ตบะแตก
ตบะแตก
“คุณปู่สนิทกับนายท่านผู้เฒ่าฉินเหรอคะ” ซ่งอวิ๋นถามขึ้นอีกครั้งหลังจากเงียบไปพักใหญ่
โดยปกติแล้ว สรรพนามทำนอง ‘เฒ่าฉิน เฒ่าเผิง เฒ่าฝาน’ คุณปู่มักใช้เรียกคนสนิทรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่ถ้าเขาไม่ชอบมักจะเรียกว่าตาแก่เสียมากกว่า
“สนิทอะไร ใครสนิทกับตาเฒ่านั่น ไม่ชอบหน้าเลยต่างหาก” ซ่งเต๋อพ่นลมออกจมูก ออกอาการฮึดฮัดอย่างที่น้อยครั้งนักจะทำ
ซ่งอวิ๋นเอียงใบหน้า บ่นหนุงหนิงอยู่ในลำคอ “แต่ก็ยังรู้ว่าป่วยใกล้ตาย ทั้งที่ตระกูลฉินลึกลับขนาดนั้นแท้ ๆ”
“อะแฮ่ม.. เข้าบ้านเถอะ ปู่จะเล่าให้ฟัง” ชายชราได้ยินคำพูดหลานสาวทุกคำ เขาจึงกระแอมเบา ๆ แล้วดึงหลานสาวเข้าไปคุยกันในห้องนั่งเล่น ก่อนจะเล่าข้อมูลเกี่ยวกับตระกูลฉินคร่าว ๆ
เมื่อก่อนตระกูลฉินทรงอำนาจในแวดวงทางการเมืองและการทหาร และนั่นส่งผลให้มีศัตรูมากมายรอบด้าน จุดพลิกผันที่ทำให้ผู้เฒ่า ‘ฉินไห่เทา’ ตัดสินใจถอยห่างจากวังวนแห่งอำนาจ เพราะลูกชายคนโปรดวัยเพียงไม่กี่เดือนของเขาถูกลักพาตัวไป เกือบเอาชีวิตไม่รอด
หลังจากนั้นผู้เฒ่าฉินก็ลาออกจากตำแหน่งทางการเมืองอันแสนรุ่งโรจน์ ในรุ่นของเขาไม่มีใครปีนป่ายได้สูงเท่าฉินไห่เทาอีกแล้ว แต่เขายอมสละได้เพื่อความปลอดภัยของครอบครัว
หลังจากนั้นตระกูลฉินก็แทบไม่เปิดหน้าให้สังคมพบเจอ ธุรกิจมากมายในมือก็จ้างคนอื่นมาบริหารแทน แต่คนในแวดวงธุรกิจรู้ดีว่าตระกูลฉินยังคงมีอำนาจและเส้นสาย ไม่ได้เป็นตระกูลที่เหลือแค่ชื่อ
“เท่าที่คุณปู่เล่ามา นายท่านผู้เฒ่าฉินก็ดูเป็นคนดีนะคะ ไม่หลงในอำนาจ ยอมสละได้เพื่อความปลอดภัยของลูกหลาน แต่ทำไมสายหลักกับสายรองถึงชิงอำนาจกัน”
“หึ ก็เป็นลูกต่างแม่ จะรักและสามัคคีกันจากใจจริงได้ยังไง ขนาดเด็กที่เกิดจากพ่อแม่เดียวกันยังมีเรื่องให้น้อยเนื้อต่ำใจ อิจฉาริษยาได้เลย เตือนแล้วแท้ ๆ ว่าอย่ารับผู้งูพิษเข้าบ้าน ไม่ฟังก็ต้องทุกข์ใจตอนแก่นั่นแหละ”
“สรุปว่าเคยสนิทกันสินะคะ” ซ่งอวิ๋นจับไต๋ได้ทันที แม้ปากจะพูดเหมือนไม่พอใจ แต่แววตายังแฝงความเป็นห่วงอยู่ลึก ๆ คุณปู่ปากแข็งจริง ๆ
