งูสามเหลี่ยม
งูสามเหลี่ยม
“ให้ฉันไปซื้อของเป็นเพื่อนไหม?” เฟิงหรงสังเกตเห็นท่าทีแปลก ๆ ของเฉียวอันฉีเช่นเดียวกัน บางทีอีกฝ่ายอาจเจอปัญหา หรือมีเรื่องหนักใจ
“ไม่เป็นไร พวกเธอขึ้นไปเก็บของแล้วก็กลับบ้านเถอะ” เฉียวอันฉีโบกไม้โบกมือปฏิเสธรัวเร็ว แล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังร้านค้า หัวใจเธอเต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ
“ขึ้นห้องเถอะ” ซ่งอวิ๋นหลุบตาลงอย่างครุ่นคิด แน่นอนว่าเธอไม่เคยไว้ใจเฉียวอันฉี จึงแอบติดกล้องตัวเล็ก ๆ ไว้ตรงประตูทางเข้าห้อง โดยไม่หันกล้องเข้าไปด้านใน เพราะไม่อยากให้มันบันทึกยามที่เธอกับเพื่อน ๆ ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าภายในห้อง
“สีหน้าไม่ค่อยดีเลย เป็นอะไรหรือเปล่า” ฟ่านเยว่สะกิดไหล่เพื่อนอย่างเป็นห่วง
“ไม่รู้สิ จู่ ๆ ก็มีลางสังหรณ์แปลก ๆ” ซ่งอวิ๋นนวดหัวคิ้ว สาวเท้ายาว ๆ ขึ้นสู่หอพัก อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เธอพร้อมเผชิญหน้ากับมันเสมอ
ไม่นานนักทั้งสามก็มาถึงหน้าประตูห้อง 372 ซ่งอวิ๋นเปิดประตูเข้าไปแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ ทุกอย่างยังสงบเงียบ และสะอาดสะอ้าน แต่ไม่รู้ทำไมเธอถึงไม่อาจทำใจให้สงบลงได้เลย
“รีบเก็บของกลับบ้านกันเถอะ” ฟ่านเยว่เดินนำเข้าห้อง จัดการเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า
“อ้าว วันนี้อาเยว่กลับบ้านเหรอ”
“อื้ม สัญญากับที่บ้านไว้ว่าจะกลับหลังจากฝึกทหารเสร็จ มีเวลาแค่สองวัน แต่กลับไปให้แม่สบายใจหน่อยว่าฉันยังสบายดี” ฟ่านเยว่อมยิ้มเมื่อนึกถึงแม่ผู้ขี้กังวลของตนเอง พลางเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าลวก ๆ
ซ่งอวิ๋นโล่งใจที่พบว่าภายในห้องนี้ไม่มีอะไรผิดปกติจริง ๆ เธอจึงจัดของใส่กระเป๋าบ้าง ทว่าในจังหวะที่เธอก้มเก็บหนังสือซึ่งตกอยู่ข้างเตียง สายตาเธอปะทะกับบางอย่างใต้โต๊ะเขียนหนังสือ
ลำตัวสามเหลี่ยมสีดำสลับปล้องเหลืองขดชิดผนัง สันหลังนูนชัดเจน งูสามเหลี่ยมยกส่วนหัวขึ้นช้า ๆ ดวงตากลมเล็กสะท้อนแสงไฟวาบหนึ่ง ลำตัวที่ขดอยู่เริ่มคลายออกทีละน้อย เกล็ดเสียดสีกับพื้นกระเบื้องเกิดเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
ร่างกายซ่งอวิ๋นชาวาบ ลมหายใจติดขัด อากาศในห้องเหมือนหยุดนิ่งไปทันที เธอบอกตัวเองให้ใจเย็น ห้ามตื่นตระหนก แต่เมื่อประสานสายตากับงูสามเหลี่ยม เธอก็เผลอถอยหลังหนึ่งก้าว ปลายเท้าไปแตะขาเก้าอี้ เกิดเสียงครูดเบา ๆ
