เริ่มหางโผล่
เริ่มหางโผล่
ฉินชางยิ้มหัวเมื่อเห็นว่าซ่งอวิ๋นแสดงออกชัดเจนว่าไม่อยากเสวนากับเขา นับว่าสัญชาตญาณของผู้หญิงคนนี้ดีมาก
“ผมไปก่อนครับอาเล็ก ไม่รู้คุณปู่ตื่นหรือยัง” ชายหนุ่มกระชับเสื้อคลุมตัวนอก ก้มศีรษะเล็กน้อยตามมารยาท
เขาไม่สนใจว่าทั้งสองมาอยู่ด้วยกันได้อย่างไร ยังไงจุดจบทั้งคู่ก็ไม่พ้นปรโลก อยู่ที่ว่าใครจะไปก่อน ไปหลังก็เท่านั้น
นัยน์ตาคมหลังกรอบแว่นวาววับอันตรายขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนหายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนตระกูลฉินทั้งสายหลักสายรองไม่คิดปล่อยเขาไปจริง ๆ ทั้งที่เขาไม่ได้เติบโตในตระกูลฉิน แต่กลัวว่าเขาจะกลับไปยื้อแย่งทรัพย์สิน
ไม่สิ..พูดแบบนั้นไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะตอนแม่พาเขาออกจากบ้านฉิน ชายที่ได้ชื่อว่าพ่อยอมยกทรัพย์สินส่วนตัวให้ครึ่งหนึ่ง พวกนั้นอาจอยากให้เขากับแม่ตาย เพื่อหวังเอาทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาลกลับคืนไป
ชายหนุ่มดึงตัวเองออกจากห้วงความคิด มองเห็นความเย็นชาบนใบหน้าหวาน พานให้นึกถึงเด็กหญิงที่มักสวมชุดสัตว์ต่างหลากหลายชนิด ทว่าก็ขี้งอนเป็นอันดับหนึ่ง จึงเผลอพึมพำเบา ๆ
“หมวยน้อย”
“เอ๊ะ? พี่เฟิงว่าอะไรนะคะ” ซ่งอวิ๋นสะดุ้ง คิดว่าตัวเองหูฝาด ‘หมวยน้อย’ คำนี้คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยได้ยิน แต่เธอนึกไม่ออก
“เปล่าครับ” เฟิงมู่หานผ่อนลมหายใจเบา ๆ เด็กหญิงในความทรงจำน่ารักสดใสเหมือนน้องสาวตัวน้อยที่เขาอยากทะนุถนอมไว้กลางฝ่ามือ แต่ตอนนี้เธอโตแล้ว ไม่อาจสนิทสนมใกล้ชิดกันเหมือนแต่ก่อน
แต่เขาหวังว่าเธอจะใช้ชีวิตได้อย่างดี อยู่รอดและปลอดภัย ไม่ต้องเดินบนเส้นด้ายเหมือนกับเขา
ประตูห้องตรวจเปิดออกมาอีกครั้ง หนึ่งหญิงชราหนึ่งหญิงสาวประคองกันออกมา เฟิงมู่หานจึงเข้าไปรับมารดามานั่งด้วยกัน
“พี่ม่านย่าเป็นยังไงบ้างครับแม่”
“หมอบอกว่าตรวจละเอียดแล้ว อาการป่วยเกิดจากอาการตรอมใจ และหมดอาลัยตายอยาก ร่างกายเลยทรุดโทรม” หญิงชราเล่าให้ลูกชายฟัง แต่เห็นได้ชัดว่าตัวเธอเองก็ยังไม่เชื่อผลการวินิจฉัยของหมอ
ใช่ว่าหมอไม่เก่ง แต่ในตลาดมืดก็มียาบางตัวที่ทำให้คนค่อย ๆ ป่วยตายช้า ๆ ตรวจไม่เจอสาเหตุ เธอเชื่อว่าเป็นแบบนั้นมากกว่า
“แล้วต้องนอนโรงพยาบาลกี่วันครับ” ชายหนุ่มเก็บความสงสัยไว้ในใจ
“หมอบอกว่าจะให้นอนในโรงพยาบาลสักหนึ่งอาทิตย์ ร่างกายขาดน้ำด้วย” เฟิงเหมียนสงสารหลาน ความรักทำให้คนเราดวงตามืดบอด เธอเคยผ่านจุดนั้นมาก่อน ย่อมเข้าใจและไม่ตำหนิหลานสาวที่ทนอยู่จนตัวเองเกือบตายเช่นนี้
...
