อิจฉา
อิจฉา
“ถ้างั้นฉันจะลองโทรถามน้าเล็กก่อนนะ ฉันเกรงใจ ไม่กล้าพาใครไปแนะนำมั่ว ๆ”
“โธ่ ฉันไม่ใช่คนอื่นสักหน่อยนี่นา” เฉียวอันฉีแสร้งทำปากยื่นกระเง้ากระงอด แม้ในใจร้อนระอุดุจไฟแผดเผา
“แน่นอน เธอเป็นเพื่อนฉัน แต่ขอโทษจริง ๆ อันฉี น้าเล็กไม่เหมือนคนอื่น เขาค่อนข้างเข้มงวดกับตัวเอง แล้วก็รักความเป็นส่วนมาก ๆ ถ้าไม่ถามก่อน เดี๋ยวจะมีปัญหาอีก” เฟิงหรงลำบากใจ ถึงเธอจะเจอน้าเล็กไม่กี่วัน แต่เธอสัมผัสได้ว่าเขาไม่ใช่คนง่าย ๆ อะไรก็ได้ เขาใจดีกับเธอ แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอจะไม่รู้จักขอบเขต
อย่างไรเขาก็มีตำแหน่งประธานเฟิงกรุ๊ป แถมยังมีคนคิดร้ายกับเขา ไม่แปลกถ้าต้องระวังตัวทุกฝีก้าว
“อื้ม ฉันเข้าใจ เธอโทรถามก่อนก็ได้” เฉียวอันฉีแย้มยิ้มตาหยี ราวกับเข้าอกเข้าใจดีทุกอย่าง ทว่ากางเกงฝึกทหารถูกเจ้าตัวกำแน่นขึ้นกว่าเดิมจน ข้อนิ้วกลายเป็นสีขาวซีด
ฟ่านเยว่ขมวดคิ้ว เพราะเธอนั่งอยู่ฝั่งเดียวกับเฉียวอันฉี จึงเห็นทุกอย่างอยู่ในสายตา อาจต้องหาโอกาสเตือนซ่งอวิ๋น เพราะเท่าที่สังเกต เฉียวอันฉีทำตัวแปลก ๆ หลายรอบแล้ว
ที่ผ่านมาเธอพยายามมองข้าม และบอกตัวเองว่าเธอคิดมากเกินไป ซ่งอวิ๋นและเฉียวอันฉีเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่เด็ก ๆ จะอิจฉากันไปทำไม แต่นับวันเธอยิ่งพบว่ามันชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ หากไม่เตือนซ่งอวิ๋นไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจเกิดปัญหาใหญ่ในอนาคต
เฟิงหรงไม่รอช้า โทรหาผู้มีศักดิ์เป็นน้าทันที เสียงสัญญาณรอสายดังขึ้นไม่กี่ครั้ง เฟิงมู่หานก็รับสายทันที
“พี่หานคะ วันนี้ที่จะนัดอาอวิ๋นไปทานข้าว มีเพื่อนคนอื่น ๆ อยากจะไปด้วยได้ไหมคะ”
“อืม มากันหลาย ๆ คนก็ได้ ถือว่าพี่เลี้ยงข้าวเพื่อนอาหรง” เฟิงมู่หานไม่ทราบจุดประสงค์ คิดเพียงว่ามากันหลายคนซ่งอวิ๋นจะได้ไม่อึดอัด ที่สำคัญเขายังได้รู้ว่าเพื่อนแต่ละคนของหลานสาวเป็นคนแบบไหน ถ้ามีอะไรแปลก ๆ จะได้เตือนเธอไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ
เห็นแบบนั้นเฟิงหรงเข้าสังคมไม่เก่งเลยสักนิด บางครั้งก็ยังมีมุมไร้เดียงสา ตามคนอื่นไม่ค่อยทัน