ผู้เฒ่าซ่งเชิดหน้า หลีกเลี่ยงไม่ตอบคำถามนั้นของหลานสาว ไปเล่าเรื่องอื่นต่อ “ฉินไห่เทามีลูกชายสามคน ตอนนี้คนโตกับคนรองกำลังฟาดฟันกันดุเดือด ต้องยอมรับว่าลูก ๆ ของตาเฒ่านั่นฉลาด เก่งกาจทุกคน แต่สิ่งที่ไม่มีคือความเห็นอกเห็นใจ จิตใจดำมืด คิดเพียงว่าทำยังไงตัวเองจะได้ผลประโยชน์สูงสุด ไม่สนวิธีการ รุ่นหลานเองก็เริ่มออกลายแล้วเหมือนกัน”
“อ่า..” ไม่แปลกใจจริง ๆ พระเอกในนิยายจิตไม่ปกติขนาดนั้น พ่อของเขาไม่ใช่เบ้าหลอมที่ดีเท่าไหร่นัก “คุณปู่บอกว่าตระกูลฉินมีสามสาย ไม่เห็นพูดถึงฉินสายสามบ้างเลยล่ะคะ”
“ฉินสายสามค่อนข้างซับซ้อน ที่จริง ‘เฟิงเหมียน’ เป็นภรรยาคนแรกของฉินไห่เทา แต่งงานกันถูกต้องตามธรรมเนียม แต่ผ่านไปหลายปีก็ยังไม่มีลูก เลยยอมให้ไห่เทารับผู้หญิงคนอื่นขึ้นมาเป็นภรรยารอง สุดท้ายผู้หญิงคนนั้นตั้งท้องคลอดลูกชายให้ตระกูลฉิน เธอเลยยกตำแหน่งภรรยาเอกให้ แล้วใช้ชีวิตอยู่กับไห่เทาเงียบ ๆ มาตลอดหลายปี จนมาตั้งท้องเอาตอนอายุใกล้ห้าสิบ”
“!!” ซ่งอวิ๋นตกตะลึง คำถามมากมายเต็มสมอง ทำไมถึงยอมขนาดนั้น ความรักทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งตาบอดได้เพียงนั้นจริงเหรอ จากภรรยาตบแต่งถูกต้อง แต่ยกตำแหน่งเมียหลวงให้คนอื่น
“เฟิงเหมียนโชคไม่ดี กว่าจะมีลูกก็ต้องรอหลายสิบปี คลอดมาไม่กี่เดือน ลูกก็โดนลักพาตัวไปอีก สุดท้ายเฟิงเหมียนขอเลิก และพาลูกชายกลับตระกูลเฟิง ให้ใช้แซ่เฟิงตามแม่”
“ถ้าอย่างนั้นทำไมท่านถึงไม่เลิกตั้งแต่แรก บางทีอาจไม่ต้องทนทุกข์หลายสิบปีก็ได้นะคะ” ซ่งอวิ๋นหดหู่ ชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งผูกไว้กับการแต่งงาน คิดแล้วเธอก็ยิ่งไม่อยากแต่งงานเข้าไปใหญ่
ดูอย่างมารดาเธอนั่นอย่างไร คิดว่าเจอสามีที่ดี สุดท้ายกว่าจะรู้ความจริง วัยสาวก็กำลังหมดลงแล้ว
“ค่านิยมสมัยก่อนยังไม่ผ่อนปรนให้ผู้หญิงมีความคิดเป็นของตัวเอง โชคดีที่ตระกูลเฟิงยังมีหัวคิด ไม่ได้ผลักไสสองแม่ลูก มิหนำซ้ำยังอ้าแขนต้อนรับอย่างดีอีกต่างหาก ตอนนี้เฟิงมู่หานอายุ 25 แล้ว พึ่งพาได้มากทีเดียว”
“ตระกูลเฟิงที่ว่าใช่กลุ่มอุตสาหกรรมบันเทิงครบวงจรไหมคะ หนูได้ยินว่าตระกูลนี้ไม่มีลูกชายหรือหลานชายมาสองรุ่นแล้ว แต่ประธานเฟิงคนปัจจุบันชื่อเฟิงมู่หาน เพิ่งรับตำแหน่งเมื่อไม่กี่เดือนนี้เอง”
