แข่งขันฝ่ายเดียว
แข่งขันฝ่ายเดียว
เรื่องราววุ่นวายควรจบลงแล้ว แต่เหลียงจินยังโมโห เผอิญหันไปเห็นซ่งหว่านพอดี จึงจุดประเด็นไม่จบไม่สิ้น
“ตระกูลเหลียงย่อมสอนมารยาทอยู่แล้ว แต่ฉันถามเพราะความเป็นห่วงอย่างบริสุทธิ์ใจ เอ๊ะ นั่นพี่สาวเธอใช่ไหม”
เสียงฮือฮาดังขึ้นเบา ๆ ทุกคนจับจ้องซ่งหว่านเป็นตาเดียว
“…” ซ่งอวิ๋นคิ้วกระตุก ครั้งนี้เหลียงจินไปไกลเกินไป
จากที่ซ่งหว่านจะเป็นผู้ชมละคร คราวนี้ถูกจ้องจนหน้าร้อนผ่าว เธออับอาย แทบจะมุดดินหนี คนพวกนี้ราวกับมีอักษรตัวโต ๆ แปะอยู่บนหัวหนึ่งประโยค ‘ลูกเมียน้อย’
หญิงสาวข่มอารมณ์ นัยน์ตาหงส์กะพริบเชื่องช้า หันไปสบตาคู่กรณีอย่างลำบากใจ
“ใกล้สอบแล้ว ควรสนใจเรื่องสอบมากกว่า อีกอย่างฉันไม่คิดว่าพวกเราต้องแจกแจงเรื่องในตระกูลซ่งให้ใครฟังนะ”
“แหม สมแล้วที่เป็นที่น้องกัน ชอบตีเจตนาคนอื่นในแง่ร้ายตลอด ฉันแค่อยากแสดงความยินดีเฉย ๆ เท่านั้นเอง ที่ผ่านมาซ่งอวิ๋นเป็นลูกสาวคนเดียวมาเสมอ จู่ ๆ มีพี่สาวเพิ่มอีกคน เป็นเรื่องน่ายินดีไม่ใช่หรือไง” เหลียงจินยกมือปิดปาก แสร้งทำหน้าตาเศร้าสร้อย
“คุณหนูเหลียงอย่าทำเกินไปนัก สร้างความอับอายให้คนอื่นในที่สาธารณะ หากประธานเหลียงรู้เข้า คงไม่ปรบมือชื่นชมเธออย่างภูมิใจ ใช่ไหม?”
“มีสิทธิ์อะไร-” ซ่งหว่านตั้งใจจะแสดงอำนาจ เพราะคิดว่ามีผู้ชมวงนอกอยากสอดปาก แต่ยังกล่าวไม่ทันจบ ก็พบว่าคนพูดมีฐานะทางการเงินเหนือกว่าตระกูลเหลียง
‘หนานชิว’ คุณหนูรองตระกูลหนาน ออกโรงปกป้องเพื่อนสนิทอย่างซ่งหว่าน เธอสงสารเพื่อนที่ต้องลำบากใจกับฐานะลูกนอกสมรส
“อาหนานอย่าโกรธเลย” ซ่งหว่านกระตุกชายเสื้อเพื่อนสนิท
“ไม่โกรธได้ยังไง ถ้าประธานเหลียงหย่อนยาน ไม่กวดขันลูกสาวเรื่องมารยาท เขาก็ควรรู้เรื่องนี้นะ” หนานชิวทำตัวประหนึ่งแม่ไก่ปกป้องลูกเจี๊ยบ
“แบบนี้นี่เอง..” เหลียงจินได้สติกลับมา กระตุกยิ้มมุมปากแล้วโบกมือเบา ๆ คล้ายไม่ใส่ใจอีกต่อไป
“แบบนี้อะไรของเธอ”
“เขาว่าคนเรามักดึงดูดคนที่คล้ายกันเสมอ ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณหนูหนานถึงเห็นอกเห็นใจซ่งหว่าน” เหลียงจินหัวเราะคิกคัก แล้วเบือนหน้าหนี ราวกับไม่ต้องการต่อปากต่อคำอีกต่อไปแล้ว
