เฟิงมู่หาน
เฟิงมู่หาน
ย้อนกลับไปเมื่อเย็นวานตอนหนานหรงกลับบ้าน เธอขึ้นไปดูอาการมารดาซึ่งนอนซมอยู่บนเตียง
ภายในเวลาแค่ห้าวัน แม่ของเธอกลับซูบผอมกว่าเก่า ใบหน้าซีดขาวราวกับร่างไว้วิญญาณ ตอนเธอยื่นมือไปอังใต้จมูก ยังคิดอยู่เลยว่าถ้าแม่เสียชีวิตขึ้นมาจริง ๆ เธอควรทำอย่างไร
โชคดีที่แม่ปรือตาหนักอึ้งขึ้นมามองเธอ มือสั่นเทาอันไร้เรี่ยวแรงจับมือเธอแล้วใช้แรงน้อยนิดบีบเบา ๆ น้ำเสียงที่หลุดจากลำคอนั้นแทบไม่ได้ยิน
‘ขอน้ำ..ให้แม่หน่อย’ เฟิงม่านย่าน้ำตาคลอหน่วย เธอนึกว่าตัวเองจะตายเพราะขาดน้ำเสียแล้ว
‘เกิดอะไรขึ้นคะ หนูไปเรียนไม่กี่วัน ทำไมแม่ถึงกลายเป็นแบบนี้ แล้วคนดูแลหายไปไหนหมด น้ำก็ไม่มีเลย’ หนานหรงนำน้ำมาป้อนให้มารดา โมโหจนควันออกหู เห็นได้ชัดว่าฝ่ายนั้นจงใจให้แม่ของเธอขาดน้ำจนตาย
‘อะ อาหรง แม่ไม่ไหวแล้ว ถ้ายังอยู่ในบ้านหลังนี้ แม่ต้องตายแน่ ๆ’ เฟิงม่านย่าหอบหายใจหนัก ได้จิบน้ำแล้วก็รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
‘งั้นไปกันเถอะค่ะแม่ หนูอยู่ที่ไหนก็ได้ ลำบากยังไงหนูก็จะไม่บ่นสักคำ พวกเราไปจากที่นี่กันนะคะ’
‘ลูกไม่คัดค้านเหรอ แม่นึกว่า..’ รูม่านตาคนป่วยหดเล็กลง ที่ผ่านมาเธออาจเป็นฝ่ายเข้าใจผิดไปเองว่าลูกสาวขาดพ่อไม่ได้ ครอบครัวอบอุ่นควรมีครบทั้งพ่อแม่ลูก แต่ตอนนี้เธอทนไม่ไหวแล้ว
‘ทำไมต้องค้านด้วยคะ เกิดเรื่องกับแม่ขนาดนี้ หนูไว้ใจให้แม่อยู่ที่นี่คนเดียวไม่ได้อีกแล้ว’
หากให้เปรียบเทียบระหว่างพ่อกับแม่ เธอย่อมรักแม่มากกว่า ถ้าวันนี้แม่ด่วนจากไป ชีวิตเธอก็แทบไม่เหลือใครที่รักเธออีกแล้ว
‘งั้นหยิบโทรศัพท์ของแม่ออกมา โทรเบอร์ที่บันทึกชื่อไว้ว่าป้าใหญ่’ เฟิงม่านย่าหอบหายใจหนัก พยายามตั้งสติเพื่อพูดคุยกับป้าเฟิง
ตอนนี้พ่อกับแม่ของเธอเสียชีวิตไปหมดแล้ว ผู้อาวุโสในบ้านตอนนี้เหลือเพียงป้าเฟิงเหมียนคนเดียวเท่านั้น ส่วนพี่สาวและน้องสาวของเธอต่างก็มีครอบครัว เธอไม่อยากรบกวนจริง ๆ
“เป็นบ้าอะไรขึ้นมาอีก” หนานจื่อเฉียงได้สติกลับมาก็ตบโต๊ะเสียงดัง ตะคอกจนลำคอขึ้นเอ็นปูดโปน แต่แทนที่จะทำให้ลูกสาวกลัว เธอกลับระเบิดอารมณ์ เขวี้ยงแก้วบนโต๊ะและออกปากด่ากราดไม่ไว้หน้า
“ใช่ หนูมันบ้า แล้วคิดไหมว่าทำไมหนูถึงเป็นแบบนี้ ไม่ใช่เพราะพ่อเองเหรอ ตอนพ่อพาสองคนนี้เข้ามาในบ้าน พ่อเคยคิดถึงจิตใจของหนูกับแม่บ้างหรือเปล่า ว่าจะเจ็บปวดแค่ไหน วัน ๆ พ่อเอาแต่พูดเปรียบเทียบว่าหนานชิวดีกว่าหนู บอกให้หนูต้องใจกว้าง ต้องยอมให้หนานชิว”
“...”
