ตีงูพิษ
ตีงูพิษ
“นั่นสิ อาอวิ๋นรู้ได้ยังไงว่างูจะลอกคราบ ฉันยังดูไม่ออกเลยนะ” เฟิงหรงนั่งลงบนเตียง สมองย้อนคิดถึงเหตุการณ์ทั้งหมด ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เธอก็มัวแต่ตกใจ งูตัวนั้นมีสภาพเป็นยังไงก็แทบจะไม่อยู่ในสมองเธอเลยด้วยซ้ำ
ซ่งอวิ๋นหยุดยืนบริเวณเตียงของฟ่านเยว่และเฉียวอันฉี คว้ากระเป๋าใบหนึ่งออกมา ตรงซิปยังมีครอบงูติดอยู่เล็กน้อย เดาว่ามันคงหลุดติดซิปตอนที่งูพยายามเลื้อยออกมาจากกระเป๋า
รูม่านตาเฉียวอันฉีหดเล็กลง พยายามควบคุมริมฝีปากตัวเองไม่ให้สั่นเทา แต่มันช่างยากเย็นเหลือเกิน เธอรู้นิสัยซ่งอวิ๋นดี ด้วยคบกันมาตั้งแต่เด็ก จึงทราบว่าอีกฝ่ายฉลาดเป็นกรด วิเคราะห์สถานการณ์เก่งอันดับหนึ่ง แต่ต่อให้วิเคราะห์แล้วยังไง อีกฝ่ายมีหลักฐานอะไรถึงจะมาเอาผิดเธอ
“มีใครเคยเห็นกระเป๋าใบนี้หรือเปล่า” ร่างระหงหันไปหาเพื่อนอีกสองคน
ฟ่านเยว่ส่ายหน้า “ไม่เคยเห็นเลยนะ ปกติความจำดีมาก ถ้าพวกเธอเคยใช้ ฉันต้องนึกออกสิ”
“ฉันก็ไม่เคยเห็นเหมือนกัน” เฟิงหรงเดินเข้าไปใกล้ซ่งอวิ๋น ชะโงกหน้าดูกระเป๋าใกล้ ๆ
ในกระเป๋ายังคงมีกลิ่นจาง ๆ ตกค้างอยู่ เป็นกลิ่นคาวอ่อน ๆ ปะปนกับกลิ่นอับชื้น กลิ่นมันไม่ได้รุนแรงจนชวนคลื่นไส้ หากแต่ติดอยู่ตามซอกผ้าและยังคงหลงเหลือให้สัมผัสได้เมื่อเข้าไปดมใกล้ ๆ
“อาหรงได้กลิ่นใช่ไหม” ปากถามเฟิงหรง ทว่านัยน์ตาดอกท้อกลับจับจ้องเฉียวอันฉีราวกับเห็นคนตาย
“อื้ม กลิ่นงูชัด ๆ ฉันเคยเข้าไปในร้านขายสัตว์ Exotic กลิ่นงูก็แบบนี้เลย อีกอย่าง.. ในกระเป๋ามีคราบงูแผนเล็ก ๆ ติดอยู่ด้วย”
“ปัญหาก็คือ ถ้าแจ้งตำรวจไปแล้ว จะตรวจสอบได้ไหมว่าใครเป็นเจ้าของกระเป๋า คนทำคงไม่ปล่อยให้กล้องของมหาลัยเห็นง่าย ๆ หรอกมั้ง ลงทุนขนาดนี้แล้ว ใครจะโง่วางแผนแค่ชั้นเดียว”
“ไม่เห็นต้องใช้กล้องของมหาวิทยาลัยเลย” ซ่งอวิ๋นกลั้วหัวเราะ ย่างสามขุมเข้าหาเฉียวอันฉี ท่าทีคุกคามอย่างชัดเจน
“จะ จะทำอะไร เธอบ้าไปแล้วเหรอ!” เฉียวอันฉีเบิกตาโพลง ถอยหลังหนีอย่างลนลาน ซ่งอวิ๋นเก่งกาจเรื่องการต่อสู้ขนาดไหน เธอย่อมรู้ดีแก่ใจ คนที่ล้มผู้ชายตัวโต ๆ ได้โดยที่ตาไม่กะพริบแบบอีกฝ่าย หากลงมือกับเธอจริง ๆ เธอคง..