หนานชิวเป็นลูกนอกสมรสที่ถูกรับกลับบ้านหนานเมื่อไม่กี่เดือนก่อน จะเห็นใจซ่งหว่านก็ไม่แปลก
อันที่จริงตระกูลหนานและตระกูลซ่งมีสถานะทางการเงินเหนือกว่าตระกูลเหลียงด้วยกันทั้งคู่ แต่เธอไม่ชอบตระกูลซ่งเพราะเป็นคู่แข่งทางธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร แต่ตระกูลซ่งยังเปิดสวนสนุกในหลาย ๆ เมือง ไม่รวมการลงทุนอื่น ๆ เรียกได้ว่าร่ำรวยติด 3 อันดับแรกของประเทศ
“เหลียงจิน” หนานชิวกัดฟันกรอด ดวงตาวาวโรจน์ เรื่องที่เธอเป็นลูกนอกสมรส เธอไม่อยากได้ยินมันที่สุด
ซ่งอวิ๋นยืนนิ่ง วิเคราะห์สถานการณ์แล้วก็พอจะเข้าใจนิสัยใจคอของนางเอกเพิ่มขึ้นมาบ้าง ซ่งหว่านไม่ชอบปะทะด้วยตัวเอง จากเรื่องราวที่เห็นในฝันก็เป็นเช่นนั้น มักมีคนวิ่งออกมาปกป้องเธอเสมอ ส่วนเธอก็ยืนเฉย ๆ ให้คนอื่นแก้ปัญหา
หนานชิวตวัดสายตามองซ่งอวิ๋น ราวกับโทษว่าทุกอย่างเกิดจากอีกฝ่าย
“…” หญิงสาวเอียงคอน้อย ๆ พลางเลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่า ‘มีปัญหาอะไร’
จากที่อารมณ์พลุ่งพล่านอยู่แล้ว คราวนี้ยิ่งบาดเลือดแค้น หันกลับมากระซิบข้างหูเพื่อนสนิท
“น้องสาวของเธอไม่ได้นุ่มนิ่มเหมือนที่แสดงออก อย่าประมาทเชียวนะ ถ้าแค้นขึ้นมา เธออาจจะโดนเล่นงาน” เธอเตือนเพื่อนอย่างเห็นใจ
ที่ผ่านมาแม้ซ่งอวิ๋นจะดูร่าเริงและยิ้มง่าย เหมือนไม่คิดและไม่ถือสาอะไร แต่หากใครล้ำเส้นขึ้นมา ซ่งอวิ๋นเอาคืนได้อย่างเจ็บแสบ แถมยังเอาคืนแบบจับมือใครดมไม่ได้
ก็อย่างว่า.. ผู้เฒ่าซ่งสอนมาเองกับมือ จะธรรมดาได้อย่างไร
“คงไม่หรอกมั้ง ถ้าอาอวิ๋นจะทำร้ายฉัน คงลงมือนานแล้ว” ซ่งหว่านส่ายศีรษะ กล่าวสิ่งที่ตรงข้ามกับความรู้สึก
…
การตรวจร่างกายก่อนสอบผ่านไปได้ด้วยดี ผู้เข้าสอบถูกแบ่งไปตามห้องสอบของตัวเอง ซ่งอวิ๋นรู้สึกว่าตนดวงไม่ดีเท่าไหร่นัก ชาตินี้ได้สอบห้องเดียวกับพี่สาวนอกสมรส แต่เธอรีบสลัดความคิดเหล่านั้นออกจากสมอง
บรรยากาศภายในห้องสอบเกาเข่าเต็มไปด้วยความเงียบและความตึงเครียด
นักเรียนทุกคนนั่งประจำที่ด้วยสีหน้าจริงจัง บางคนก้มหน้า พึมพำทบทวนเนื้อหาในสมองเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเริ่มสอบ ขณะที่บางคนหลับตาสูดลมหายใจลึก ๆ เพื่อรวบรวมสมาธิ