“ได้จริง ๆ ใช่ไหมคะ พี่ลำบากใจหรือเปล่า”
“ไม่ครับ”
หญิงสาวโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง “เอ่อ คือว่าฉันอยากถามอีกเรื่องค่ะ ช่วงนี้พี่ได้คุยเรื่องนัดบอดกับคุณยายบ้างหรือเปล่าคะ”
“เปล่าครับ แม่ไม่เคยเร่งรัดให้พี่แต่งงาน อาหรงมีอะไรหรือเปล่า?” ชายหนุ่มรู้สึกตงิดใจเล็กน้อย เขาไม่ได้โง่ บางทีการที่เพื่อนของเฟิงหรงอยากมาด้วย อาจมีจุดประสงค์อื่น
“เข้าใจแล้วค่ะ เดี๋ยวฉันส่งวีแชทไปบอกนะคะว่าอาอวิ๋นเลือกร้านไหน” เฟิงหรงได้ยินดังนั้นก็เข้าใจ จึงเปลี่ยนเรื่องและวางสายทันที
แน่นอนว่าหลังจากวางสาย เธอพิมพ์อธิบายเรื่องราวให้เฟิงมู่หานรับรู้คร่าว ๆ
“น้าเล็กของเธอบอกว่าไงบ้าง” ฟ่านเยว่โคลงศีรษะ ถามแทนเฉียวอันฉีที่จิกทึ้งกางเกงจนแทบจะขาดคามือ
“น้าเล็กบอกว่าไปกินข้าวด้วยกันได้ แต่ว่า..” หญิงสาวเกาแก้มพลางยิ้มให้กำลังใจเพื่อน “ยายของฉันไม่เคยเร่งรัดเรื่องแต่งงาน เรื่องนัดบอดเขาน่าจะยังไม่รู้เรื่องเลย บางทีแม่ของฉีฉีอาจจะเปรย ๆ ไว้เท่านั้น เธอก็ไม่ต้องลำบากใจไปนะ”
เฟิงหรงเข้าใจไปว่าเพื่อนของเธอเองไม่ได้อยากนัดบอด ได้ยินแบบนี้ก็น่าจะสบายใจขึ้น แต่คนฟังรู้สึกแสบร้อนใบหน้าและอับอายราวกับถูกตบกลางสี่แยกไฟแดง
“ขอบใจนะหรงหรง”
“อื้ม เรื่องเล็กน้อย จริงสิ อาเยว่ไปด้วยกันนะ ฉันบอกพี่หานไปแล้วว่าเพื่อน ๆ จะไปด้วย”
“จริงเหรอ แต่ไปกันหลายคน เกรงใจน้าเล็กของเธอนะ”
“ไม่เป็นไรเลย เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาหรอก” เฟิงหรงพยักหน้าอย่างมั่นใจ แม้ตอนนี้จะขาดความอบอุ่น ทว่าตั้งแต่เล็กจนโต สิ่งที่เธอไม่เคยขาดคือเงิน
“งั้นไม่เกรงใจนะ”
ซ่งอวิ๋นฟังเพื่อนพูดคุยตกลงกัน พลางเคี้ยวข้าวตุ้ย ๆ โดยไม่แสดงความคิดเห็นใด ๆ ไม่สนใจด้วยว่าเฉียวอันฉีจะคิดอะไรอยู่ในใจ เธอเหนื่อยตั้งแต่เช้า ต้องการเติมพลังเพื่อรับมือกับความเหนื่อยล้าในช่วงบ่าย
“อาอวิ๋น พี่หานถามว่าเธออยากกินอะไร ให้เธอเลือกร้านได้เลยนะ”
“หม้อไฟก็ได้ ช่วงนี้พวกเราเหนื่อย เสริมโปรตีนเยอะ ๆ ก็ดีเหมือนกัน แต่ฉันไม่รู้ว่าร้านไหนอร่อย เรื่องนี้ต้องพึ่งอาเยว่แล้วนะ”
ฟ่านเยว่ตบอกตนเองแรง ๆ ทันที “เชื่อใจได้เลย รับรองว่าร้านนี้น้ำซุปเข้มข้น เผ็ดร้อนกำลังดี”
...
