หมดความอดทน
หมดความอดทน
ช่างแต่งหน้าถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลตั้งแต่เนิ่น ๆ ทว่าอาการปวดบิดในท้องแล่นเป็นระลอก รุนแรงจนเธอต้องงอตัว มือหนึ่งกดท้องแน่น อีกมือเกาะขอบเตียงไว้ด้วยเกรงว่ากลัวจะล้ม ทุกครั้งที่ความปวดพุ่งขึ้น เธอหอบหายใจถี่ ก่อนรีบวิ่งเข้าห้องน้ำอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง เสียงอาเจียนสลับกับเสียงถ่ายเหลวดังอยู่ด้านในไม่ขาดช่วง
ผ่านไปไม่นาน เรี่ยวแรงของเธอก็หายไป ขาอ่อนจนยืนไม่มั่นคง เมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำ เธอเซไปชนกำแพง ดวงตาพร่ามัว มือสั่น และปลายนิ้วเย็นเฉียบ
“ไหวไหมคะคุณ” เสียงพยาบาลถามขึ้น พร้อมช่วยพยุงเธอขึ้นไปนอนบนเตียง
เธอพยายามตอบ แต่เสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน ลมหายใจร้อนจัดตัดกับผิวที่เย็นชื้น หัวใจเต้นแรงผิดปกติจนดังก้องหู ก่อนร่างทั้งร่างจะนอนแผ่อยู่กับเตียงอย่างหมดเรี่ยวหมดแรง
พยาบาลติดสายน้ำเกลือที่หลังมือ ของเหลวใสค่อย ๆ ไหลเข้าสู่เส้นเลือดเพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไป เธอถูกตรวจชีพจร ความดัน และอาการขาดน้ำ ก่อนสั่งเก็บตัวอย่างเลือดและอุจจาระเพื่อตรวจหาสาเหตุต่อไป
...
“มีเรื่องร้อนใจสินะ ถึงมาที่นี่กะทันหัน” แม่ชีจ้าวที่นั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้าพระพุทธรูป แพขนตาที่หลับสนิทพลันสั่นไหวช้า ๆ ก่อนดวงตาจะค่อย ๆ ลืมขึ้นอย่างสงบนิ่ง
“ชะตาเสี่ยวอวิ๋นจะแย่ไหม” ซ่งเต๋อไม่ได้นิ่งนอนใจเหมือนที่แสดงออกกับหลาน ๆ ผ่านโทรศัพท์ ลึก ๆ แล้วเขาก็รู้ในสิ่งที่หลาน ๆ ไม่รู้ ร่วมถึงเรื่องที่ภรรยาของเขาต้องละทางโลกด้วย
“จะดีหรือร้าย ขึ้นอยู่กับตัวเสี่ยวอวิ๋นเอง ทุกคนต่างได้รับโอกาส ฉันและประสกเต๋อเองก็เช่นกัน” แววตาของแม่ชีจ้าวใสกระจ่าง ราวกับผืนน้ำที่เพิ่งผ่านพายุแล้วกลับคืนสู่ความสงบ ทอดสายตามองควันธูปที่ลอยอ้อยอิ่งตรงหน้า ก่อนจะผ่อนลมหายใจยาวช้า ๆ เสียงลมหายใจนั้นเบาเสียจนแทบกลืนไปกับความเงียบของอาราม
“แล้วฉันจะช่วยหลานได้ยังไง” ซ่งเต๋อเป็นห่วงหลาน ๆ ตระกูลล้มได้ แต่เขาไม่อยากให้หลาน ๆ ตกอยู่ในอันตราย
“บอกเสี่ยวอวิ๋นว่าบางสิ่งสูญเสียไปแล้วก็สูญเสียไป รักษาสิ่งที่มีอยู่ให้ดี” จ้าวอิ๋นกดข่มความปวดใจ หากเป็นไปได้เธอก็อยากออกจากอารามให้รู้แล้วรู้รอด แต่ถ้าบุ่มบ่าม การแลกเปลี่ยนถือเป็นอันสิ้นสุด ทุกอย่างอาจแย่ลงเพราะกงล้อชะตาถูกเปลี่ยนอีกครั้ง
...
