LNCrawler

ตงิดใจ

คุณหนูใหญ่ซ่งอวิ๋น — novel.dek d.com · All chapters

ตงิดใจ

เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฟิงมู่หานเข้ากับเพื่อนของหลานสาวได้เป็นอย่างดี ด้วยความที่อายุไม่ได้ห่างกันมากนัก ไม่ว่าพวกเธอถามอะไร เขาก็ตอบได้โดยที่ไม่ทำให้เสียบรรยากาศ แม้บางครั้งจะรู้สึกว่าเฉียวอันฉีพยายามทอดสะพาน แต่เขาก็แสร้งมองไม่เห็น

“พี่เฟิงขึ้นเป็นประธานเฟิงกรุ๊ปทั้งที่อายุยังน้อยแบบนี้ แรงกดดันสูงหรือเปล่าคะ พี่กำลังเรียนต่อปริญญาโทด้วย เป็นฉันคงไม่ไหวแน่ ๆ” ฟ่านเยว่ถามอย่างนับถือ

“กดดันครับ มีปัญหามาให้แก้เสมอ แต่มันสนุกนะ ได้ท้าทายตัวเองทุกวัน” ชายหนุ่มพยักหน้ายอมรับว่าภาระหน้าที่ที่เขาแบกอยู่ตอนนี้ค่อนข้างได้รับแรงกดดันสูง แต่ไม่ได้หนักหนาถึงขั้นเก็บมาเครียด

“สุดยอดเลยค่ะ ฉันอยากเก่งเหมือนพี่เฟิงบ้าง สอนฉันหน่อยได้ไหมคะ” เฉียวอันฉีกะพริบตาปริบ ๆ ดูน่ารักและไร้เดียงสาในเวลาเดียวกัน

“ตั้งใจเรียน อ่านหนังสือเยอะ ๆ แต่ไม่ต้องกดดันตัวเองเกินไป ถ้าทำเพราะชอบ เราจะสนุกไปกับมัน” ชายหนุ่มเมินเฉยต่อท่าทางออดอ้อนของอีกฝ่าย แนะนำอย่างเป็นจริงเป็นจัง

พอเห็นว่าเขาไม่มีท่าทีว่าจะสนใจตน เฉียวอันฉีก็เริ่มหน้าม้าน ตอนนี้สายตาเฟิงมู่หานวนเวียนอยู่กับซ่งอวิ๋น ทำราวกับกำลังมองของล้ำค่าที่ไม่ต้องการให้ใครมาแตะต้อง ซ่งอวิ๋นมีดีอะไร ไม่ต้องพยายามก็แย่งของที่เธอชอบเสมอ

“ให้ตายสิอาอวิ๋น เธอมาเพื่อกินจริง ๆ นะ ไม่พูดไม่จาสักคำ” เฟิงหรงอ่อนอกอ่อนใจ ไม่ว่าใครคุยอะไรกัน เพื่อนคนสวยของเธอก็ตักอาหารเข้าปากไม่พูดไม่จา บางครั้งก็จะเงยหน้าขึ้นมาพยักหน้าเห็นด้วยตามมารยาท เท่านั้นจริง ๆ

“ต้องโทษที่หม้อไฟร้านนี้เข้มข้นเกินไป” ซ่งอวิ๋นกลั้วหัวเราะจนดวงตาหยีลงเป็นรูปจันทร์เสี้ยว อันที่จริงนอกจากหิวและอร่อย เธอยังรู้สึกว่าต้องกินให้คุ้ม เพราะพี่เฟิงเลี้ยงอาหารตอบแทนทั้งที เจ้าภาพจะได้ไม่เสียน้ำใจ

เฟิงมู่หานใจกระตุกแรง หูได้ยินเสียงหัวใจตัวเองชัดเจนอย่างน่าประหลาด เป็นความรู้สึกปั่นป่วนที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน ชายหนุ่มรีบสลัดมันออกไป แต่ยิ่งพยายาม รอยยิ้มและดวงตาดอกท้อของอีกฝ่ายก็วนเวียนอยู่ในสมองราวกับถูกเธอสะกดจิต

“อยากกินอะไรสั่งเพิ่มได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจพี่”

