LNCrawler

สั่งเสีย

คุณหนูใหญ่ซ่งอวิ๋น — novel.dek d.com · All chapters

สั่งเสีย

“อาอิ๋น” ผู้เฒ่าซ่งนิ่งงันไปชั่วขณะ ก่อนพยายามใช้เรี่ยวแรงทั้งหมด ยื่นมือออกไปหาจ้าวอิ๋น น้ำเสียงของเขาสั่นพร่า กรอบตาร้อนผะผ่าว

ความจริงแล้ว หากเธอไม่ออกมาจากอาราม ก็ยังสามารถมีชีวิตต่อไปได้อีกหลายปี

ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าก้าวขาออกจากอาราม ต้องตายภายในสามวันเจ็ดวัน แต่เธอก็ยังเลือกจากโลกนี้ไปพร้อมกับเขา

“ทรมานมากเลยใช่ไหม” จ้าวอิ๋นคลี่ยิ้มอ่อนโยน เมื่อมาหยุดยืนข้างเตียง เธอก็กุมมือเขาไว้แน่น ไม่รักษาท่าทีสำรวมอีกต่อไป

ตอนนี้เธอไม่ใช่แม่ชีในอารามแห่งนั้นอีกแล้ว เธอกลับมาเป็นเพียงคนธรรมดา ที่อยากจับมือซ่งเต๋อข้ามแม่น้ำแห่งการลืมเลือน และดื่มน้ำแกงยายเมิ่งไปพร้อมเขา

“ไม่เลย เสี่ยวอวิ๋นดูแลฉันดีมาก ตื่นมาทีไรก็อยู่ข้างเตียงตลอด” ชายชราพยายามกระชับมือที่เหี่ยวย่นตามกาลเวลาของภรรยา เขาไม่ได้กุมมือคู่นี้มาสิบกว่าปี ในที่สุดก็มีโอกาสได้จับอีกครั้ง ในใจเขาอบอุ่นอย่างยิ่ง

“นั่นสินะ หลานสาวของเราพึ่งพาได้มากจริง ๆ” จ้าวอิ๋นหันไปมองหลานสาว หน้าตาอีกฝ่ายถอดแบบเธอมา คล้ายเธอสมัยสาว ๆ อย่างยิ่ง

“คุณปู่.. คุณย่า” ซ่งอวิ๋นมองชายหญิงวัยชราทั้งคู่ ก้อนสะอื้นตีตื้นขึ้นมาจุกอก

เธอจำได้ดีว่าคุณย่าไม่อาจออกจากอาราม และเรื่องนี้เกี่ยวพันกับชีวิต แม้จะไม่รู้ถึงเหตุผลทั้งหมด ทว่าในเวลานี้เธอเข้าใจความตั้งใจของคุณย่าแล้ว

ท่านตั้งใจจากไปพร้อมคุณปู่..

ยิ่งคิดลำคอเธอยิ่งตีบตัน ดวงตาแดงก่ำ น้ำตาคลอหน่วยราวกับเด็กหลงทาง เธออยากถามเหลือเกินว่าเหตุใดคุณย่าถึงใจร้ายนัก ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกหลายปี ทำไมถึงไม่ยอมอยู่กับลูกหลานให้นานกว่านี้ ทว่าเมื่อเห็นมือเหี่ยวย่นทั้งสองข้างที่กุมกันแน่น คำถามทั้งหมดกลับถูกกลืนลงไป

“เด็กโง่ ร้องไห้ทำไมกัน” จ้าวอิ๋นอ่อนอกอ่อนใจ ก่อนยื่นมืออีกข้างออกไปลูบศีรษะหลานสาว “โตจนจะเรียนจบแล้ว ยังขี้แยเหมือนตอนเด็ก ๆ อีกเหรอ”

“อยู่ต่ออีกหน่อยไม่ได้จริง ๆ เหรอคะ” เธอรู้อยู่แก่ใจ แต่ก็ยังถามทั้งที่รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้

จ้าวอิ๋นทอดมองหลานสาวด้วยความสงสารจับใจ ก่อนค่อย ๆ ส่ายหน้า “ย่ามีความสุขมากแล้ว”

“แต่ว่าตอนนี้หนูไม่มีความสุขเลย..” คำตอบของซ่งอวิ๋นทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของจ้าวอิ๋นค่อย ๆ เลือนหาย “หนูยังไม่เคยได้ดูแลคุณย่าเลยด้วยซ้ำ”

“เด็กโง่เอ๊ย..” จ้าวอิ๋นถอนหายใจแผ่วเบา ก่อนดึงหลานสาวเข้ามากอด “แค่เห็นหลานเติบโตมาอย่างดี ผ่านพ้นเคราะห์ใหญ่มาได้ ย่าก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว”