ผู้กำกับหูรับรู้เรื่องวุ่นวายตอนที่รายการถ่ายทอดสดในวันแรกจบสิ้นลงแล้ว เขาเองก็ไม่นิ่งนอนใจ ให้คนนำไฟล์กล้องวงจรปิดมาตรวจสอบโดยละเอียด เพราะคิดว่าซ่งอวิ๋นต้องถูกปองร้าย อย่างไรเธอก็มาจากตระกูลมหาเศรษฐี การเล่นงานลูกสาวสายตรงอันเป็นที่รัก ก็มีให้เห็นดาษดื่น
“แจ้งตำรวจเลยดีไหม ผมยินดีให้ความร่วมมือ” ผู้กำกับวัยกลางคนเป็นฝ่ายเสนอขึ้นมาระหว่างดูกล้องวงจรปิดพร้อมคนตระกูลซ่ง โดยไม่กลัวว่าจะส่งผลกระทบกับรายการที่เขาทุ่มเท ในเมื่อเรื่องเกิดขึ้นใต้จมูกของเขา ตัวเขาเองก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบเช่นเดียวกัน
“ดูจากภาพในกล้องวงจรปิด ผู้หญิงคนนี้เข้ามาในสตูดิโอโดยไม่มีคนสงสัย แถมตอนออกไปก็ยังแทบไม่มีใครสังเกต คงเป็นมืออาชีพ บางทีการแจ้งตำรวจอาจไม่มีประโยชน์” ซ่งจื้อส่ายศีรษะ สีหน้ายิ้มแย้มสดใสเลือนหายไปจากดวงหน้าหล่อเหลา
ซ่งอวิ๋นมองการวิเคราะห์ของน้องชาย เธอเห็นด้วยกับความคิดของเขา ในใจนึกชื่นชม ‘เจ้าสี่ บทจะจริงจังขึ้นมาก็พึ่งพาได้มากจริง ๆ’
“ทางเราตรวจสอบแล้วว่าจานขนมกับขวดน้ำ ไม่มีรอยนิ้วมือของผู้หญิงคนนั้น เห็นได้ชัดว่าแผนการตระเตรียมการมาอย่างดี” นัยน์ตาดอกท้อวาวโรจน์ เธอไม่กลัวว่าตนจะมีภัย ที่ผ่านมาในฐานะลูกสาวสายตรงของตระกูลซ่ง ก็ใช่ว่าชีวิตจะโรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป มีคนอยากเห็นตระกูลซ่งและซ่งกรุ๊ปล่มสลายมากมาย
แต่สิ่งที่ทำให้เธอโกรธคือการที่มีผู้บริสุทธิ์ต้องเดือดร้อนจากแผนร้ายเหล่านี้
“ที่สำคัญ ผู้หญิงคนนี้มีบัตรพนักงาน แต่ข้อมูลในบัตรเป็นของปลอมทั้งหมด แต่ยังผ่านเข้าประตูมาได้ ระบบความปลอดภัยของสตูดิโอนี้กำลังมีปัญหานะครับ” ซ่งจื้อเสยผมขึ้นลวก ๆ “เบื้องหลังของเธอคงมีคนเก่งด้านไอทีคอยช่วย ต่อให้แจ้งความก็ป่วยการ”
ได้ยินดังนั้นผู้กำกับหูยิ่งเครียด พวกเขาต้องยกระดับการรักษาความปลอดภัยมากขึ้น และวางระบบใหม่ทั้งหมด ไม่อย่างนั้นอาจมีเรื่องร้าย ๆ เกิดขึ้นอีก
“เพราะแบบนั้นพวกเราเลยคิดว่าจะจัดการเรื่องที่เหลือต่อจากนี้เอง ส่วนเรื่องค่ารักษาพยาบาลของพี่ช่างแต่งหน้า ตระกูลซ่งของเราก็จะจ่ายด้วยตัวเองเช่นกันค่ะ” ซ่งอวิ๋นกล่าวถึงสิ่งที่เธอตัดสินใจ ซึ่งได้รับการอนุมัติจากคุณปู่เรียบร้อยแล้ว
“ไม่ได้นะ เรื่องเกิดใต้จมูกผม ยังไงก็ต้องให้ผมช่วยจ่ายค่ารักษา”