“ไม่เป็นไรค่ะพี่เฟิง เท่านี้ก็กินแทบไม่หมดแล้ว” ซ่งอวิ๋นส่ายหน้าหวือ ถ้าเขายังสั่งเพิ่ม เธอท้องแตกแน่ ๆ

ฟ่านเยว่ยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม เธอมองออกว่าตอนนี้สถานการณ์ยุ่งเหยิง เฉียวอันฉีปักใจกับพี่เฟิง ในขณะที่พี่เฟิงมีซ่งอวิ๋นอยู่ในสายตาตลอดเวลา อาจยังไม่ถึงขั้นรักปักอก แต่ชอบแล้วแน่นอน

ในทางกลับกัน ซ่งอวิ๋นไม่รู้อะไรเลย ในสายตาเพื่อนของเธอมีแต่อาหารเท่านั้น หากถามว่าเธอทราบได้อย่างไร นั่นเพราะเธอมีแฟนที่คบกันมาตั้งแต่มัธยม แค่อาศัยประสบการณ์ มองออกไม่ยากนัก

...

มื้ออาหารจบลงภายในเวลาสองชั่วโมง เฟิงมู่หานขับรถไปส่งหลานสาวและเพื่อน ๆ ด้านหน้ามหาวิทยาลัย ก่อนซ่งอวิ๋นลงจากรถ เขาไม่ลืมขอช่องทางติดต่อซ่งอวิ๋นไว้

ซ่งอวิ๋นนิ่งคิดเล็กน้อย ก็ส่งไอดีวีแชทให้เขา อย่างไรสองตระกูลก็เป็นเพื่อนกันมาก่อน แลกช่องทางการติดต่อไว้ วันหน้าถ้าเธอต้องการความช่วยเหลือ พี่เฟิงคงไม่ปฏิเสธ

ครั้นหญิงสาวลงจากรถ เฟิงมู่หานยกมือตบหน้าอกตนเองเบา ๆ ใจมันเต้นแรงไม่ยอมสงบลงเสียที แน่นอนว่าเขาไม่ไร้เดียงสาถึงขั้นไม่รู้ว่าสิ่งนี้คืออะไร แต่เขาพยายามปฏิเสธตัวเอง ด้วยรู้สึกว่าซ่งอวิ๋นยังอายุน้อยไปหน่อย

ซ่งอวิ๋นเดินลูบท้องกลับหอพัก ความสุขเผยออกมาผ่านดวงตาดอกท้อ ฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี ทำให้เฉียวอันฉีหงุดหงิดกว่าเก่า

“มีความสุขมากเลยเหรอ”

“ได้กินของอร่อย เธอไม่มีความสุขเหรอ” รอยยิ้มหายวับไปจากใบหน้ารูปไข่ หัวคิ้วขมวดมุ่น เธอรู้สึกว่าวันนี้เฉียวอันฉีเก็บอารมณ์แทบไม่ได้เลย ทั้งที่ปกติแสดงตบตาได้อย่างแนบเนียนมากแท้ ๆ

เฟิงหรงและฟ่านเยว่มองหน้ากันแวบหนึ่ง ฝ่ายหนึ่งงุนงง ฝ่ายหนึ่งราวกับเข้าใจในอะไรบางอย่าง

“อ่าวเหรอ ฉันนึกว่าเธอมีความสุขเรื่องอื่นเสียอีก” เฉียวอันฉีหัวเราะไร้อารมณ์

“เรื่องอื่น? เช่นอะไรล่ะ ฉันคิดไปเองหรือเปล่าว่าเธออารมณ์ไม่ดี เมื่อก่อนเธอไม่เคยเป็นแบบนี้นะ ประจำเดือนมาเหรอ” ซ่งอวิ๋นเตือนสติให้อีกฝ่ายรีบเก็บหางกลับไปเสีย

เธอไม่สนใจว่าต้นเหตุที่ทำให้อีกฝ่ายหันมาค่อนแคะเธอคืออะไร แต่อันฉีควรตบตาต่อไป เธอยังไม่ยังไม่อยากตีงูในตอนนี้

เฉียวอันฉีหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง รีบสะกดกลั้นอารมณ์พลุ่งพล่านในอก “ประจำเดือนจะมาจริง ๆ นั่นแหละ ขอโทษนะอาอวิ๋น ฉันเห็นเธอสนิทกับพี่เฟิงแล้วหงุดหงิด”