ซ่งอวิ๋นซบหน้าลงบนไหล่ของหญิงชรา ปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น ผู้เฒ่าซ่งมองภาพนั้นด้วยดวงตาแดงก่ำ

เขารู้มาตลอดว่าจ้าวอิ๋นจะต้องมา รู้ตั้งแต่วันที่อาการของตนทรุดหนักลงแล้วด้วยซ้ำ ภรรยาของเขาเป็นคนเช่นไร เหตุใดเขาจะดูไม่ออก

ต่อให้ต้องเดินฝ่าภูเขาดาบหรือทะเลเพลิง ขอเพียงรู้ว่าเขากำลังรออยู่ เธอก็จะต้องมาอย่างแน่นอน เพียงแต่เมื่อถึงเวลาจริง ๆ เขากลับรู้สึกปวดใจเหลือเกิน

“อาอิ๋น..”

“หืม?”

“ชีวิตนี้ฉันติดค้างเธอมากเกินไปแล้ว”

จ้าวอิ๋นหันกลับมามองสามี ก่อนคลี่ยิ้มบาง ๆ “พูดอะไรของคุณ”

“หากมีชาติหน้า..”

“ชาติหน้าอะไรเล่า” หญิงชรารีบขัดขึ้นมา “ชาตินี้ยังไม่ทันจบ ก็คิดถึงชาติหน้าเสียแล้วหรือ”

ผู้เฒ่าซ่งหัวเราะเบา ๆ ทั้งที่มีน้ำตาคลอหน่วย “ฉันแค่อยากบอกว่า หากมีชาติหน้า ฉันหวังว่าพวกเราจะไม่ต้องพลัดพรากกันอีก”

จ้าวอิ๋นนิ่งงันไปชั่วขณะ สิบกว่าปีที่ผ่านมา เธอเคยคิดว่าตนเองตัดขาดจากทางโลกได้แล้ว ทุกเช้าสวดมนต์ ทุกค่ำอ่านพระธรรม ใช้ชีวิตอย่างสงบอยู่ภายในอาราม

ทว่าเมื่อใกล้ถึงเวลาที่ซ่งเต๋อกำลังจะจากไป ความสงบที่เพียรสร้างมานานหลายปีกลับพังทลายลงในพริบตา สุดท้ายเธอก็ยังเป็นเพียงจ้าวอิ๋น หญิงสาวที่เคยตกหลุมรักซ่งเต๋อเมื่อหลายสิบปีก่อน

“ไม่ต้องรอถึงชาติหน้าหรอก” เธอกระชับมือสามีแน่นขึ้น “ชาตินี้เราก็ยังไปด้วยกันได้”

“อืม..”

“ตอนข้ามสะพานไน่เหอ คุณต้องจับมือฉันให้แน่นนะ”

“ได้” น้ำเสียงผู้เฒ่าซ่งหนักแน่น

“แล้วพวกเราก็ดื่มน้ำแกงยายเมิ่งพร้อมกัน”

“ตกลง”

“ห้ามแอบเดินหนีไปก่อนเล่า”

ผู้เฒ่าซ่งยิ้มทั้งน้ำตา “ฉันจะกล้าทิ้งเธอไว้คนเดียวได้ยังไง”

จ้าวอิ๋นหัวเราะออกมาเบา ๆ ทว่าหยาดน้ำตากลับไหลรินลงมาตามร่องแก้ม “นั่นสินะ คุณไม่กล้าหรอก”

ซ่งอวิ๋นที่ยืนฟังอยู่ข้างเตียงยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม ทั้งสองคนพูดถึงความตายราวกับกำลังหารือเรื่องออกไปเดินเล่นด้วยกันในวันพรุ่งนี้ ไม่มีความหวาดกลัว ไม่มีความลังเล มีเพียงความอาลัยอาวรณ์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้ม

“คุณปู่..” เธอโน้มกายลงไปซบอกปู่ซ่งอีกครั้ง “หนูยังไม่อยากให้คุณปู่ไปเลยค่ะ ถ้าเป็นไปได้ อยู่ต่ออีกสักวันได้ไหมคะ”

หญิงสาวรู้ดีแก่ใจ ตระกูลนักทำนาย ชื่อเสียงนี้ไม่ใช่ว่าจะได้มาเล่น ๆ แต่ละคนในตระกูลต่างมีพรสวรรค์ ตัวเธอเองก็เช่นกัน ดังนั้นเวลาของคุณปู่ก็หมดลงแล้ว

ผู้เฒ่าซ่งหันมามองหลานสาวด้วยแววตาอ่อนโยน “ปู่ก็อยากอยู่กับหลานอีกนาน ๆ แต่สังขารไม่ไหว”