“ไม่เป็นไรครับลุงหู พวกเราเข้าใจสถานการณ์ดี เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาหรอกครับ” ซ่งจื้อส่ายหน้าน้อย ๆ เอื้อมมือไปคว้าข้อมือพี่สาว “ขอตัวก่อนนะครับ ถ้าได้เรื่องยังไงผมจะติดต่อกลับมาบอกอีกครั้ง”
ไม่รอให้ผู้กำกับกล่าวสิ่งใดมากไปกว่านี้ ซ่งจื้อก็ดึงแขนพี่สาวออกจากสตูดิโอทันที ระหว่างทางพวกเขาเจอกลุ่มของเจียงเซินและซ่งหว่าน แต่สองพี่น้องแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น เพราะมีเรื่องให้คิดมากเกินไป
ทว่าเจียงเซินไม่พอใจกับท่าทางของน้อง ๆ เท่าไหร่นัก จึงตามไปคว้าไหล่ซ่งจื้อถึงลานจอดรถ “น้องห้า.. จะรีบไปไหน เจอหน้ากันไม่คิดทักทายสักคำรึไง”
“พี่รอง? ขอโทษที ผมกำลังรีบน่ะครับ ก็เลยไม่เห็น” ซ่งจื้อหัวคิ้วกระตุก สรรพนาม ‘น้องห้า’ ช่างขัดหูและไม่คุ้นเคย แต่เขาก็ยังสุภาพและเคารพพี่ชายตรงหน้าเสมอ
“ไม่เห็นเหรอ นายเห็นแต่จงใจไม่ทักมากกว่า คุณปู่สอนให้ไม่มีมารยาทตั้งแต่เมื่อไหร่” ปากประชดน้องชาย แต่สายตาเจียงเซินเหลือบตามองซ่งอวิ๋น บ่งบอกว่าเขาตีวัวกระทบคราด
อาจเพราะคำพูดของผู้เป็นพ่อที่คอยตอกย้ำเสมอ ราวกับไม่อยากให้เขาข้องแวะกับซ่งหว่าน ทำให้เขาต่อต้านและเกิดอคติกับซ่งอวิ๋นมากขึ้นเรื่อย ๆ พอเจอหน้าน้องสาวตัวปัญหา เลยอดไม่ได้ที่จะเข้ามาถากถาง
ซ่งอวิ๋นอารมณ์ไม่ดีอยู่ก่อนแล้ว เธอจึงสบตาเขาตรง ๆ แล้วโต้กลับอย่างหมดความอดทน “ถ้าตั้งใจไม่ทักแล้วเป็นอะไรมากไหม”
“อาอวิ๋น!!”
ซ่งจื้อรู้ว่าเธอคงอารมณ์เสียเรื่องยาถ่ายในขนม และรู้สึกผิดกับช่างแต่งหน้า กอปรกับการพูดพาดพิงคุณปู่ ครั้งนี้เธอจึงไม่อยากอดทนอีกแล้ว
“ในเมื่อพี่ไม่ชอบฉัน มีอคติกับฉัน มองฉันในแง่ลบ ยังคาดหวังให้ฉันวิ่งกระดิกหางไปหาพี่เหมือนหมาโง่เหรอ”
“เธอ!!” เจียงเซินหน้ามืด ความอดทนของเขาขาดผึงในพริบตา เส้นเอ็นที่ข้อมือตึงชัด ดวงตาจ้องอีกฝ่ายเขม็ง แขนเงื้อสูงพร้อมแรงอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน
“พี่คิดจะทำอะไรวะ” ซ่งจื้อโกรธจัด ผลักอกพี่ชายอย่างแรง จนอีกฝ่ายเซถลาและถอยหลังไปหลายก้าว ร่างกายสูงใหญ่ปกป้องพี่สาวไว้ด้านหลังดุจกำแพงมนุษย์
“พี่รอง เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” ซ่งหว่านดูละครอยู่สักพัก คิดว่าถึงเวลาที่เธอต้องเติมเชื้อไฟ จึงเข้าไปกอดแขนพี่ชายไว้แน่น ดวงตาหงส์คลอหน่วยไปด้วยหยาดน้ำ “มีอะไรคุยกันดี ๆ เถอะค่ะ อย่าทะเลาะกันอีกเลย”