เมื่อกรรมการคุมสอบประกาศเริ่มสอบ เสียงพลิกกระดาษข้อสอบและเสียงขีดเขียนดังขึ้นเบา ๆ ท่ามกลางความเงียบสงัด
ทุกคนต่างทุ่มเทความสามารถอย่างเต็มที่ เพราะการสอบครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะกำหนดอนาคตทางการศึกษาของพวกเขา ความมุ่งมั่น ความกดดันจึงอบอวลอยู่ทั่วทั้งห้องสอบ
ซ่งอวิ๋นสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ แม้เธอจะมั่นใจว่าตนเองมีความรู้เต็มสมอง แต่ต้องสอบท่ามกลางบรรยากาศกดดัน มันทำให้สมองตื้อได้เช่นกัน ไม่แปลกที่ในความฝัน เธอเพิ่งเจอเรื่องหนัก ๆ มา ตอนสอบเลยทำมันพังไม่เป็นท่า
ตอนนี้ต่างกัน แม้จิตใจบอบช้ำ แต่ยังได้เตรียมใจ ที่สำคัญย่าของเธอเข้าอกเข้าใจทั้งตักเตือนว่าเธอต้องทำอย่างไร ไม่ได้โดดเดี่ยวหรือรู้เรื่องนี้คนเดียว
“คุณจวง..ชะเง้อดูอะไร” เสียงเข้มงวดของคณะกรรมการผู้คุมสอบทำให้ลมหายใจนักเรียนผู้เข้าสอบสะดุดกึก และชะงักค้างไปตาม ๆ กัน
“ผม.. เปล่าครับ” นักเรียนแซ่จวงเหงื่อแตกพลั่ก ปฏิเสธอย่างลนลาน ทว่าผู้คุมสอบไม่เชื่อ
“นี่เป็นการเตือนครั้งที่หนึ่ง ถ้าผมเห็นว่าคุณทำพฤติกรรมที่ส่อไปทางทุจริตการสอบอีกครั้ง คุณจะถูกตัดสิทธิ์สอบ”
“ขะ เข้าใจแล้วครับ”
ซ่งหว่านไม่ได้สนใจนักเรียนผู้เข้าสอบที่กำลังถูกซักฟอก แต่กลับลอบมองซ่งอวิ๋นอยู่หลายครั้ง หัวคิ้วขมวดเป็นปม เพราะจำได้ดีว่าชาติก่อนซ่งอวิ๋นไม่มีสมาธิทำข้อสอบเลย กว่าจะกลับมาตั้งหลักได้ ก็อายุยี่สิบกว่าปี สูญเสียเวลาที่ดีที่สุดในการสอบ ต่างจากตอนนี้ที่นั่งหลังตรง ตั้งอกตั้งใจ มุ่งมั่นอย่างเห็นได้ชัด
อาจเป็นเพราะเธอกลับชาติมาเกิด การกระทำของเธอเปลี่ยนไป ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปด้วย แม้ไม่พอใจแต่เธอไม่ได้ตีโพยตีพาย
การแข่งขันแรกที่จะแสดงให้ทุกคนเห็นว่าลูกสาวนอกสมรสอย่างเธอมีดีกว่าซ่งอวิ๋นก็คือผลสอบเกาเข่าครั้งนี้ เธอมั่นใจมากว่าตัวเองจะถูกเสนอชื่อจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ ตาเฒ่าซ่งต้องมองเธอใหม่อีกครั้ง
...