“...” เพียงประโยคเดียว ซ่งอวิ๋นก็ชะงักงัน

“ปู่คงต้องพักแล้ว” น้ำเสียงของเขาแผ่วเบาเหลือเกิน

ซ่งอวิ๋นเม้มริมฝีปากจนซีดขาว พยักหน้าทั้งน้ำตา เธอพยายามฝืนยิ้ม ทั้งที่หัวใจเจ็บปวดจนแทบแตกสลาย “ถ้าอย่างนั้นคุณปู่ก็พักให้สบายใจได้เลยนะคะ หนูสัญญา ตราบใดที่หนูยังไม่ตาย ตระกูลซ่งไม่มีทางล่มสลาย”

ชายชรายิ้มอย่างโล่งใจ ก่อนยื่นมือออกไปลูบศีรษะหลานสาวเป็นครั้งสุดท้าย “เด็กดีของปู่..”

ซ่งอวิ๋นก้มหน้าลงทันที เธอไม่กล้ามองรอยยิ้มนั้นอีกแล้ว เพราะกลัวเหลือเกินว่ามันจะเป็นรอยยิ้มสุดท้ายที่ได้รับจากคุณปู่

นอกหน้าต่าง ลมหอบหนึ่งพัดเข้ามา ผู้เฒ่าซ่งหันกลับไปมองภรรยา ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “อาอิ๋น.. หนาวไหม”

“ไม่หนาว”

“เมื่อก่อนเธอขี้หนาวมาก”

“ตอนนี้ไม่แล้ว”

“โป้ปด..”

จ้าวอิ๋นหัวเราะเบา ๆ ก่อนขยับเข้าไปใกล้สามีอีกนิด “ถ้าอย่างนั้นคุณก็กุมมือฉันไว้สิ”

“อืม..”

มือเหี่ยวย่นทั้งสองข้างประสานเข้าหากันอีกครั้ง รอยยิ้มบางเบายังคงประดับอยู่บนใบหน้า ส่วนจ้าวอิ๋นก็นั่งอยู่ข้างเตียง ไม่ยอมปล่อยมือเขาแม้แต่น้อย

สิบกว่าปีก่อน เธอเคยเป็นฝ่ายเดินจากไปเพราะความจำเป็น แต่ครั้งนี้ไม่ว่าเส้นทางข้างหน้าจะทอดยาวไปถึงที่ใด เธอก็จะเดินเคียงข้างเขา ไม่ยอมพลัดพรากจากกันอีกแล้ว

“คุณยาย!!” เสียงตื่นตระหนกของซ่งจื้อดังขึ้นหน้าประตู ด้านหลังของเขาตามมาด้วยสมาชิกทุกคนในตระกูล ทั้งโจวจิ่ว ซ่งเซียง ซ่งเซวียน ซ่งซู ซ่งเซิน และเจินเหมี่ยว

ตั้งแต่รู้ว่าจ้าวอิ๋นเดินทางออกจากอาราม และมายังบ้านสายหลัก ทุกคนต่างรู้กันในใจว่าถึงเวลาของผู้เฒ่าซ่งแล้ว แต่ไม่มีใครทราบว่า เวลาของหญิงชราก็กำลังจะหมดไปเช่นเดียวกัน

“เข้ามาเถอะ มาส่งอาเต๋อด้วยกัน” จ้าวอิ๋นยิ้มอ่อนโยนให้ลูกหลาน ก่อนโน้มกายลงไปกระซิบเบา ๆ กับสามีที่กำลังจะเดินทางไกล “ลูกหลานมาส่งคุณด้วยนะ”

“มากันครบแล้วหรือ..” ผู้เฒ่าซ่งพึมพำเสียงแผ่ว กวาดมองใบหน้าของลูกหลานที่ทยอยเดินเข้ามาในห้องทีละคน

“คุณปู่!” ซ่งจื้อ ซ่งเซิน และซ่งซูถลาตัวเข้าไปข้างเตียง แม้จะเตรียมใจมานานแล้ว แต่พอถึงเวลาจริง ๆ กลับยากที่จะยอมรับได้

ผู้เฒ่าซ่งคลี่ยิ้มบางเบาให้หลานชายทั้งสามคน “โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ยังทำหน้าตาเหมือนเด็กถูกแย่งขนมกันอยู่อีกนะ”

“คุณปู่ยังจะล้อพวกเราอีกเหรอครับ” ซ่งซูพยายามหัวเราะ แต่เสียงกลับสั่นพร่าจนแทบฟังไม่เป็นคำ เขารีบก้มหน้าลง ไม่อยากให้ปู่เห็นน้ำตาที่กำลังไหลออกมา

