เชื่อ
เชื่อ
“สวัสดีค่ะ หนูชื่อซ่งอวิ๋น เป็นเพื่อนของอาหรงค่ะ” ซ่งอวิ๋นรู้ตัวว่าเผลอจ้องหน้าชายหนุ่มนานเกินไป เธอรีบลุกขึ้นยืนแล้วค้อมแผ่นหลังทำความเคารพหญิงชรา
หากเธอคาดเดาไม่ผิด ท่านคือนายหญิงผู้เฒ่าเฟิงเหมียน เพื่อนสนิทของคุณย่า
“โตเร็วจริง ๆ ยายเกือบจำไม่ได้ ตอนนั้นยังตัวสูงเท่าเอวอยู่เลยใช่ไหมเสี่ยวหาน” เฟิงเหมียนดวงตาอ่อนแสงลง ความดุดันเย็นชาที่แสดงออกตอนอยู่บ้านตระกูลหนานหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น
“ครับ..” ชายหนุ่มรับคำมารดา นัยน์ตาคมดุจเหยี่ยวพิจารณาใบหน้ารูปไข่ จมูกโด่งรั้นรับกับริมฝีปากกระจับสีชมพูอ่อน
ภาพเด็กหญิงตัวน้อยสวมชุดกวางเรนเดียร์ซ้อนทับเข้ามาในสมอง เธอโตขึ้นมาก แต่สิ่งที่เหมือนเดิมคือดวงตาดอกท้อใสกระจ่าง มันระยิบระยับราวกับรวบรวมดวงดาวนับล้านไว้ภายใน
“เอ๋ พวกเราเคยเจอกันด้วยเหรอคะ” ซ่งอวิ๋นกะพริบตาปริบ ๆ
“เคยสิลูก เราเจอกันที่อาราม ยายเป็นเพื่อนกับคุณย่าของหนู แต่ตอนนั้นหนูยังเด็ก ไม่แปลกที่จำพวกเราไม่ได้” เฟิงเหมียนว่ายิ้ม ๆ
ตอนนั้นเด็กตรงหน้าเพิ่งห้าหกขวบเท่านั้น เป็นช่วงที่จ้าวอิ๋นเพิ่งบวชชีไม่นานนัก เธอไปหาเพื่อนสนิทหลายครั้ง จึงได้เจอเจ้าก้อนแป้งแสนน่ารัก
จากนั้นไม่นานเธอก็ตัดสินใจพาลูกไปเรียนต่างประเทศ เพราะไม่ต้องการพัวพันกับความวุ่นวายในตระกูลของอดีตสามี ด้วยบรรดาเมียรองที่ได้ขึ้นมาเป็นใหญ่พวกนั้นส่งนักฆ่ามาบ่อยครั้ง
ซึ่งเมื่อไปเรียนต่างประเทศ ทุกอย่างก็คล้ายจะสงบลงมาก ครั้นลูกชายเรียนจบ เธอก็พาเขากลับประเทศจีนทันที คนเราไม่อาจหนีไปตลอดชีวิต เธอเองก็แก่แล้ว ถ้าจะตายก็อยากตายที่บ้านเกิด
“หนูขอโทษนะคะ นึกไม่ออกจริง ๆ” ซ่งอวิ๋นยิ้มแห้ง ๆ ก่อนหันไปมองหน้าเพื่อนสนิทที่ดูจะอึ้งไปเหมือนกัน “แต่บังเอิญจังเลย คุณยายของอาหรงเป็นเพื่อนกับคุณย่าของฉันด้วย”
“นั่นสิคะ โลกกลมเกินไปแล้ว” หนานหรงผงกศีรษะหงึก ๆ อย่างเห็นด้วย “จริงสิ ฉันจะแนะนำให้เธอรู้จักเป็นทางการนะ นี่คือคุณยายใหญ่ ‘เฟิงเหมียน’ ส่วนทางนั้นคือน้าเล็กของฉัน ‘เฟิงมู่หาน’ เธอไม่ต้องกลัวนะ ท่านใจดีจริง ๆ ช่วยออกหน้าแทนฉันกับแม่ตั้งเยอะ”
ประโยคหลังหนานหรงลดเสียงให้เบาลง เหลือเพียงเสียงกระซิบเบา ๆ แต่คนทั้งคู่ก็ยังได้ยินอยู่ดี