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คนผิดมักเป็นหนูเสมอ ลูกสาวกับเมียรักคนดีของพ่อกลั่นแกล้งหนูลับหลังแค่ไหน หนูก็ต้องอดทน เพราะบอกไปพ่อก็ไม่เชื่อ หาว่าหนูสร้างเรื่องโกหก นั่นไม่เป็นไรหรอก หนูโดนจนชินแล้ว หนูทนได้ แต่แม่ล้มป่วยไปก็เพราะตรอมใจเรื่องของพ่อ ผ่านมานานขนาดไหนแล้ว พ่อเคยขึ้นไปดูแม่บ้างหรือเปล่า”
“...” หนานจื่อเฉียงอึกอัก พูดไม่ออกและหาเสียงตัวเองไม่เจอ เขาไม่เคยเห็นลูกสาวคนโตระเบิดอารมณ์มาก่อน โดยปกติแล้วหนานหรงมักจะสุขุม นิ่งเฉย ไม่แสดงอารมณ์มากนัก ขัดกับใบหน้าน่ารักดุจตุ๊กตากระเบื้อง ทว่าเวลานี้เธอกลับชี้หน้าทุกคน พรั่งพรูความอัดอั้นตันใจออกมา
“ถ้าหนูไม่กลับมา อาทิตย์นี้แม่คงตายไปแล้ว!!”
“เป็นไปไม่ได้ จะตายได้ยังไง จ้างคนมาดูแลอยู่ตลอด”
“ใช่ พี่สาวอย่าสร้างปัญหาให้คุณพ่อเครียดได้ไหม แค่ทำงานก็เหนื่อยแล้ว”
“ไหนล่ะ คนดูแลไปไหน ปล่อยให้แม่ขาดน้ำขนาดนั้นได้ยังไง” หนานหรงหัวเราะเย้ยหยัน เดิมทีเธอตั้งใจจะออกจากบ้านไปดี ๆ แท้ ๆ แต่พ่อก็ยังทำให้ความอดทนสุดท้ายขาดสะบั้นลงได้ มีความสามารถในการทำร้ายความรู้สึกเธอเหลือเกิน
“หมายความว่ายังไง” หนานจื่อเฉียงหันมองเมียรัก เพราะเขาปล่อยให้เธอจัดการเรื่องในบ้าน
“น่าจะเข้าใจผิดนะคะ พอดีญาติของคนดูแลป่วยกะทันหัน เลยลากลับบ้านสองวัน แต่ฉันก็บอกให้คนรับใช้นำน้ำและอาหารขึ้นไปให้พี่สาวตลอดไม่ได้ขาดเลย” คุณนายรองหนานทำไขสือ ราวกับตัวเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว
ทั้งที่ความจริงเธอตั้งใจกลั่นแกล้งไม่ให้อีกฝ่ายดื่มน้ำถึงสองวันเต็ม ให้แค่อาหารเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น
“ฮ่า ๆ สุดท้ายพ่อก็ยังเชื่อเธออยู่ดี ไม่ว่าพูดอะไรพ่อก็เชื่อ เป็นแบบนี้ต่อไปกว่าพ่อจะรู้ แม่คงเสียไปหลายวันแล้ว หนูคงทนอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้”
“พูดอะไร แกคิดว่าตัวเองปีกกล้าขาแข็งถึงขนาดออกจากบ้านไปตัวเปล่าได้เหรอ” หนานจื่อเฉียงโกรธควันออกหู เขาทั้งเสียหน้าและรู้สึกว่าลูกสาวคนโตกำลังสร้างปัญหาเพราะเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ
การที่เฟิงม่านย่าขาดน้ำ อาจเป็นความสะเพร่าของคนรับใช้ จะมาพาลโกรธแม่รองของตัวเองได้ยังไง