ซ่งอวิ๋นอบอุ่นใจที่น้องชายปกป้องเธอราวกับแม่ไก่ปกป้องลูกเจี๊ยบ หญิงสาวตกใจจริง ๆ เมื่อครู่ถ้าเจ้าสี่ไม่ห้าม เธอคงโดนตบเต็มแรง แน่นอนว่าคนอย่างเธอต้องสู้กลับแน่ เรื่องอะไรจะเจ็บตัวฝ่ายเดียว แต่เธอก็ไม่อยากโดนตบปากแตกอยู่ดี
“คุยดี ๆ เหรอ พวกเรากำลังรีบ พี่รองเข้ามาพูดจาหาเรื่อง คนที่ไม่มีมารยาทคือพี่รองเองต่างหาก เรื่องวันนี้ผมจะฟ้องคุณปู่ให้หมดเลย” ซ่งจื้อตาแดงก่ำ ที่ผ่านมาพวกเขาพี่น้องไม่เคยมีปากเสียงกันรุนแรงเลย แต่พ่อพี่สาวนอกสมรสเข้ามา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
“แกกล้า” เจียงเซินทำท่าจะปรี่เข้าหาน้องชาย แต่คราวนี้ซ่งอวิ๋นเป็นฝ่ายเดินออกมาจากด้านหลังน้องชาย แล้วประเคนหมัดเสยปลายคางเรียกสติเขาโดยที่ซ่งหว่านเองก็ไม่ทันคาดคิด
ผลั่ว!!
“อั่ก” เจียงเซินถึงกับเห็นดาวลอยอยู่บนหัว ในใจยังไม่เชื่อว่าซ่งอวิ๋นจะเปลี่ยนไปขนาดนี้
ด้านซ่งหว่านก็ช็อกไปเช่นกัน ชาติก่อนเธอไม่เคยเห็นซ่งอวิ๋นแสดงตัวตนกล้าแข็งเช่นนี้ ส่วนมากจะเป็นการอาละวาด แต่ไม่เคยต่อยเตะหรือแสดงให้เห็นถึงศิลปะป้องกันตัว ต่อยหมัดเดียวเจียงเซินแทบน็อก
นี่มัน.. น่าสนุกเกินไปแล้ว น้องสาวคนนี้น่าเล่นสนุกด้วยมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าวันหนึ่งอีกฝ่ายมาอยู่ใต้เงื้อมมือ เธอจะทำยังไงกับมันดีนะ
“มีสติขึ้นมาบ้างหรือยังคะ รู้ไว้เลยนะว่าพี่โคตรน่ารำคาญ ที่ผ่านมาฉันให้หน้าพี่ เพราะเห็นแก่อาหญิงรอง แต่ถ้าพี่ยังหาเรื่องฉันไม่หยุด ฉันก็คงไม่เกรงใจอีกแล้ว”
“เธอ.. กล้าทำแบบนี้ได้ยังไง” เจียงเซินกุมปลายคาง เขาได้กลิ่นคาวเลือดในปากอยู่จาง ๆ
ซ่งจื้อได้สติกลับมา ก็ปกป้องพี่สาวไว้ด้านหลังอีกครั้ง เถียงแทนเธออย่างไม่ยอมเช่นกัน “พี่รองยังคิดจะตบพี่สามได้เลย พอตัวเองเป็นฝ่ายโดนบ้างรับไม่ได้ขึ้นมาหรือไง”
“ไม่เกี่ยวกับแก”
“ไปเถอะ คนเริ่มออกมากันแล้ว” ซ่งอวิ๋นเตือนน้องชายเมื่อได้ยินบอดี้การ์ดเตือนผ่านหูฟังไร้สาย
อันที่จริงเธอยังคงมีสติอยู่บ้าง ตอนเห็นเจียงเซินวิ่งตามมา เธอก็รู้อยู่แล้วว่าต้องกระทบกระทั่งแน่ จึงส่งสัญญาณให้บอดี้การ์ดคอยดูต้นทาง ที่สำคัญตอนนี้กล้องวงจรปิดในลานจอดรถยังอยู่ในการควบคุมของตระกูลซ่ง ไม่ต้องกลัวว่าจะมีข่าวใด ๆ เล็ดลอดออกไป
หลังจากนี้จะมาวันละ 2 ตอน ถ้าทันก็อาจจะมีสามตอนนะคะ
ราตรีสวัสดิ์ เจอกันพรุ่งนี้น้าา รัก.