หลังการฝึกทหารจบลงในช่วงเย็น ซ่งอวิ๋นก็กลับหอพักไปจัดการธุระส่วนตัว ขณะออกจากห้องน้ำ เธอพบซ่งหว่านและหนานชิวเดินสวนเข้ามาพอดี
เธอทำเหมือนมองไม่เห็น ตั้งใจจะออกไปเงียบ ๆ ที่ผ่านมาก็เป็นเช่นนี้ เพราะอีกฝ่ายไม่ได้เข้ามายุ่งวุ่นวายกับเธออีกเลยตั้งแต่ถูกเรียกเข้าห้องกิจการนักศึกษาคราวก่อน ทว่าวันนี้หนานชิวกลับเดินมาดักหน้าเธอ
“เดี๋ยวก่อนซ่งอวิ๋น ฉันมีเรื่องจะถาม”
“หืม?” ร่างอ้อนแอ้นเลิกคิ้วขึ้นสูง
เห็นสายตาเย็นชาของซ่งอวิ๋นแล้ว หนานชิวรีบออกตัวทันที “ฉันไม่ได้มาหาเรื่อง แค่อยากรู้ว่าตอนนี้หนานหรงเป็นยังไงบ้าง”
แม้ตอนนี้แม่ของเธอจะกลายเป็นเบอร์หนึ่ง แต่หลังจากหย่าขาด เฟิงม่านย่าได้ทรัพย์สินไปมากมายขนาดนั้น ทำให้เธอไม่พอใจอย่างมาก แต่เธอไม่กล้าก่อเรื่องในรั้วมหาวิทยาลัย หมายใจว่าอยู่นอกสถานศึกษาเมื่อไหร่ ต้องปะทะกันสักรอบ
“พ่อแม่หย่ากัน อาหรงต้องไม่สบายใจอยู่แล้ว แต่ก็ดูสดใสกว่าเดิมนะ บ้านเฟิงดีมากเหมือนกัน”
“ก็ต้องสดใสสิ ได้ไปเยอะขนาดนั้น” หนานชิวพึมพำสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจ คิดถึงเรื่องนี้ทีไรเธอก็ยังโมโหไม่หาย
“ฉันไม่เข้าใจว่าเธอพูดถึงอะไร แต่ไม่ต้องห่วง อาหรงจะมีความสุขขึ้นเรื่อย ๆ แน่นอน สภาพแวดล้อมในบ้านเฟิงดีมาก อาหรงไม่อึดอัดเลย”
“หมายความว่ายังไง” หนานชิวถลึงตาใส่ซ่งอวิ๋น เพราะรู้สึกว่าในคำพูดเหล่านั้นแฝงการประชดประชัน ทำนองว่าอยู่บ้านหนานอึดอัดไม่มีความสุข เพราะมีเธอกับแม่เข้ามา
“เสี่ยวชิวอย่าโมโหเลย คุณซ่งก็อย่าถือสาเลยนะ อาชิวเข้ามาถามเพราะมีเจตนาดี ไม่ได้ตั้งใจมาหาเรื่องจริง ๆ” ซ่งหว่านกอดแขนเพื่อน ช่วยออกตัวไกล่เกลี่ย ในสายตานักศึกษาร่วมหอที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างรู้สึกดีกับซ่งหว่าน
“ฉันหมายความตามที่พูด ถ้าใจคนฟังไม่อคติ ก็จะไม่ตีเจตนาฉันไปเป็นอย่างอื่น อีกอย่างอาหรงเปลี่ยนแซ่แล้ว เรียกให้ถูกต้องดีกว่า” ซ่งอวิ๋นยิ้มตาใส
“อย่ามาเฉไฉ ฉันดูออกว่าเธอตั้งใจค่อนแคะ”
“อาชิว..”
“ฉันว่าตัวเองพูดออกไปชัดเจนตรงไปตรงมา เธอเป็นคนเข้ามาถามเอง ถ้าเธอไม่พอใจฉันก็ช่วยอะไรไม่ได้จริง ๆ” ซ่งอวิ๋นไหวไหล่ไม่ยี่หระ เมินเฉยการมีอยู่ของซ่งหว่านโดยสมบูรณ์ จากนั้นหญิงสาวก็เดินเลี่ยงออกมา
ดวงตาซ่งหว่านวาววับขึ้นมาวูบหนึ่ง อีกฝ่ายทำเหมือนเธอเป็นธาตุอากาศ ไร้ซึ่งตัวตนใด ๆ คนที่สามารถยั่วยุอารมณ์เธอได้มีแค่ซ่งอวิ๋นจริง ๆ
...