บ้านตระกูลซ่ง
ซ่งอวิ๋นกลับบ้านมาแล้วก็บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ผู้เฒ่าซ่งฟัง เพราะตอนออกจากบ้านเธอรีบร้อนมากจนคุณปู่เป็นห่วง ครั้นซ่งเต๋อทราบว่าโลกกลมเช่นนี้ เขาก็ทอดถอนใจออกมาหนึ่งคำรบ
“ชะตาชีวิตมนุษย์พัวพันยุ่งเหยิงเหมือนที่ย่าของหลานบอกไว้ มีเรื่องบังเอิญเกิดขึ้นมากมายในชีวิต” ชายชราปลงตก
“ค่ะ บางทีก็บังเอิญจนน่ากลัว”
“ได้เจอมู่หานแล้ว จำพี่เขาได้หรือยัง”
ซ่งอวิ๋นส่ายหน้าหวือ “นึกไม่ออกเลยค่ะ แต่ทำไมคุณปู่ไม่บอกก่อนล่ะคะว่าหนูเคยเจอเพื่อนคุณย่าด้วย”
“ก็เดาไว้ว่าเล่าไปหลานก็จำไม่ได้อยู่ดี แล้วหลานได้คุยแล้ว คิดว่าพี่เขาเป็นยังไง”
“ก็ดูใจดีนะคะ”
“ใจดี?” ซ่งเต๋อคิ้วกระตุก
เท่าที่รู้มา เจ้าเด็กเฟิงมู่หานห่างไกลคำว่าใจดีไปหลายขุม เขาโหดเหี้ยมและเด็ดขาด ประสบการณ์ถูกล่าสังหารตั้งแต่เด็กทำให้เขาต้องเข้มแข็ง บางครั้งตอนลั่นไกใส่มือสังหารก็ยังยิ้มอยู่
แต่ที่ตนไม่มองในแง่ลบเพราะเฟิงมู่หานไม่ได้เอาแต่ประโยชน์ส่วนตน หรือทำร้ายคนอื่นก่อน ไม่เหมือนลูกหลานคนอื่น ๆ ของเฒ่าฉิน
“ค่ะ พี่เฟิงใจดี เป็นกันเองมาก” แต่กับคนอื่นเธอไม่แน่ใจว่าเขาเป็นแบบนี้หรือเปล่า
เพราะเธอก็รับรู้ได้จากสัญชาตญาณว่าตอนคุยพระเอกนิยาย อารมณ์เขาไม่ได้นิ่งสงบอบอุ่นเหมือนสีหน้าและการแสดงออกภายนอก
“...” ผู้เฒ่าซ่งตงิดใจเล็ก ๆ แต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป
“หรือหนูควรอยู่ห่าง ๆ เขาไว้หรือเปล่าคะ” ซ่งอวิ๋นเกาแก้มเบา ๆ ด้วยความสับสน
“ไม่หรอก อันที่จริงมู่หานไม่ได้แย่อะไร” ผู้เฒ่าซ่งโบกมือปัด ตราบใดที่เจ้าเด็กมู่หานยังดีกับหลานสาวเขา และไม่ได้ทำอะไรล้ำเส้น การผูกมิตรไว้ไม่เสียหาย
...