“เกิดอะไรขึ้นอาอวิ๋น” เฟิงหรงและฟ่านเยว่กำลังคุยกันอย่างออกรส ต่างหันขวับ ตั้งใจจะเดินไปหาเพื่อน แต่ถูกเสียงสั่นเครือของซ่งอวิ๋นทำให้ใจตกไปอยู่ตาตุ่ม
“ออกไปจากห้องเร็วเข้า ตรงนี้มีงูสามเหลี่ยม” ซ่งอวิ๋นกลั้นใจบอกเพื่อน ทั้งที่ตัวเธอเองก็กลัวจนหัวใจจะวายอยู่รอมร่อ
“งะ งูเหรอ” เฟิงหรงตัวแข็งค้าง ใจกระวนกระวายอยากช่วยซ่งอวิ๋น แต่ถูกเสียงเข้มงวดของฟ่านเยว่ขัดจังหวะ
“ใจเย็น ๆ ห้ามวิ่ง ค่อย ๆ เดินออกไปช้า ๆ” ฟ่านเยว่บีบแขนเฟิงหรงเบา ๆ เพื่อให้อีกฝ่ายมีสติ
เธอพอจะมีความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมงูอยู่บ้าง หากเราเคลื่อนไหวเร็ว มันจะคิดว่ากำลังถูกคุกคามและพุ่งเข้ามาทำร้าย ตอนนี้ซ่งอวิ๋นประจันหน้าอยู่กับงู เมื่อเธอกับอาหรงค่อย ๆ ถอยออกไป จะดึงความสนใจจากมันได้ระยะหนึ่ง สร้างโอกาสให้ซ่งอวิ๋นได้หนี
“ฉะ ฉันเข้าใจแล้ว อาอวิ๋นจะไม่เป็นไรใช่ไหม” เฟิงหรงน้ำตาคลอเบ้า อาอวิ๋นอยู่ใกล้งูมาก เธอกลัวเพื่อนจะถูกมันกัด
“ฉันไม่เป็นไรหรอก ทุกอย่างจะโอเค” ซ่งอวิ๋นตอบพลางก้าวถอยหลังช้า ๆ ในใจก็ภาวนาให้มันไม่พุ่งมาฉกขาเธอ ระยะห่างเท่านี้ เธอกระโดดหนีไม่ทันแน่
งูสามเหลี่ยมหยุดนิ่งไม่ส่งเสียง มีเพียงปลายลิ้นสีดำแลบออกมาสัมผัสอากาศเป็นจังหวะ หญิงสาวกลั้นใจถอยหลังอีกก้าว ดวงตาจับจ้องงูสามเหลี่ยมแบบไม่ละสายตาไปไหน
ขณะเดียวกันเฟิงหรงและฟ่านเยว่ก็ถอยออกมาจนถึงหน้าประตูห้องแล้ว
“อาหรง วิ่งไปบอกคุณป้าเฝ้าหอเร็วเข้า” ฟ่านเยว่ขบกรามแน่น ความกดดันส่งผลให้เหงื่อเย็น ๆ ไหลซึมเต็มกรอบหน้า
“ได้ ฉันจะไปเดี๋ยวนี้” เฟิงหรงพยักหน้ารัว ๆ ก่อนจะวิ่งตุปัดตุเป๋ออกไปอย่างหน้าตาตื่น
“เกิดอะไรขึ้น” เฉียวอันฉีเข้าไปถาม ใบหน้างดงามเต็มไปด้วยความเป็นห่วง
ฟ่านเยว่ยังไม่ทันหันไปตอบ เธอก็กรีดร้องเสียงหลง สร้างความตื่นตระหนกให้เพื่อนนักศึกษาที่กำลังเก็บของในห้อง
“กรี๊ดดด!! งู”
นักศึกษาหลายคนตื่นตกใจหลังได้ยินเสียงกรีดร้อง จึงวิ่งกรูกันเข้ามาหน้าห้อง 372
เสียงฝีเท้าและแรงสั่นสะเทือนนั้น ทำให้งูสามเหลี่ยมเข้าสู่โหมดปกป้องตัวเอง พุ่งใส่ซ่งอวิ๋นฉับพลัน เงาดำแถบเหลืองพาดผ่านพื้นกระเบื้องรวดเร็วจนน่าตกใจ
“กรี๊ดดด มันจะกัดแล้ว หนีเร็วเข้า” เฉียวอันฉีหวีดร้องไม่หยุด เรียกกลุ่มคนมามุงดูมากขึ้นเรื่อย ๆ
“หุบปาก จะกรี๊ดทำไม” ฟ่านเยว่ตวาดอย่างหมดความอดทน ทำเฉียวอันฉีสะดุ้งโหยง