“ทำไมเล่า ถ้าออกมาแต่ตัวแล้วคิดว่าตระกูลเฟิงของเราจะดูแลลูกหลานไม่ได้เชียวเหรอ” เสียงหญิงชราดังขึ้นหน้าห้องอาหารพร้อมกับเสียงหอบหายใจของพ่อบ้านชราที่วิ่งเข้ามารายงาน
“นายหญิงผู้เฒ่าเฟิงเหมียนมากับประธานเฟิงมาครับ” พ่อบ้านหน้าตาซีดเซียว เพราะนายหญิงผู้เฒ่าเข้าบ้านมาพร้อมชายฉกรรจ์นับสิบคน
“ป้าเฟิง..” หนานจื่อเฉียงลมหายใจสะดุดเมื่อเลื่อนสายตาไปมองเฟิงมู่หาน
เฟิงมู่หานในวัยยี่สิบห้าปี เป็นชายหนุ่มที่เพียงแค่ก้าวเข้ามาในห้อง ก็ทำให้บรรยากาศรอบตัวสงบนิ่งลงอย่างประหลาด รูปร่างเขาสูงโปร่ง ไหล่กว้าง แผ่นหลังตั้งตรง สวมชุดสูทสีเข้มที่ตัดเย็บอย่างประณีต เส้นผมสีดำถูกจัดทรงเรียบง่าย เผยให้เห็นใบหน้าคมสันราวงานแกะสลัก กรามได้รูป จมูกโด่งตรง และผิวขาวสะอาดจนดูเย็นตา
สิ่งที่สะดุดสายตาที่สุดคือดวงตาคู่นั้น นัยน์ตาดำลึกคมกริบด้านหลังแว่นไร้กรอบทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เพียงปรายตามองก็ทำให้คนตรงหน้ารู้สึกกดดันโดยไม่รู้ตัว ทว่าแววตาเย็นเฉียบกลับถูกเจือด้วยความอบอุ่นบางเบา จนไม่ได้ให้ความรู้สึกห่างเหินเหมือนชายหนุ่มผู้ทรงอำนาจทั่วไป
มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มอ่อน ๆ ไม่ได้กว้างนัก แต่เพียงพอจะทำให้ใบหน้าหล่อเหลานั้นดูอ่อนโยนขึ้น ทว่าใต้รอยยิ้มเรียบนิ่งนั้นกลับซ่อนความเด็ดขาดน่ากลัวไว้ลึก ๆ
“คุณป้าครับ ทำไมถึงไม่บอกก่อนว่าจะมา ทางเราเลยไม่ได้เตรียมต้อนรับเลย”
“เรื่องนั้นไม่จำเป็นหรอก ฉันแค่มารับหลาน ๆ กลับบ้าน ที่นี่คับแคบเกินไป” หญิงชราปรายตามองคุณนายรองหนาน เพียงเท่านั้นก็ทำให้หล่อนสั่นสะท้าน
“แต่ม่านย่ายังป่วยอยู่นะครับ เธอคงไม่ได้อยากกลับไปพักที่บ้านเดิมเท่าไหร่” เขาไม่กล้าล่วงเกินเฟิงเหมียน จึงพยายามข่มอารมณ์เต็มที่ ยิ่งอยู่ต่อหน้าเฟิงมู่หาน เขายิ่งต้องข่มกลั้น
ทุกคนรู้ดีว่าประธานเฟิงน่ากลัวขนาดไหน แม้เขาจะขึ้นเป็นประธานเฟิงกรุ๊ปไม่กี่เดือน อีกทั้งอายุน้อยรุ่นราวคราวลูก แต่ความเก่งกาจและเด็ดขาดไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าใคร สื่อในมือของเขาแทบจะควบคุมกระแสข่าวของประเทศไว้เกินครึ่ง หากอยากโจมตีใคร ก็ทำให้อีกฝ่ายเสื่อมเสียชื่อเสียงได้แบบตาไม่กะพริบ