“สวัสดีค่ะ คุณยายเฟิง สวัสดีค่ะน้าเล็ก” ซ่งอวิ๋นทำความเคารพทั้งสองอีกครั้ง แม้รู้ว่าเฟิงมู่หานอายุมากกว่าพี่ใหญ่เพียงสามปี เธอก็ยังเรียกเขาว่าน้าเล็กตามเพื่อนสนิท
“...” ลมหายใจเฟิงมู่หานสะดุดกึก เขาเพิ่งอายุ 25 ปีเท่านั้น แต่จู่ ๆ ก็มีหลานสาวทีเดียวสองคน
“เรียกพี่ก็ได้นะลูก อายุห่างกันไม่มาก เรื่องลำดับศักดิ์พวกนั้นอย่าคิดเป็นจริงเป็นจังเลย” เฟิงเหมียนเข้าใจความรู้สึกของลูกชาย ซึ่งเธอเองก็กลั้นขำจนไหล่สั่น
“พี่หาน..” หนานหรงทำตามอย่างว่าง่าย
“ครับ” ชายหนุ่มพยักหน้า แววตาคมอ่อนลง พึงพอใจอย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อเลื่อนสายตาไปจับจ้องซ่งอวิ๋น เธอเพียงยิ้มจาง ๆ ตามมารยาท
ซึ่งมันทำให้เฟิงมู่หานเข้าใจผิด เผลอยกมือแตะใบหน้าตัวเองเบา ๆ หรือเขาดูแก่กว่าอายุ เด็กน้อยที่เคยวิ่งตามเขาต้อย ๆ และเรียกว่า ‘พี่ชายสุดเท่’ ถึงได้ไม่อยากเรียกพี่ชายอีกแล้ว เราห่างกันแค่ 7 ปีเท่านั้นเองนะ
ความจริงคือเธอมัวแต่คิดว่าจะทำอย่างไรกับภาพที่เห็นในความฝัน ควรเตือนเขาหรือไม่ ในนิยายไม่กล่าวถึงตระกูลฉินเท่าไหร่นัก บางทีเขาอาจถึงฆาตเร็ว ๆ นี้ก็เป็นได้
“ญาติคุณเฟิงม่านย่าหรือเปล่าคะ” พยาบาลสาวโผล่หน้าออกมาจากห้องตรวจ
“ใช่ค่ะ หนูเป็นลูกสาวค่ะ” หนานหรงรีบร้อนลุกขึ้นยืน
“เข้ามาฟังผลตรวจในห้องได้เลยค่ะ”
“ค่ะ ๆ”
“เดี๋ยวฉันนั่งรออยู่ตรงนี้นะ” ซ่งอวิ๋นไม่อยากตามเข้าไปด้านใน อย่างไรอาการป่วยผิดปกตินี้ก็ยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อนระหว่างตระกูลเฟิงและตระกูลและตระกูลหนาน เธอเป็นคนนอก ถ้าเพื่อนไม่เป็นฝ่ายเล่าให้ฟัง เธอก็ไม่ควรละลาบละล้วง
“เสี่ยวหานนั่งเป็นเพื่อนน้องก่อนนะ เดี๋ยวแม่เข้าไปฟังผลกับเสี่ยวหรงเอง” นายหญิงผู้เฒ่าเฟิงเป็นห่วงหลานสาวเพื่อนสนิท ไม่กล้าปล่อยให้นั่งเหงา ๆ อยู่คนเดียว
“ครับ” ชายหนุ่มไม่ปฏิเสธ เว้นเก้าอี้หนึ่งตัวให้หญิงสาวไม่รู้สึกอึดอัด ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังรู้สึกว่าเธอเกร็งมากอยู่ดี สุดท้ายเขาก็ทนคาใจไม่ไหว
“พี่ดูน่ากลัวเหรอ”
“เอ๊ะ? ว่าอะไรนะคะ” คำถามนั้นขัดความคิดวุ่นวายในสมองของหญิงสาว
“เธอดูเกร็งมาก พี่ทำให้เธอกลัวหรือเปล่า”
“ฉันไม่ได้กลัวค่ะ” ซ่งอวิ๋นส่ายหน้าหวือ
กล่าวกันตามตรง เขาหน้าตาดีเกินมาตรฐานไปไกล มิหนำซ้ำยังเป็นลูกชายของเพื่อนคุณย่า หาความน่ากลัวไม่เจอจริง ๆ