“ทำไมล่ะ” ซ่งอวิ๋นแล่นเรือตามน้ำ ขาเรียวก้าวฉับ ๆ ตรงไปยังลิฟต์ของหอพัก ขณะที่ฟ่านเยว่และเฟิงหรงฟังเงียบ ๆ

“ก็ฉันหวงนี่นา ยังไม่อยากให้เธอมีแฟนตอนนี้” เฉียวอันฉีกอดแขนซ่งอวิ๋นแล้วเขย่าเบา ๆ “ขอโทษนะ เมื่อกี้ฉันเผลอใส่อารมณ์เกินไป อย่าโกรธเลยนะ น้า นะ ๆ”

คิ้วสวยได้รูปกระตุกเบา ๆ ถือว่าอีกฝ่ายหัวไวใช้ได้ เลือกสิ่งนี้มาเป็นข้ออ้าง แต่ว่า “แฟนอะไร ฉันจะไปมีแฟนตั้งแต่เมื่อไหร่ อีกอย่างฉันไม่ได้โกรธเธอนะ ฉันแค่ไม่เข้าใจ”

เธอเองยังไม่รู้ แล้วเฉียวอันฉีไปเอาความคิดไร้สาระนี้มาจากไหน สำหรับเธอแล้ว ความรักยังห่างไกลเกินไป เธอตั้งใจจะขึ้นเป็นหัวหน้าตระกูลซ่ง และมีจุดมุ่งหมายเป็นประธานซ่งกรุ๊ป ดังนั้นสามีในอนาคตเธอย่อมต้องแต่งเข้าตระกูลซ่ง

ผู้ชายดี ๆ ว่าหายากแล้ว การหาผู้ชายที่จะยอมแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิงเพราะรักจากใจจริงก็ยิ่งยากไปใหญ่ ด้วยเหตุนี้เธอจึงตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ถ้าชาตินี้ไม่มีผู้ชายแบบนั้น เธอก็จะไม่แต่งงาน

“นั่นสิ แฟนไหน ทำไมฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลย” เฟิงหรงเอียงคออย่างประหลาดใจ

“ช่างเถอะ เอาเป็นว่าอย่าเพิ่งมีใครนะ ฉันไม่อยากเห็นเธอโดนหลอก ไม่ว่าผู้ชายพวกนั้นจะเข้ามาในรูปแบบไหน เธอปฏิเสธไปให้หมดเลยนะ” ถ้าเธอไม่ได้ อีกฝ่ายก็ต้องไม่ได้

ยิ่งซ่งอวิ๋นไม่รู้ตัวว่าเฟิงมู่หานสนใจนี่แหละดี เธอจะได้ควบคุมง่ายหน่อย

“แปลก ๆ นะเธอเนี่ย มาหวงฉันทั้งที่ตัวเองก็ต้องนัดบอด” ซ่งอวิ๋นไม่ตกลงหรือปฏิเสธ รู้สึกว่าที่อีกฝ่ายกำลังพูดนั้นไร้สาระ

“ตอนนี้ฉีฉีสบายใจได้แล้ว น้าของฉันบอกแล้วว่าไม่ได้นัดบอด แล้วก็ไม่คิดจะทำอะไรแบบนั้นด้วย บางทีผู้ใหญ่อาจจะสื่อสารกันผิดพลาด” เฟิงหรงตบบ่าเฉียวอันฉีเบา ๆ

ฟ่านเยว่ที่เงียบมาตลอดทางถึงกับพูดไม่ออก เฟิงหรงหน้าตาน่ารัก มีความไร้เดียงสา ภาพลักษณ์สงบนิ่งและสุขุมเป็นเพียงเปลือกนอกที่ห่อหุ้มความอ่อนแอภายใน

“อื้ม ฉันสบายใจขึ้นแล้วละ” เฉียวอันฉีแทบจะกัดฟันพูด เธอหันไปมองซ่งอวิ๋น อยากโน้มน้าวให้อีกฝ่ายรับปาก แต่พวกเราเดินมาถึงห้องพักพอดี จึงต้องกลืนความรู้สึกทั้งหมดลงท้องไป

...