ร้านหม้อไฟตั้งอยู่ริมถนนไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยชิงหวา ตัวร้านไม่ได้หรูหราใหญ่โตนัก แต่หน้าร้านกลับสว่างไสวด้วยป้ายไฟสีแดงและตัวอักษรจีนขนาดใหญ่ ประตูกระจกเปิดปิดแทบตลอดเวลา เพราะมีนักศึกษาเดินเข้าออกไม่ขาดสาย
ทันทีที่กลุ่มของซ่งอวิ๋นก้าวเข้าไป กลิ่นหอมของน้ำซุปและเครื่องเทศก็ลอยมาต้อนรับ เสียงน้ำซุปเดือดปุด ๆ ดังปะปนกับเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะของลูกค้าตามโต๊ะ หม้อทรงกลมตั้งอยู่กลางโต๊ะแทบทุกตัว ไอร้อนบาง ๆ ลอยขึ้นเหนือหม้อจนทำให้บรรยากาศภายในร้านอบอุ่นและคึกคัก
พนักงานเดินขวักไขว่ระหว่างโต๊ะพร้อมถาดวัตถุดิบ ทั้งเนื้อสไลซ์ ผัก เห็ด เต้าหู้ และเส้นชนิดต่าง ๆ เมื่อประตูเปิดออกอีกครั้ง ลมเย็นจากด้านนอกก็พัดเข้ามาพร้อมเสียงรถยนต์และเสียงผู้คนจากถนน
“แค่ได้กลิ่นก็หิวแล้ว” ซ่งอวิ๋นลูบท้องป้อย ๆ
“จริงด้วย ฉันก็หิวเหมือนกัน รีบไปกันเถอะ พี่เฟิงรออยู่ที่โต๊ะแล้ว” เฟิงหรงเดินนำเพื่อน ๆ ไปยังโต๊ะด้านในสุด
เฉียวอันฉีดวงตาเป็นประกาย หัวใจเต้นแรงทันทีที่ได้เห็นประธานเฟิง ความรู้สึกเสียหน้าเมื่อตอนกลางวันหายวับไปกับตา เขาสวมเสื้อยืดสีขาว และกางเกงขายาวสบาย ๆ บรรยากาศรอบกายเขาดูอบอุ่นและเข้าถึงง่ายกว่าที่คิด
“พี่หานรอนานหรือเปล่าคะ นี่เพื่อน ๆ ของฉันเอง”
“ไม่นานหรอก พี่เพิ่งมาถึงเหมือนกัน” นัยน์ตาคมดุจเหยี่ยวเลื่อนไปมองเพื่อน ๆ ของหลานสาวอย่างประเมิน เพียงแวบเดียวก็รู้ทันทีว่าคนที่พูดถึงการนัดบอดเมื่อตอนกลางวันเป็นใคร
“สวัสดีค่ะพี่เฟิง ฉันชื่อเฉียวอันฉีนะคะ” เฉียวอันฉีแนะนำตัวอย่างขัดเขิน ใบหน้าร้อนผะผ่าว
“ฉันฟ่านเยว่ค่ะ”
“ครับ นั่งกันตามสบายนะ อยากกินอะไรสั่งเลย” ชายหนุ่มหันไปหาซ่งอวิ๋นก็เห็นเธอนั่งลงและส่งยิ้มทักทาย “อาอวิ๋นยังชอบไส้เป็ดอยู่หรือเปล่าครับ พนักงานบอกว่าไส้เป็นที่นี่อร่อยมาก”
“จริงเหรอคะ ของชอบเลยค่ะ ขอสามถาดนะคะ” ซ่งอวิ๋นไม่ทันสังเกตว่าเขาจำอาหารที่เธอชอบได้ด้วย
“ได้ครับ เท่าไหร่ก็ได้”
เฉียวอันฉีขบกรามแน่น ดวงตาหม่นลงทันทีเมื่อเห็นว่าน้ำเสียงยามเขาพูดคุยกับซ่งอวิ๋นดูอ่อนลง แววตาก็นุ่มนวลกว่าเดิมอย่างชัดเจน ทำไมซ่งอวิ๋นถึงแย่งสิ่งที่เธอชอบตลอด
ซ่งอวิ๋นชะงักไปเมื่อรู้สึกว่าเฉียวอันฉีจ้องเธอนานเป็นพิเศษ “มีอะไรหรือเปล่า ไม่สั่งอาหารเหรอ”
“เปล่า ฉันกำลังคิดอยู่ว่าจะกินอะไรดี เธอชอบเส้นมันเทศนี่นา เดี๋ยวฉันสั่งให้นะ” เฉียวอันฉีปรับอารมณ์ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เฟิงมู่หานหรี่ตาลง เขาสังเกตเห็นทุกอย่างอยู่ในสายตา ทำไมซ่งอวิ๋นถึงเก็บงูพิษไว้ข้างกาย
สวัสดีวันแม่นะคะ ขอให้คุณรี้ดมีช่วงเวลาดีๆกับครอบครัวนะคะ