“พ่อ..” ซ่งเซวียนเดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างเตียง ชายวัยกลางคนที่ปกติสุขุมหนักแน่น บัดนี้กลับมีสีหน้าเศร้าหมองอย่างเห็นได้ชัด “พวกเรามาแล้วครับ”

ผู้เฒ่าซ่งพยักหน้าน้อย ๆ ก่อนกวาดตามองลูกหลานทุกคน เห็นได้ชัดว่าเด็ก ๆ ต่างพยายามฝืนยิ้มให้เขา แต่ดวงตาแดงก่ำเหล่านั้นกลับไม่อาจปิดบังความเสียใจได้เลย

“ดี.. ดีแล้ว” ชายชราพึมพำ ก่อนหันไปมองภรรยาที่นั่งกุมมืออยู่ข้างกาย “อาอิ๋นเห็นไหม ลูกหลานของเรามากันครบแล้ว ปลอดภัยดีทุกคนเลย”

“เห็นแล้ว” จ้าวอิ๋นตอบด้วยรอยยิ้ม ทว่าดวงตากลับเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา “ทุกคนโตกันหมดแล้ว คุณไม่ต้องเป็นห่วงอะไรอีก”

“นั่นสินะ..” ผู้เฒ่าซ่งถอนหายใจแผ่วเบา “ฉันคงต้องวางมือเสียที”

สิ้นคำพูดนั้น เสียงสะอื้นเบา ๆ ก็ดังขึ้นรอบเตียง โจวจิ่วและเจินเหมี่ยวประคองแขนกันแน่น พ่อสามีดีกับพวกเธอมาเสมอ ตั้งแต่ต้นจนจบไม่เคยทำให้สะใภ้อย่างพวกเธอรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเลยสักครั้ง

“ร้องไห้กันทำไม” ผู้เฒ่าซ่งมองลูกหลานด้วยแววตาอ่อนโยน “คนแก่ถึงเวลาก็ต้องไป เป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่หรือ”

“แต่พวกเรายังอยากให้คุณปู่อยู่ด้วยนี่ครับ” ซ่งจื้อพูดขึ้นอย่างอดไม่ได้

“เจ้าหลานโง่ ปู่จะอยู่ค้ำฟ้าเป็นตาเฒ่าพันปีได้เรอะ” ว่าแล้วเขาก็หันไปหาลูกชายคนเล็ก “อาเซวียน”

“ครับพ่อ ผมอยู่ตรงนี้”

“ต่อจากนี้ต้องฝากบ้านไว้แกแล้วนะ” น้ำเสียงของชายชราอ่อนแรงลงทุกขณะ “พี่น้องต้องรักใคร่ปรองดองกัน อย่าให้เรื่องเงินทองหรือผลประโยชน์มาทำลายความสัมพันธ์ในครอบครัว เข้าใจไหม”

“เข้าใจครับ” ซ่งเซวียนพยักหน้าหนักแน่น ก่อนคุกเข่าลงข้างเตียง “พ่อไม่ต้องห่วง ผมจะดูแลทุกคนให้ดี”

“ดี.. เซียงเอ๋อร์” ผู้เฒ่าซ่งยิ้มอย่างพึงพอใจ เลื่อนสายตามองลูกสาวคนเดียวของตน

“ค่ะพ่อ หนูอยู่ตรงนี้”

“อย่าทำงานหนักเกินไป ลูกพักผ่อนน้อยเกินไป เดี๋ยวร่างกายจะย่ำแย่”

“เข้าใจแล้วค่ะ หนูจะแบ่งเวลาให้ดี” ซ่งเซียงกลั้นสะอื้น เสาหลักครอบครัวกำลังจะจากไปแล้วจริง ๆ

“อาเซิน อะไรที่เคยผิดพลาด ใช้มันเป็นบทเรียน เลิกโทษตัวเองแล้วเริ่มต้นใหม่นะ” เขาพยายามเค้นเรี่ยวแรงทั้งหมดเพื่อสั่งเสียกับลูกหลาน ขณะที่เสียงของเขาขาดล้วงลงทุกขณะ

“คุณปู่..” ซ่งเซินสะอื้นหนัก เขาไม่คิดว่าตัวเองจะได้รับการอภัย เขาเคยคิดไม่ดีกับปู่และอาอวิ๋น แต่สุดท้ายแล้ว ไม่เคยมีใครขุดเรื่องของเขาขึ้นมาตอกย้ำเลย นั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกผิดมากขึ้นกว่าเดิม แต่วันนี้ความหนักอึ้งเหล่านั้นถูกคุณปู่ทำให้คลายลง