สามวันต่อมา
เฟิงมู่หานไม่ได้ละเลยคำเตือนของซ่งอวิ๋น ส่งคนไปตรวจสอบตลอดเส้นทางขึ้นเขา แล้วเขาก็ได้เจอตอจริง ๆ
ตรงทางขึ้นสู่ยอดเขา มีกลุ่มคนติดอาวุธซุ่มรออยู่ไม่ต่ำกว่าสามสิบชีวิต หากเขาขับรถมาคนเดียว นักฆ่าพวกนี้ก็จู่โจมเขาได้สบาย ๆ
“ไม่จบไม่สิ้นจริง ๆ” เนื้อเสียงทุ้มเย็นเยือกชวนขนลุก “แย่งชิงกันแค่สองคนมันจืดชืดไปเหรอ หรือมันสนุกไม่พอเลยอยากดึงผมไปเข้าร่วมด้วย”
เดิมทีเขามีแผนจะบูรณะอารามร้างบนเขาตะวันตก เพราะเคยมาเที่ยวที่นี่แล้วรู้สึกชอบ ซึ่งตามแผนเขาตั้งใจจะขับรถมาดูอารามอีกครั้งในวันนี้ หากเขาไม่ฟังคำเตือนของหมวยน้อย ตอนนี้เขาคงเป็นศพอยู่บนเขาลูกนั้น เผลอ ๆ อาจเหลือแค่กระดูกเพราะถูกสัตว์ป่าล่าเนื้อลากไปกินอย่างเอร็ดอร่อย
ร่างสูงลุกขึ้นยืน สาวเท้าไปยืนริมหน้าต่าง ดวงตาราบเรียบไร้ระลอกคลื่นอารมณ์ แต่เขาตัดสินใจบางอย่างเด็ดขาดแล้ว
ในเมื่อเขาอยู่เฉย ๆ แล้วก็ยังมายุ่งวุ่นวายกับเขาไม่จบไม่สิ้น เขาก็จะเล่นด้วยสักหน่อย
ว่าไปแล้วก็อยากขอบคุณหมวยน้อย เธอช่วยชีวิตเขาอีกครั้ง เป็นดาวนำโชคในชีวิตเขาจริง ๆ
หญิงสาวผู้ได้รับตำแหน่งดาวนำโชคมาแบบงง ๆ ตอนนี้กำลังถูกฝึกหนัก
การฝึกทหารในสัปดาห์ที่สองโหดหินกว่าเดิม ซ่งอวิ๋นใจสู้ไม่ยอมแพ้ ในขณะที่เพื่อนปีหนึ่งหลายคนทนกับสภาพอากาศและความเหนื่อยล้าของร่างกายไม่ไหว
“อาอวิ๋น ถ้าไม่ไหวบอกฉันนะ เดี๋ยวฉันตะโกนบอกครูให้” ฟ่านเยว่กระซิบบอกเพื่อนสาวตัวเล็กกว่า
“ขอบใจนะ ฉันยังไหวอยู่” ซ่งอวิ๋นลอบปาดเหงื่อ หูได้ยินเสียงครูฝึกดังมาเป็นระยะ ๆ
กระทั่งถึงช่วงพักเที่ยง นักศึกษาปีหนึ่งพากันแบกร่างอิดโรยตรงไปยังโรงอาหาร บางคนขาสั่นพั่บ ๆ จนเพื่อนต้องเข้ามาช่วยกันพยุง
“เหนื่อยสุด ๆ นึกว่าสัปดาห์ที่สองจะเหนื่อยน้อยลง ที่ไหนได้ เหนื่อยกว่าเดิมอีก” หนานหรงบนกระปอดกระแปด ไม่เหลือท่าทางสุขุมใด ๆ อีกต่อไป
อาจเพราะตอนนี้เธอสบายใจขึ้นมาก แม่อยู่ในมือหมอ คุณยายว่าจ้างคนมาคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ต้องอยู่ในบ้านที่มีแต่ความอึดอัด หญิงสาวจึงเผยความสดใสออกมาให้เห็น
“แต่หรงหรงใจสู้มากนะ ฉันนึกว่าเธอจะทนไม่ไหวตั้งแต่เมื่อวาน” ฟ่านเยว่ชื่นชม
“ก็เกือบไม่ไหวจริง ๆ นั่นแหละ แต่ฉันอยากสู้กับตัวเองสักตั้ง สุดท้ายก็ผ่านมาได้”
“ฉันนี่สิ ทนได้ไม่เกินครึ่งวันก็จะเป็นลมแล้ว อ่อนแอเกินไปจริง ๆ” เฉียวอันฉีทำหน้าเซ็ง
“แต่เธอแข็งแรงขึ้นนะ วันแรกเธอทนได้แค่ชั่วโมงเดียวเอง” ฟ่านเยว่ตบไหล่อีกฝ่ายอย่างให้กำลังใจ