“แล้วคิดว่าฉันจะมารับหลานกลับบ้านโดยพลการเหรอ ถ้าหลานสาวฉันไม่ได้ร้องขอ เสี่ยวหรงไม่ต้องร้องไห้ พาน้าเล็กขึ้นไปหาแม่ ยายใหญ่เรียกรถพยาบาลแล้ว พาแม่ไปตรวจร่างกายในโรงพยาบาลก่อน”
ตอนนี้เธอคือผู้อาวุโสคนเดียวของตระกูลเฟิง และพ่อแม่ของเฟิงม่านย่าก็เสียชีวิตแล้ว ทันทีที่หลานติดต่อมาเมื่อคืน เธอไม่ลังเลที่จะให้ความช่วยเหลือ ในฐานะของผู้หญิงที่หย่าขาดสามีตอนอายุห้าสิบและหอบลูกเล็กกลับตระกูลเดิม เธอผ่านความทุกข์มามากมาย ไม่อยากให้หลาน ๆ ต้องทนกับความอยุติธรรมใด ๆ ทั้งนั้น
“ค่ะคุณยายใหญ่” หนานหรงปาดน้ำตาลวก ๆ หันไปยิ้มให้เฟิงมู่หาน “ทางนี้ค่ะน้าเล็ก”
“ครับ” ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไรมากนัก สบนัยน์ตาสั่นไหวของหนานจื่อเฉียงวูบเดียวก็เดินตามหลังหลานสาวออกไป
“คุณป้าทำแบบนี้ไม่ถูกนะครับ ยังไงผมกับม่านย่าก็ยังไม่ได้หย่ากัน”
“ก็หย่าเสียตั้งแต่ตอนนี้ ในเมื่อไม่ได้รักกัน จะทรมานอีกฝ่ายทำไม คนเราเห็นแก่ตัวได้นะหนานจื่อเฉียง แต่ต้องไม่เห็นแก่ตัวถึงขนาดไม่ยอมสูญเสียอะไรเลยในชีวิต และอย่าลืมว่าข้อตกลงในสัญญาก่อนแต่งระบุไว้ว่ายังไง”
“!!” เขาเกือบหลงลืมไปเสียสนิท อาจเพราะก่อนแต่ง หญิงชราเบื้องหน้าก็หอบลูกกลับตระกูลเดิมแล้ว พ่อแม่ของเฟิงม่านย่าเห็นว่าลูกสาวอาจต้องเสียเปรียบเหมือนพี่สาวคนโตผู้นี้ จึงร่างสัญญาแต่งงานขึ้นอย่างรัดกุม
อีกหนึ่งสาเหตุที่เขากล้าทำอะไรอย่างออกนอกหน้า เพราะเห็นว่าพ่อแม่ภรรยาเสียชีวิตไปแล้ว
“จะหย่าดี ๆ หรือจะต้องขึ้นศาลฟ้องร้องก็เลือกมาได้เลย ตระกูลเฟิงของเราพูดง่าย แต่ถ้าปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อ ก็จะเล่นด้วยสักตั้ง” หญิงชราเชิดหน้าพลางตบพัดลงบนมือดังพรึบ
ขณะเดียวกันภายในห้องนอนของเฟิงม่านย่า เฟิงมู่หานขมวดคิ้วเล็กน้อยกับสภาพร่างกายของผู้ที่มีศักดิ์เป็นพี่สาว เธอผอมเหลือเพียงหนังติดกระดูก เรี่ยวแรงที่จะลุกขึ้นยืนยังไม่เหลือเลย ตระกูลหนานทรมาทรกรรมพี่สาวเขาเกินไป
“ผมอุ้มพี่ลงไปนะครับ”
“เสี่ยวหานงั้นเหรอ โตขนาดนี้แล้ว” เฟิงม่านย่าพึมพำอย่างเลื่อนลอย ถูกน้องชายอุ้มในท่าเจ้าสาว สมองเธอกลับนึกถึงเจ้าก้อนแป้งในห่อผ้า ตอนเธอแต่งงานเขายังเป็นเจ้าก้อนซาลาเปา
ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาเรียนอยู่ต่างประเทศ แทบไม่กลับจีนเลย ซึ่งเธอเข้าใจดีกว่าทำไมป้าใหญ่ถึงทำเช่นนั้น