ที่เธอกำลังว้าวุ่นอยู่ตอนนี้เพราะเกรงว่าถ้าเตือนเรื่องที่เห็นในฝันออกไปแล้ว เขาจะคิดว่าเธอบ้าหรือเปล่า
“ไม่กลัวจริง ๆ ใช่ไหม” ใบหน้าหล่อเหลาผ่อนคลายลง
อันที่จริงตอนกลับมาจากต่างประเทศ เขาก็อยากไปเจอซ่งอวิ๋นเหมือนกัน อยากรู้ว่าเจ้าลูกกวางเป็นอย่างไรบ้าง แต่การเตรียมตัวนั่งตำแหน่งประธานเฟิงกรุ๊ป ทำให้เขาไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่น มิหนำซ้ำหลังจากได้ตำแหน่งมาแล้ว งานก็รัดตัวจนแทบไม่มีเวลาหายใจหายคอ
“จริง ๆ ค่ะ แต่พี่เฟิงคะ.. ฉันมีเรื่องอยากถามนิดหน่อย” ซ่งอวิ๋นสูดลมหายใจเขาลึก ๆ เธอจะเตือนเขาอ้อม ๆ ส่วนจะเชื่อหรือไม่ เขาต้องเป็นคนตัดสินใจเอง
“ถามสิครับ” นัยน์ตาที่มักเรียบเฉยดูอบอุ่นขึ้นกว่าเดิม เหมือนได้ย้อนกลับไปตอนเด็กหญิงตัวน้อยวิ่งตามเขาแล้วถามคำถามมากมาย ตอนนั้นเขารู้สึกว่าอีกฝ่ายน่ารักจนอยากพาไปอยู่ด้วยที่ต่างประเทศ
“ช่วงนี้พี่มีแผนขับรถขึ้นเขา หรือจะไปทำธุระที่ต้องขึ้นไปบนเขาสูง ๆ ไหมคะ”
ชายหนุ่มนิ่งไปชั่วอึดใจ แล้วตอบด้วยท่าทีสบาย ๆ “แน่นอนครับ พี่มีเรื่องต้องจัดการวันมะรืนนี้”
“พี่เฟิงหลีกเลี่ยงไปก่อนได้ไหมคะ ให้ผ่านช่วงนี้ไปก่อนก็ได้ ฉันไม่รู้จะอธิบายเรื่องนี้ฟังยังไง แต่จะดีมากถ้าพี่เฟิงระวังตัว เวลาออกไปไหนมาไหนก็อย่าเพิ่งไปคนเดียว”
นัยน์ตาเหยี่ยวหลังแว่นไร้กรอบยิ่งอ่อนลงกว่าเดิมโดยที่หญิงสาวไม่ทันสังเกต ชายหนุ่มห้ามรอยยิ้มตัวเองไม่ได้ “ครับ พี่จะทำตามนั้น”
ซ่งอวิ๋นประหลาดใจ เขาเชื่อเธอง่าย ๆ แบบนี้เลยเหรอ “พี่เฟิงไม่ถามเหตุผลเหรอคะ”
“ไม่ครับ พี่เชื่อเหมือนที่เคยเชื่อ”
“อะไรนะคะ?” ร่างอ้อนแอ้นงุนงง เธอเคยเตือนเขาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
“ตอนนั้นเธอเด็กเกินไป เลยจำไม่ได้แล้ว” ชายหนุ่มดันแว่น ไม่ได้อธิบายเพิ่มเติม
ทุกคนต่างรู้ดีว่าตระกูลจ้าวเป็นตระกูลนักทำนาย ซ่งอวิ๋นก็ได้รับพรสวรรค์นั้นมาเช่นกัน ระหว่างที่เขากับแม่ไปอยู่ที่อาราม ไม่ได้อยู่เพียงวันสองวัน แต่อยู่บนนั้นเกือบสองเดือน มีหลายครั้งที่เธอทักขึ้นยามจะเกิดเรื่องร้าย ๆ แล้วสุดท้ายมันก็กลายเป็นเรื่องจริง
เขาเคยถามซ่งอวิ๋น รู้ได้อย่างไรว่าจะเกิดเรื่องพวกนั้นขึ้น เธอบอกเห็นจากในฝัน ครั้งนี้เขาเชื่อว่าเธอก็ต้องเห็นจากความฝันเช่นกัน
“ขอโทษนะคะ ฉันจำไม่ได้จริง ๆ”
“ไม่เป็นไรครับ จำไม่ได้ก็สร้างความทรงจำกันใหม่”
ซ่งอวิ๋น “...”