“ขอบใจนะอาเยว่” เฉียวอันฉีพยายามอย่างหนักที่จะทำตัวกลมกลืนกับเพื่อนอีกสองคน เพราะหลายวันที่ผ่านมาเธอรู้สึกได้ว่าตัวเองเหมือนแกะดำ ความสนิทสนมกับซ่งอวิ๋นก็คล้ายว่าจะไม่แน่นแฟ้นเหมือนแต่ก่อน
เธอไม่เข้าใจว่าตัวเองทำพลาดตรงไหน ทั้งที่ทุกอย่างก็ดูปกติดีแท้ ๆ
“จริงสิ ฉันเปลี่ยนแซ่แล้วนะ ตอนนี้ฉันชื่อ ‘เฟิงหรง’ ไม่ได้ใช้แซ่หนานแล้ว”
“เฟิงหรงเป็นชื่อที่ดีฉันชอบนะ” ซ่งอวิ๋นหลีกเลี่ยงไม่แตะจุดอ่อนไหวของเพื่อน
“ใช่ไหม ฟังดูดีใช่หรือเปล่า”
“ดีมาก ฉันก็ชอบเหมือนกัน” ฟ่านเยว่ไม่รู้เรื่องส่วนตัวของเฟิงหรงเท่าไหร่ แต่ดูจากเรื่องที่เกิดขึ้นตอนเปิดเรียนวันแรก เธอก็พอเดาออกว่าอะไรเป็นอะไร
“แซ่เฟิงเหรอ.. อย่าบอกนะว่าเธอเป็นญาติกับประธานเฟิงมู่หานคนนั้น” เฉียวอันฉีไม่ได้ใส่ใจเบื้องลึกเบื้องหลังเกี่ยวกับการเปลี่ยนแซ่ครั้งนี้ แต่หากอีกฝ่ายเป็นญาติประธานเฟิงจริง ๆ บางทีเธอกับเฟิงหรงอาจจะได้เป็นญาติเกี่ยวดองในอนาคต
“อื้ม เขามีศักดิ์เป็นน้าของฉัน” เฟิงหรงตอบแล้วก็หันไปหาซ่งอวิ๋น “จริงสิ น้าเล็กโทรมาบอกว่าวันนี้เขาจะเลี้ยงข้าวอาอวิ๋นเป็นการตอบแทน ฉันละอยากรู้จริง ๆ ว่าตอบแทนเรื่องอะไร เล่ามาเดี๋ยวนี้เลย”
“แค่ช่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ได้สำคัญอะไรเลย” ซ่งอวิ๋นโล่งใจ แสดงว่าเขาต้องไปตรวจสอบจนรู้บางอย่าง ไม่งั้นคงไม่พูดถึงการตอบแทน
“เธอรู้จักประธานเฟิงด้วยเหรอ ไม่เห็นเคยเล่าให้ฉันฟังบ้างเลย” เฉียวอันฉีพยายามรักษารอยยิ้มบนใบหน้าให้เป็นธรรมชาติ
“อื้ม แม่ของเขาเป็นเพื่อนกับคุณย่า เราเคยเจอกันตอนเด็ก ๆ ฉันเองก็จำไม่ค่อยได้หรอก เพิ่งมาเจอกันอีกครั้งเมื่อวันเสาร์นี่เอง” ซ่งอวิ๋นคิดว่าเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องปิดบัง
ซึ่งเธอมองเห็นอารมณ์รุนแรงในแววตาอันฉีวูบหนึ่ง เพราะอีกฝ่ายปกปิดมันไว้ไม่อยู่
“งั้นก็พอดีเลย แนะนำให้ฉันรู้จักเขาหน่อยได้ไหม แม่ของฉันอยากนัดบอดให้ฉันไปทำความรู้จักกับเขา ถ้าพอเป็นไปได้ก็อาจจะหมั้นไว้ก่อน แต่ฉันไม่อยากนัดบอดกับคนที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตา”
“น้าเล็กของฉันเนี่ยนะนัดบอด แค่ทำงานเขาก็แทบไม่มีเวลาพักแล้วนะ” เฟิงหรงงุนงง ไม่ได้ตั้งใจหักหน้าเพื่อน แต่เธอสงสัยจริง ๆ “อีกอย่างเราก็เพิ่งเรียนปีหนึ่ง จะรีบนัดบอดทำไม”
เฉียวอันฉีกำกางเกงทหารจนมันยับย่น “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แม่ของฉันจัดการเรื่องนี้ ฉันเองก็ลำบากใจ”
ไม่เลย เธอไม่ได้ลำบากใจเธอชอบประธานเฟิงเพราะเขาเก่งกาจตั้งแต่อายุยังน้อย แถมยังหล่อเหลา เธอไม่อยากให้ซ่งอวิ๋นปาดหน้าได้ผู้ชายดี ๆ แบบนั้นไป