“ถูกต้อง และเฟิงเหมียนก็เป็นเพื่อนกับย่าของหลาน รวมถึงปู่ด้วย”
“ที่คุณปู่ไม่พอใจเรื่องผู้เฒ่าฉิน เป็นเพราะเคยเป็นเพื่อนกันมาก่อนสินะคะ เลยเห็นใจย่าเฟิงมาก”
หญิงสาวเข้าใจทันทีว่าทำไมเธอไม่เคยไปมาหาสู่ หรือพบเจอเพื่อนคุณย่า เพราะตั้งแต่จำความได้ ย่าจ้าวก็ละทางโลกแล้ว
“ไม่ใช่แค่ไม่พอใจหรอกนะอวิ๋นเอ๋อร์ ความคิด ทัศนคติของปู่กับตาเฒ่าฉินไม่ตรงกันจริง ๆ เจ้านั่นยังมีหัวอนุรักษนิยมสุดโต่งเกินไป บางครั้งก็เผลอทำร้ายคนข้างกายไม่รู้ตัว ปากบอกว่ารักเฟิงเหมียน รับคนอื่น ๆ เข้ามาเพราะความจำเป็น ที่จริงคนแบบนี้ไม่ได้รักใครเลย นอกจากตัวเอง”
“...” เพราะท่านยึดถือรักเดียวมาชั่วชีวิต แบบนี้คุณปู่ถึงโกรธมากที่พ่อของเธอจับปลาสองมือ
“จำไว้นะอวิ๋นเอ๋อร์ อย่าเชื่อคำว่ารักจากปากผู้ชายง่าย ๆ ให้หลานมองที่การกระทำ และมนุษย์เราถ้าเลือกผิดก็เลือกใหม่ได้ จนกว่าจะเจอคนที่หลานมั่นใจ”
“แล้วถ้าหนูไม่อยากแต่งล่ะคะ”
“ไม่เป็นไร เป็นสาวเทื้อแต่มีตำแหน่งหัวหน้าตระกูล ใครจะว่าอะไรได้ ชีวิตเรายังอีกไกล อย่าเพิ่งปิดโอกาสเพียงเพราะเห็นประสบการณ์ไม่ดีของคนรอบข้าง”
“หนูเข้าใจค่ะคุณปู่.. จริงสิ หนูอยากรู้ว่าทำไมผู้เฒ่าฉินถึงไม่ตัดสินใจยกตระกูลให้คนใดคนหนึ่งดูแลไปเลย ปล่อยให้ลูกตีกันทำไม”
“เพราะตาเฒ่านั่นคงมีตัวเลือกอื่นอยู่ในใจ”
ซ่งอวิ๋น “...”
จะบอกว่าเขาหวังให้ลูกชายคนสุดท้องที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับหลานมารับช่วงต่อตระกูลฉินงั้นเหรอ ถ้าเธอเป็นเฟิงมู่หาน เธอคงไม่กลับไปแน่ เป็นประธานเฟิงตั้งแต่อายุน้อย ทำไมต้องกลับไปชิงดีชิงเด่นกับคนใจสกปรกด้วยเล่า
สองปู่หลานพูดคุยกันอีกหลายนาที กระทั่งอาหารเช้าถูกจัดขึ้นโต๊ะ พวกเขาจึงทานอาหารเช้าด้วยกัน ก่อนซ่งเต๋อแยกตัวกลับไปที่ห้องทำงาน
ชายชราเปิดลิ้นชัก หยิบรูปถ่ายเก่า ๆ ออกมา คนหนุ่มสาวทั้งสี่ในภาพยังอ่อนเยาว์ ใบหน้ามีรอยยิ้มสดใสสมวัย ปัจจุบันทุกคนต่างแก่จนใกล้ลงโลง ต่างมีเรื่องที่ยังปล่อยวางไม่ได้ แต่เขาก็ใจหายเหมือนกัน หากที่ฉินไห่เทาต้องตายไปพร้อมความวุ่นวายของลูกหลานในตระกูล
...