การสอบอันแสนกดดันวันแรกผ่านพ้นไปอย่างทุลักทุเลสำหรับใครหลายคน บ้างก็เครียดจนท้องร่วง บ้างก็อาเจียนออกมาจนไม่อาจสอบต่อไปได้
ซ่งอวิ๋นออกจากห้องสอบก็เห็นซ่งหว่านยืนอยู่ เธอแสร้งทำเป็นไม่รู้จัก กำลังจะเดินสวนออกไป หากเสียงหวานที่ให้ความรู้สึกว่าอีกฝ่ายอยากผูกมิตรก็ดังขึ้น
“ซ่งอวิ๋น ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหมคะ” ซ่งหว่านรักษาระยะห่างอย่างพอเหมาะพอเจาะ ไม่เรียกแทนตัวเองว่าพี่ หรือใช้คำสรรพนามสนิทสนมใด ๆ ที่จะตอกย้ำและจี้ใจดำอีกฝ่าย
ร่างอ้อนแอ้นชะงักเล็กน้อย ประเมินสีหน้าท่าทางของพี่สาวนอกสมรส อีกฝ่ายกำลังให้เธอตกเป็นเป้าสายตาของนักเรียนหลายสิบคน เข้ามาอย่างเป็นมิตรและระมัดระวัง หากเธอเมินเฉยและปฏิเสธ เธอก็จะกลายเป็นคนใจแคบ
“คงคุยด้วยได้ไม่นานนะคะ พอดีคุณปู่รอมาทั้งวันแล้ว ฉันกลัวท่านล้มป่วย” ซ่งอวิ๋นยิ้มบาง ๆ ไม่ใกล้ชิด และไม่ห่างเหิน เล่นเอาซ่งหว่านคิ้วกระตุกยิก ๆ ด้วยไม่เคยชินกับความใจเย็นและมีเหตุผลของน้องสาวต่างแม่
“ได้ค่ะ ฉันจะไม่รบกวนเวลาคุณซ่งมากเกินไป”
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเธอเกลียดน้องสาวต่างแม่คนนี้ ไม่ว่าจะในชาติก่อนที่อีกฝ่ายอารมณ์รุนแรง ยอมรับไม่ได้ที่ครอบครัวตัวเองแตกร้าวไม่อาจอบอุ่นดังเดิม หรือในชาตินี้ที่ใจเย็น มีเหตุผล ไม่ยุ่งวุ่นวายเรื่องของผู้ใหญ่
ไม่ว่าจะนิสัยและตัวตนแบบไหน เธอก็เกลียดมันทั้งนั้น
ซ่งอวิ๋นแอบกลอกตาอยู่ในใจ เธอเดินขึ้นหน้า เป็นฝ่ายเลือกสถานที่พูดคุย เพราะรู้ว่าหากไปในที่ลับตา นางเอกคนนี้ร้ายกาจมากพอจะสร้างเรื่องใส่ร้ายเธอแบบตาไม่กะพริบ
“นั่งตรงนี้แล้วกันค่ะ ร่มรื่นดีด้วย” เธอชี้ไปที่โต๊ะใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าอาคาร
“แต่มันยังร้อนอยู่เลยนะคะ คุณซ่งทนไหวเหรอ”
“ทนได้ค่ะ มีอะไรอยากคุยกับฉันก็พูดได้เลยนะคะ” ซ่งอวิ๋นประสานมือไว้บนโต๊ะ ดวงตาดอกท้อใสกระจ่างจ้องลึกเข้าไปในดวงตาหงส์คู่งาม บางอย่างบีบคั้นความรู้สึก เพราะภาพที่อีกฝ่ายยืนอยู่ปากหลุม และมองคนของพระเอกฝังร่างเธอทั้งเป็นยังติดตา
แน่นอนว่าเธอแค้นเคืองกับภาพที่เห็น แต่มันยังไม่เคยเกิดขึ้น เธอจึงต้องสะกดกลั้นอารมณ์ความรู้สึกไว้ภายใน
บางทีหากนี่คือนิยายจริง ๆ ในมุมมองนักอ่านที่ชอบนิยายรักแนวเลือดสาด ก็อาจสะใจที่เห็นตัวประกอบอย่างเธอถูกฝังทั้งเป็น เพราะเธอตามรังควานนางเอก ไม่อาจยอมรับได้ว่าอีกฝ่ายก็คือสมาชิกตระกูลซ่ง ทำให้นางเอกทุกข์ใจ
แต่อีกมุมหนึ่งหากคิดดี ๆ จะว่าพระเอกนิยายโรคจิตแล้ว นางเอกนิยายโรคจิตยิ่งกว่า ไม่อย่างนั้นจะยืนดูเธอถูกฝังเธอทั้งเป็นได้ยังไง
“ฉันอยากขอโทษ.. และขอโอกาสค่ะ” ซ่งหว่านเริ่มแสดงละครทันที แม้ไม่เหมือนแผนที่วางไว้ แต่เธอสามารถพลิกแพลงมันได้เสมอ
“เรื่องขอโทษไม่จำเป็นหรอกค่ะ คุณไม่ได้ผิดอะไร แต่ขอโอกาสนี่คือ?” ซ่งอวิ๋นปากกระตุก ถ้าเธอไม่เคยเห็นเรื่องราวในฝัน อาจตกหลุมพรางให้กับการแสดงอันแสนแนบเนียนนี้ก็เป็นได้