ทำไมเธอรู้สึกว่าพี่ชายข้าง ๆ ไม่ค่อยเหมือนในข่าวเท่าไหร่
ความคิดซ่งอวิ๋นหยุดชะงักเมื่อหางตาเหลือบไปเห็นใครบางคนที่เธอไม่อยากแม้แต่จะเห็นหน้า
“เป็นอะไรไป” เฟิงมู่หานหรี่ตาลง มองตามสายตาซ่งอวิ๋นก็เห็นว่าต้นเหตุที่ทำให้สีหน้าเธอเปลี่ยนไปเป็นใคร ซึ่งฝ่ายนั้นก็เห็นเขาแล้วเช่นกัน
ฉินชางเดินทางมาโรงพยาบาล หลังจากพ่อแจ้งเขาว่าปู่อาการทรุดหนัก ถูกหามส่งโรงพยาบาล ใครจะคิดว่าการมาครั้งนี้ทำให้เขาได้เจอกับศัตรูถึงสองคน เขาไม่รอช้า จ้ำอ้าวเข้าไปหาทั้งคู่โดยไม่ต้องหยุดคิด
“อาเล็กมาเยี่ยมคุณปู่เหรอครับ”
ซ่งอวิ๋นจับสังเกตทั้งคู่ รู้สึกว่าแววตาของชายหนุ่มสองคนนี้คล้ายคลึงกันหลายส่วน แต่พี่เฟิงดูอบอุ่นกว่าหลายเท่า
เฟิงมู่หานไม่มีแม้แต่ความอ่อนไหวในแววตา นิ่งสงบคล้ายทะเลสาบลึกไร้ก้น “ฉันมาทำธุระ เขาป่วยหนักเหรอ”
“ครับ ป่วยหนักเลย ถ้าเป็นไปได้อาเล็กก็ไปเยี่ยมท่านหน่อยนะครับ ท่านคิดถึงอาเล็กทุกวันเลย” พูดคำนี้ออกไป ฉินชางก็รู้สึกอยากอาเจียน
มีเขาคนเดียวที่รู้ว่าปู่ของเขาคาดหวังให้เฟิงมู่หานกลับมาเป็นหัวหน้าตระกูล เขาไม่มีทางยอมให้ตาแก่นั่นสมหวัง
“ไว้ฉันจะส่งของเยี่ยมไป” เฟิงมู่หานตอบเรียบ ๆ สำหรับเขาแล้ว ตระกูลฉินสร้างปัญหาให้เขาตั้งแต่เด็กจนโต
ตอนเด็ก ๆ เขาเคยหนีนักฆ่าหัวซุกหัวซุน ทนอยู่หลายปี สุดท้ายแม่ก็ต้องพาเขาหนีไปอยู่ต่างประเทศ ชีวิตถึงได้สงบขึ้นมาบ้าง ตอนนี้เขาโตแล้ว ไม่กลัวความตาย หากไม่หยุดยุแหย่หรือส่งพวกไร้ประโยชน์มาก่อกวน เขาคงต้องโต้กลับบ้างแล้ว
“แล้วนี่.. หน้าคุ้นจังเลย เหมือนเราเพิ่งเจอกันเมื่อวันก่อนใช่ไหมครับ” ฉินชางเลื่อนสายตากลับมาจับจ้องดวงหน้าขาวนวล
ชาติก่อนอีกฝ่ายเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ซ่งหว่านทุกข์ใจจนอาการป่วยทรุดลงเร็วกว่ากำหนด ชาตินี้เขาจะให้เธอชดใช้
“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ฉันจำไม่ได้” ซ่งอวิ๋นโคลงศีรษะ บางอารมณ์เธอก็อยากลุกขึ้นไปต่อยหน้าเขาให้รู้แล้วรู้รอด
ไอ้พระเอกโรคจิต! เธอจำขึ้นใจเลยว่าเขาเหี้ยมเกรียมขนาดไหน เสแสร้งอยู่ได้