บ้านตระกูลหนาน
เช้านี้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารแตกต่างออกไป เมื่อหนานจื่อเฉียงตักอาหารจานโปรดให้ลูกสาวคนโตอย่างเอาใจใส่ สร้างความไม่พอใจแก่หนานชิวอย่างยิ่ง แต่เพราะมีชนักติดหลัง เธอจึงไม่กล้าเอาแต่ใจ
เธอรู้จากมารดาเมื่อวานว่าพ่อยังโกรธมาก เนื่องจากสูญเสียความร่วมมือมูลค่ามหาศาล ดูจากตอนนี้ที่ท่านแทบไม่มองหน้า ก็คงเป็นเช่นนั้น
ด้านหนานหรงผู้ถูกเอาอกเอาใจกลับไม่ได้ซาบซึ้ง ปากเอ่ยขอบคุณ แต่ในใจเธอหวาดระแวงว่าพ่อจะมาไม้ไหนอีก
ครั้นเห็นลูกสาวคนโตแทบไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ตอบกลับ หนานจื่อเฉียงยิ่งร้อนใจ คีบนั่นนี่ให้เธอจนมันล้นจาน คราวนี้หนานหรงหงุดหงิดใจแล้วจริง ๆ จึงโพล่งถามออกไป
“คุณพ่อต้องการอะไรก็พูดตรง ๆ เถอะค่ะ ทำแบบนี้หนูกดดันนะคะ” พูดออกไปแล้วหนานหรงก็ลมหายใจสะดุด
อาจเพราะเธอเป็นแบบนี้ ปะเหลาะไม่เก่ง ไม่รู้จักพูดจาอ่อนหวาน หรือเอาอกเอาใจ พ่อถึงไม่รักและไม่ให้ความสำคัญกับเธอ ทว่าคิดโทษตัวเองไม่เท่าไหร่ หนานหรงก็พบว่าแท้จริงแล้วเธอควรพูดให้แรงกว่านี้
หนานจื่อเฉียงวางตะเกียบ คิ้วหนาขมวดมุ่น ไม่ชอบใจในท่าทางแข็งกระด้างไม่อ่อนหวานของลูกสาว แต่ตอนนี้เขายังตำหนิเธอไม่ได้ “พ่อจะต้องการอะไรได้อีก นอกจากให้ลูกทำตัวดี ๆ ตอนนี้ลูกสนิทกับคุณหนูใหญ่ซ่งแล้ว เป็นไปได้ก็เอาอกเอาใจเพื่อนให้มากหน่อย รักษาความสัมพันธ์เพื่อประโยชน์ของตระกูลหนานเราในอนาคต”
“อาอวิ๋นไม่ต้องการให้หนูเอาใจขนาดนั้นหรอกค่ะ พวกเราเป็นเพื่อนกันก็ต้องจริงใจต่อกัน ไม่หาผลประโยชน์และเอาเปรียบเพื่อน อีกอย่างอาอวิ๋นไม่ได้ถือสาเรื่องที่เกิดขึ้น แต่คุณพ่อต้องเตือนน้องรองมากกว่า”
“เกี่ยวอะไรกับฉัน!” หนานชิวไม่พอใจ
“ทำไมพูดกับคุณพ่อแบบนั้นล่ะคะลูก พ่อเขาไม่ได้ลูกไปหาผลประโยชน์จริง ๆ สักหน่อย” คุณนายรองหนานกลัวลูกสาวถูกสามีตำหนิที่โพล่งขัดจังหวะ จึงแสร้งเบิกตากว้าง หันหาสามีแล้วยื่นมือไปบีบต้นขาเขาเบา ๆ ราวกับจะสื่อให้เขาใจเย็นลง แต่ในสายตาหนานหรงมันคือการยั่วยุให้พ่อของเธอโกรธมากขึ้นกว่าเดิม
ทว่าครั้งนี้หนานจื่อเฉียงไม่ได้ต่อว่า แม้รู้สึกเหมือนถูกฉีกหน้าก็ตาม เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พูดกับลูกสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับน้อง ถึงลูกไม่ชอบน้องเพราะเรื่องที่พ่อทำ ก็อย่าจงเกลียดจงชังน้องเลยนะ”
คำพูดนั้นกระตุกความอดทนสุดท้ายของหนานหรง ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้จนมันล้มระเนระนาด แก้วน้ำในมือถูกเขวี้ยงลงพื้นจนแตกละเอียดเป็นเศษเล็กเศษน้อย สมองนึกถึงคำบอกเล่าของมารดาเมื่อคืน ในใจก็ร้อนราวกับมีไฟกองใหญ่แผดเผา
มาอีกตอนนะคะ ใครรอพระเอก ชื่อแง้มมาแล้ววววว
แม่ของอาหรงก็มาจากตระกูลเฟิงเหมือนกันนน