การฝึกทหารอันแสนทรหดตลอดสามสัปดาห์เดินทางมาถึงวันสุดท้าย เสียงนกหวีดดังขึ้นสั้น ๆ ทุกคนยืดตัวตรงโดยอัตโนมัติ ราวกับร่างกายจดจำคำสั่งได้เองแล้ว

ลมอ่อนพัดผ่านธงชาติ เสียงผ้าสะบัดเบา ๆ ปะปนกับเสียงรองเท้ากระทบพื้นเป็นจังหวะเดียวกัน คำสั่งของครูฝึกยังคงหนักแน่น แต่วันนี้กลับฟังดูต่างจากเดิมเล็กน้อย ไม่มีความกดดันเข้มงวดเหมือนวันแรก มีเพียงความจริงจังที่เจือด้วยความพอใจ

หยดเหงื่อไหลลงมาตามกรอบหน้า ซ่งอวิ๋นยืนนิ่งกลางแถว แม้ขาจะล้า ไหล่จะตึง และฝ่าเท้าจะปวดหนึบ แต่เธอไม่ได้รู้สึกอยากให้เวลาผ่านไปเร็วเหมือนช่วงแรก ๆ อีกแล้ว

ตลอดสามสัปดาห์ที่ผ่านมา เสียงตะโกนคำสั่ง การยืนตากแดด การเดินสวนสนาม และการฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ได้หล่อหลอมความอดทนของทุกคน

เมื่อการเดินสวนสนามรอบสุดท้ายสิ้นสุดลง เสียงส้นรองเท้ากระแทกพื้นดังสนั่นก่อนจะเงียบลงในทันที ผู้ฝึกสอนเดินมาตามแถว สายตากวาดมองนักศึกษาทุกคน ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

“วันนี้การฝึกสิ้นสุดลงแล้ว แต่ระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ และความอดทนที่พวกเธอได้เรียนรู้ อย่าทิ้งมันไว้ที่ลานฝึก”

“...”

“ตั้งแต่พรุ่งนี้ไป พวกเธอจะเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยชิงหวาอย่างเต็มตัว ขอให้จำวันที่ยืนตากแดดร่วมกันไว้ เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของชีวิตมหาวิทยาลัย หวังว่าเมื่อพวกเธอไปนั่งในห้องเรียน จะยังคงยืนหยัดได้เหมือนวันที่ยืนอยู่บนลานฝึกวันนี้”

“ขอบคุณครับ”

“ขอบคุณค่ะ”

เสียงนักศึกษาดังก้องทั่วลานกว้าง ชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยของพวกเขาเริ่มต้นขึ้นแล้วหลังจากนี้ หลายคนรู้สึกว่าผ่านสามสัปดาห์นรกมาได้ ก็ไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว

“ดีจังเลย วันนี้ได้กลับบ้านเร็ว แม่ของฉันจะออกจากโรงพยาบาลแล้วด้วย” ดวงตากลมสวยหลังกรอบแว่นเป็นประกายระยิบระยับ

อันที่จริงแม่เธอจะได้ออกจากโรงพยาบาลตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว เพราะท่านเริ่มกลับมามีเรี่ยวแรง และเริ่มเดินเหินได้แล้ว แต่คุณยายใหญ่ยังไม่สบายใจ จึงให้อยู่โรงพยาบาลต่ออีกหนึ่งสัปดาห์

“ดีใจด้วยนะหรงหรง”

“หลังจากแม่ฉันออกจากโรงพยาบาล ถ้าพอมีเวลาว่าง เธอมาที่บ้านได้ไหม แม่ของฉันอยากเจอเธอมาก ๆ เลย”

“ได้สิ ฉันเองก็อยากเจอคุณป้าเหมือนกัน เดี๋ยวพวกเรานัดวันเวลากันอีกรอบนะ”

“อื้ม”

“พวกเธอขึ้นห้องไปก่อนเลยนะ ฉันไปซื้อของก่อน”

จู่ ๆ เฉียวอันฉีที่เงียบมาตลอดทางก็พูดขึ้น แต่ท่าทางเธอดูไม่เป็นธรรมชาติเท่าไหร่นัก เห็นดังนั้นซ่งอวิ๋นก็ให้ตงิดใจขึ้นมา


วันนี้มาสามตอนนะคะ แต่ตอนที่สามอาจจะดึกหน่อย รอหน่อยน้า~