วยความสุข เขารู้ดีว่าตนเองกำลังต้องลาจากโลกนี้ไป แต่เขาหมดห่วงแล้วจริง ๆ
ก่อนหน้านี้เขาได้เรียกลูกสาวและลูกชายเข้ามาพูดคุย ทั้งสองต่างเห็นตรงกันว่าอยากให้เสี่ยวอวิ๋นขึ้นเป็นหัวหน้าตระกูลในอนาคต
ตอนแรกเขาก็คิดเช่นนั้น แต่เกรงว่าภาระบนบ่าหลานสาวจะมากมายเกินไป จึงบอกซ่งเซวียนว่าถ้าสุดท้ายแล้วซ่งอวิ๋นอยากใช้ชีวิตวัยรุ่น ก็ให้เขาขึ้นเป็นหัวหน้าตระกูลคนต่อไป
หลังเสร็จสิ้นพิธียกน้ำชา ก็ถึงเวลาสำคัญของคู่หมั้นทั้งสอง
เฟิงมู่หานหยิบกล่องแหวนออกมา ก่อนจับมือซ่งอวิ๋นขึ้นอย่างแผ่วเบา แหวนเพชรงดงามถูกสวมลงบนนิ้วนางของหญิงสาว ท่ามกลางสายตาของคนในครอบครัวที่เฝ้ามองด้วยความยินดี
ซ่งอวิ๋นเองก็หยิบแหวนอีกวงขึ้นมาสวมให้เขาเช่นกัน
“ยินดีด้วยนะครับพี่สาม” ซ่งจื้อป้องปากพูดเสียงดังลั่นห้องโถง เรียกเสียงหัวเราะครืนจากคนในห้อง
เฟิงมู่หานยิ้มรับ ใบหน้าหล่อเหลาก้มลงมองแหวนบนมือ ก่อนหันไปสบตาคู่หมั้นของตน
เขารอคอยมานานแล้ว แม้จะเป็นเพียงงานหมั้นเล็ก ๆ ที่มีคนในครอบครัวและคนสนิทมาร่วมงาน แต่สำหรับเฟิงมู่หานแล้ว การได้ยืนเคียงข้างซ่งอวิ๋นอย่างเปิดเผย และได้รับการยอมรับจากครอบครัวของเธอ ก็เพียงพอที่จะทำให้วันนี้กลายเป็นวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งในชีวิต
หลังจากพิธีเสร็จสิ้น ทุกคนจึงย้ายไปยังโต๊ะอาหารเพื่อร่วมรับประทานอาหารและพูดคุยกันต่อ บรรยากาศภายในบ้านใหญ่ตระกูลซ่งเต็มไปด้วยความอบอุ่น เสียงสนทนาดังสลับกับเสียงหัวเราะเป็นระยะ
ส่วนซ่งอวิ๋นที่นั่งอยู่ข้างเฟิงมู่หานนั้น เพิ่งจะมีเวลาสังเกตแหวนบนนิ้วของตัวเองอย่างจริงจัง เธอพลิกมือไปมาอยู่สองสามครั้ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มข้างกาย
เฟิงมู่หานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ชอบหรือเปล่าครับ”
“สวยมากเลยค่ะ” หญิงสาวยิ้มกว้าง พลางลูบไล้เพชรแวววาวบนแหวนอย่างทะนุถนอม
เฟิงมู่หานหัวเราะเบา ๆ ก่อนโน้มตัวเข้ามากระซิบข้างหูเธอ “เอาไว้แต่งงานแล้ว พี่จะหาแหวนที่ทำให้อวิ๋นเอ๋อร์ชอบเพิ่มอีกวงนะ”
“ดูเด็กสองคนนี้สิ เพิ่งหมั้นหมาย ก็คุยกันเรื่องแต่งงานเสียแล้ว” ซ่งเซียงที่นั่งข้าง ๆ ซ่งอวิ๋น ได้ยินบทสนทนานั้นก็เย้าอย่างเอ็นดู
ผู้เฒ่าซ่งได้ยินดังนั้นก็หลุดขำออกมา เขากวาดตามองบรรยากาศอบอุ่นของสองครอบครัวบนโต๊ะอาหาร จดจำไว้ในใจ
ชีวิตนี้.. เขาทำทุกอย่างสุดความสามารถ ไม่มีอะไรให้เสียใจภายหลัง
หวังว่าหลังเขาจากไป หลานสาวจะกลับมามีความสุขสดใสในเร็ววัน
…
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา
หลังจากร่วมงานหมั้นของหลานสาว อาการป่วยของผู้เฒ่าซ่งก็ทรุดตัวลง เขานอนหลับอยู่บนเตียง ลืมตาตื่นขึ้นมาน้อยมาก ซ่งอวิ๋นนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงแทบตลอดเวลา ความหวาดกลัวค่อย ๆ กัดกินจิตใจเธอมากขึ้นเรื่อย ๆ
ขณะที่สมาชิกครอบครัวแวะเวียนกันเข้ามาหาผู้เฒ่าซ่งไม่ขาด ทุกคนต่างใจหายที่เสาหลักทางใจของตระกูลกำลังจะจากไป
“อวิ๋นเอ๋อร์” ซ่งเต๋อปรือตาขึ้นมาเห็นหลานสาว เขาพยายามจะเอื้อมมือออกไปวางบนศีรษะหลานสาว แต่กลับไม่มีแรงเหลืออยู่เลย
และไม่ว่าจะลืมตาขึ้นมากี่ครั้ง เขาก็จะเห็นหลานสาวนั่งอยู่ข้างเตียง ด้วยแววตาเหมือนเด็กหลงทางอยู่เสมอ
“คุณปู่ เป็นยังไงบ้างคะ ปวดหัวมากหรือเปล่า” ซ่งอวิ๋นดีใจจนมือไม้สั่นระริก ก่อนจะโน้มกายลงไปกอดเขาไว้แน่น วันนี้ลมหายใจท่านแผ่วเบาลง บางครั้งก็หยุดหายใจไปชั่วขณะ พาให้เธอยิ่งกลัว
“ไม่แล้วล่ะ วันนี้โล่งมาก ไม่รู้สึกว่าสมองโล่งขนาดนี้มานานแล้ว” ผู้เฒ่าซ่งสูดลมหายใจเขาลึก ๆ แม้จะไม่มีเรี่ยวแรง แต่เขากลับสบายตัวอย่างน่าประหลาด
หรือนี่จะเป็นสิ่งที่ผู้คนเรียกกันว่าแสงสุดท้าย..
“ฮึก คุณปู่..” น้ำตาอุ่นร้อนหยดลงบนเสื้อบริเวณอกของชายชรา เธออยากสะอึกสะอื้น แต่ลำคอกลับตีบตัน มีเพียงน้ำตาเท่านั้นที่หยดลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า
ก่อนที่ซ่งอวิ๋นจะพูดอะไรไปมากกว่านั้น เสียงประตูห้องก็ดึงความสนใจไปจากหญิงสาว และคนที่ยืนอยู่หน้าประตูทำซ่งอวิ๋นเบิกตาโพลง
“คะ.. คุณย่า ทำไมถึง”
แม่ชีจ้าวอิ๋นก้าวเข้าไปในห้องด้วยฝีเท้าเบา ท่าทางยังคงสำรวม รอยยิ้มอบอุ่นติดอยู่ตรงมุมปาก “อาเต๋อ.. ฉันมาแล้วนะ”