ซ่งอวิ๋นรีบยกเท้าหนี ก่อนมันจะพุ่งมาโจมตีเธอเป็นครั้งที่สอง หญิงสาวก็รีบสับเท้าออกจากห้อง แล้วปิดประตูดังปัง
“แฮ่ก ๆ” ร่างอ้อนแอ้นโน้มตัวไปด้านหน้า วางมือไว้บนหัวเข่า หอบหายใจหนักหน่วง สุดท้ายก็แข้งขาอ่อนแรงนั่งลงกับพื้น
“อาอวิ๋น.. หายใจเข้าลึก ๆ เมื่อกี้เธอโดนมันกัดหรือเปล่า” สีหน้าฟ่านเยว่ย่ำแย่ เธอประคองแขนเพื่อนให้ลุกขึ้นยืน เมื่อครู่บีบหัวใจเกินไป เธอเองก็รู้สึกเหมือนจะเป็นลมเช่นกัน
“ฉัน.. แฮ่ก ๆ ไม่โดนกัด แต่ก็เฉียดแล้วเหมือนกัน” ซ่งอวิ๋นลูบหน้าตัวเองแรง ๆ นัยน์ตาดอกท้อช้อนขึ้นมองใบหน้าเฉียวอันฉี
คนถูกจ้องนิ่งงันไปเล็กน้อย เธอเป็นคนมีชนักปักหลัง จึงเผลอเปิดเผยพิรุธให้เห็นโดยไม่ได้ตั้งใจ เพียงเท่านั้นซ่งอวิ๋นก็รู้ทันทีว่าเรื่องในครั้งนี้เป็นฝีมือใคร
ปัญหาก็คืองูพิษรายนี้เอางูสามเหลี่ยมมาจากไหน แล้วเอาเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่
“คุณป้ามาแล้ว อาอวิ๋นเป็นยังไงบ้าง” เฟิงหรงแหวกฝูงชนเข้ามา โดยมีป้าผู้ดูแลหอวิ่งตามมาด้านหลัง
“มีใครโดนงูกัดหรือเปล่าลูก”
“ไม่มีค่ะ แต่ตอนนี้มีงูอยู่ในห้อง” ฟ่านเยว่เสียงสั่น
“ดี ดีแล้วที่ไม่บาดเจ็บ เดี๋ยวป้าเรียกเจ้าหน้าที่มาจับงูเอง คนที่ไม่เกี่ยวแยกย้ายกลับห้องตัวเองไปได้แล้ว” หญิงวัยใกล้เกษียณโบกมือไล่นักศึกษาซึ่งรุมล้อมอยู่รอบด้าน
“ฮือ ฉันกลัวแทบแย่เลยนะ นึกว่าเธอจะโดนงูฉกไปแล้ว” เฟิงหรงน้ำหูน้ำตาไหลพลางกอดซ่งอวิ๋นไว้แน่น
“ฉันไม่เป็นไร อย่าร้องไห้เลย” มือเรียวลูบแผ่นหลังเพื่อนสนิท สัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายตัวสั่นเทาไม่ต่างจากลูกนกตกน้ำ
“ไม่เป็นไรจริง ๆ ใช่ไหม ฉันตกใจแทบแย่ เมื่อกี้เกือบเป็นลมแล้ว” เฉียวอันฉีตีสีหน้าห่วงใย
ฟ่านเยว่ “...”
แต่สิ่งที่หล่อนทำเมื่อครู่ เป็นการกระตุ้นงูจนมันตัดสินใจโจมตีมนุษย์มากกว่า
“ฉันแค่ตกใจนิดหน่อย” ซ่งอวิ๋นดวงตาวาวโรจน์อย่างน่ากลัวขึ้นมาวูบหนึ่ง “แปลกนะ เท่าที่รู้มางูสามเหลี่ยมอยู่ในเขตร้อนชื้น แต่เราอยู่ทางเหนือ อากาศเย็นและค่อนข้างแห้ง มันจะมาอยู่แถวนี้ได้ยังไง”
“นั่นน่ะสิ มีคนแอบเอามาเลี้ยงหรือเปล่า ห้องของพวกเราอยู่ชั้นสาม เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีงูเลื้อยเข้ามาจากหน้าต่าง” เฟิงหรงปาดน้ำตาป้อย ๆ คิดถึงความเป็นไปได้ทั้งหมด
“แต่ถ้าคิดในแง่ร้าย อาจมีคนเอามาปล่อยไว้ในห้องก็ได้” ฟ่านเยว่แค่นเสียงขึ้นจมูก เธอค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นฝีมือของเฉียวอันฉี เพราะทุกอย่างประจวบเหมาะเกินไป
บางครั้งความอิจฉาริษยาของผู้หญิง ก็เป็นยาพิษชั้นดี ชักจูงให้คนเราทำในสิ่งที่ตัวเองก็คาดไม่ถึง
“เธอจะบ้าเหรอ ใครจะไปทำเรื่องน่ากลัวแบบนั้น” เฉียวอันฉีคัดค้าน “ห้องนี้มีแค่พวกเราสี่คน จะมีใครเข้ามาได้อีก”
“เอาเถอะ ไม่ต้องเถียงกัน เดี๋ยวก็รู้เองว่างูตัวนี้เข้ามาได้ยังไง” ซ่งอวิ๋นแสยะยิ้มน่าขนลุก ทำให้เฉียวอันฉีใจตกไปอยู่ตาตุ่ม
แต่เธอมั่นใจว่าตัวเองรอบคอบ ไร้ซึ่งพิรุธ ซ่งอวิ๋นไม่มีทางจับได้ แม้ฟ่านเยว่จะเริ่มสงสัย แต่เมื่อไม่มีหลักฐาน แล้วจะทำอะไรได้เล่า
ทุกอย่างอยู่ในสายตาหญิงวัยกลางคน เธอเก็บข้อมูลไว้ในสมองเงียบ ๆ ระหว่างรอให้เจ้าหน้าที่มาถึง
เวลาผ่านไปราว ๆ สิบนาที เจ้าหน้าที่ก็ขึ้นมาถึงหอพักนักศึกษา พวกเขามาพร้อมอุปกรณ์ครบมือ และจับงูได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ความเป็นมืออาชีพนี้ทำให้ฟ่านเยว่รู้สึกว่าพวกเขาช่างน่าทึ่ง
“สีงูตัวนี้ดูหม่น ๆ ไม่ค่อยสดแล้วก็แวววาวเท่างูสามเหลี่ยมทั่วไป มันกำลังจะลอกคราบใช่ไหมคะ” ซ่งอวิ๋นถามขึ้นด้วยแววตาเฉียบแหลม
“ใช่ครับ มันกำลังจะลอกคราบ ปกติงูสามเหลี่ยมสีสดกว่านี้” เจ้าหน้าที่ยินดีตอบคำถามนั้น “น่าแปลกนะครับ ปกติผมไม่เคยพบงูสามเหลี่ยมแถว ๆ นี้เลย ต้องมีคนแอบซื้อมาเลี้ยงโดยไม่ได้รับอนุญาตแน่ ๆ”
“ขอบคุณที่สละเวลามาจัดการงูตัวนี้นะคะ” ซ่งอวิ๋นไม่คล้อยตามเหตุผลข้อนั้น เธอไม่เชื่อว่ามันเป็นงูที่หลุดออกมาโดยบังเอิญ จึงตัดบทพลางค้อมศีรษะขอบคุณเจ้าหน้าที่จากใจจริง
“ไม่เป็นไรเลย นี่เป็นหน้าที่พวกเราอยู่แล้ว แต่งูตัวนี้ยังต้องเก็บไว้เป็นหลักฐาน ถ้ามีข้อมูลอะไรก็ไปบอกกับอาจารย์ฝ่ายกิจการนักศึกษาได้นะ” เจ้าหน้าที่กล่าวจบก็ตรงไปยังอาคารบริหาร
เรื่องนี้ไม่อาจปล่อยผ่าน อย่างไรก็ต้องตรวจสอบให้ชัดเจน หากมีนักศึกษาแอบเลี้ยงงูพิษแล้วหลุดออกมาอีก อาจไม่โชคดีเหมือนครั้งนี้
“เอายังไงต่อดีล่ะพวกเรา เก็บของแล้วกลับบ้านเหรอ” ฟ่านเยว่ยังรู้สึกค้างคา เพราะปักใจไปแล้วว่าเฉียวอันฉีเป็นผู้ต้องสงสัยเบอร์ต้น ๆ
“ฉันจะแจ้งตำรวจ”
“อะ อะไรนะ!! เธอจะบ้าเหรอ แจ้งตำรวจทำไม ปล่อยให้ทางมหาวิทยาลัยเป็นคนจัดการสิ” เสียงของเฉียวอันฉีสูงขึ้นหลายระดับด้วยความตกใจ
“รู้ไหมว่าทำไมฉันถึงรู้ว่างูตัวนั้นกำลังจะลอกคราบ” ดวงหน้ารูปไข่ไร้รอยยิ้มประจำตัว มันเย็นชาไร้อารมณ์เสียจนคนมองใจคอไม่ดี