ความคิดของเฉียวอันฉีหยุดชะงัก เพราะซ่งอวิ๋นเดินผ่านเธอไปที่หน้าประตูห้อง ก่อนลากเก้าอี้ออกมา แล้วปีนขึ้นไปหยิบบางอย่างที่ติดอยู่เหนือประตูห้องลงมา
สิ่งที่อยู่ในมือซ่งอวิ๋นมันคือกล้องขนาดเล็ก ราคาแพงหูดับตับไหม้ หากไม่สังเกตก็จะมองไม่เห็น
“นั่นมัน.. กล้องใช่ไหม” ฟ่านเยว่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้ซ่งอวิ๋นบอกเธอว่าจะติดกล้อง
เนื่องจากเธอไปเตือนเกี่ยวกับพฤติกรรมแปลก ๆ ของเฉียวอันฉี ซ่งอวิ๋นจึงพูดกับเธออย่างเปิดใจว่าตัวเองก็รู้สึกได้ และไม่นิ่งนอนใจ แต่จะจับสังเกตไปเรื่อย ๆ ผนวกกับช่วงนั้นมีข่าวว่าของหายจากหอพักบ่อย ๆ ซ่งอวิ๋นเลยบอกว่าจะติดกล้องไว้ที่ประตู
ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะได้ใช้ประโยชน์จากกล้องตัวนั้นขึ้นมาจริง ๆ
“ใช่ ก่อนหน้านี้มีคนบ่นอยู่บ่อย ๆ ว่าของหาย ฉันก็เลยซื้อกล้องมาติดไว้ แต่ไม่ต้องกังวลนะ ฉันหันกล้องไปทางประตู ถ้าพวกเธออยากเช็กไฟล์ก็มาดูได้เลย”
“พวกเรารู้ดีว่าเธอมีขอบเขต” เฟิงหรงมั่นใจในตัวซ่งอวิ๋น แม้รู้จักกันมาไม่นาน
เฉียวอันฉีหอบหายใจหนัก ๆ ตอนนี้เธอห้ามอาการสั่นสะท้านตามร่างกายไม่ได้อีกแล้ว หากซ่งอวิ๋นเปิดไฟล์ ย้อนดูภาพจากกล้องที่ถูกบันทึกเอาไว้ ต้องเห็นแน่ ๆ ว่าเธอเป็นเจ้าของกระเป๋าใบนั้น
คิดได้ดังนั้นเธอก็เริ่มหูดับ พุ่งเข้าไปคว้ากล้องตัวเล็กมาเขวี้ยงลงพื้น แล้วกระทืบมันอย่างแรงหลายครั้ง เฟิงหรงอ้าปากค้าง ถูกฟ่านเยว่ดึงไปหลบด้านหลังด้วยเกรงว่าผู้หญิงคนนี้อาจคลั่งถึงขั้นหันมาทำร้าย
“กล้องตัวนี้แพงมากนะ” ซ่งอวิ๋นคว้าคอเสื้อด้านหลังเฉียวอันฉี ก่อนจะเหวี่ยงตัวหล่อนไปนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะหนังสือ
“อึก มันเจ็บนะยัยบ้า” เฉียวอันฉีตวาดเสียงแหลม ดวงตาลุกโชนไปด้วยความเกรี้ยวกราด ก้นปวดระบมจนน้ำตาเล็ด
“หน้ากากหลุดแล้วอันฉี” ซ่งอวิ๋นแสบร้อนปลายจมูก โคนลิ้นรู้สึกถึงรสชาติขมปร่า เธออยากร้องไห้แต่กลับร้องไม่ออก แน่นอนว่าเธอโกรธมาก แต่นั่นยังน้อยกว่าความเสียใจ
ตั้งแต่จำความได้เธอก็มีเฉียวอันฉีเป็นเพื่อนแล้ว แม้ว่าช่วงหลังจะรู้ว่าเฉียวอันฉีไม่จริงใจ แต่มุมเล็ก ๆ ในหัวใจก็ยังหวังว่าเฉียวอันฉีจะกลับตัว ในเมื่อเธอเปลี่ยนแปลงเรื่องราวในนิยาย คนบางคนอาจเปลี่ยนการตัดสินใจ
ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าตัวเองคาดหวังมากเกินไป..
“เหอะ ใครสนใจกันล่ะ ฉันจะโดนตำรวจจับอยู่แล้ว” เฉียวอันฉีแค่นเสียงขึ้นจมูกอย่างเย้ยหยัน ลบภาพความทรงจำดี ๆ ที่ซ่งอวิ๋นหลงเหลือไว้ไปจนหมด
“ยอมรับแล้วสินะว่าเธอเป็นคนเอางูมาปล่อยในห้อง” ฟ่านเยว่ควันออกหู อยากกระโจนเข้าไปตบสั่งสอนสักที แต่ซ่งอวิ๋นบีบไหล่เธอเบา ๆ ให้เธอใจเย็นลง
“มันก็ชัดเจนอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ถ้าฉันไม่ยอมรับแล้วจะทำอะไรได้อีก” เฉียวอันฉีขบกรามแน่น ตอนนี้เธอพ่ายแพ้แล้ว จะยังดึงดันไปเพื่ออะไร
บางทีถ้าเธอยอม ซ่งอวิ๋นอาจเปลี่ยนใจไม่แจ้งตำรวจก็ได้ เธอรู้จุดอ่อนของซ่งอวิ๋น อีกฝ่ายให้ค่ากับความสัมพันธ์มาก จนบางครั้งก็เผลอทำร้ายความรู้สึกตนเอง
เธอต้องยอมรับในความผิดของตัวเอง แล้วให้เรื่องนี้ผ่านพ้นไปให้ได้ก่อน เพราะเธอยังมีงานใหญ่ให้จัดการ ไม่อย่างนั้นเธออาจต้องลงมือรุนแรง
“ทำแบบนี้ทำไม” ซ่งอวิ๋นแอบกดอัดเสียงตั้งแต่ต้น เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน ความเสียใจไม่ได้ทำให้ความสติปัญญาของเธอด้อยลง
เธอเชื่อเรื่องตีงูก็ต้องตีให้ตาย วันนี้ไม่ว่าเฉียวอันฉีจะมาไม้ไหน จุดจบของอีกฝ่ายก็คือการไปอยู่ในคุก
“พูดไปแกก็ไม่เข้าใจหรอก แกเกิดมามีทุกอย่าง สิ่งที่ฉันอยากได้ แกก็ได้มาง่าย ๆ โดยไม่ต้องพยายาม แกไม่เคยต้องดิ้นรนอะไรเลย ยิ่งอยู่กับแกฉันยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าลงเรื่อย ๆ”
ซ่งอวิ๋นเอียงคอน้อย ๆ ก่อนพยักหน้ารับ “ถ้าจะบอกว่านี่เป็นปมของเธอ ฉันไม่เข้าใจจริง ๆ นั่นแหละ ฉันเกิดมามีทุกอย่าง นั่นเพราะฉันมีวาสนา แม้ตอนนี้จะไม่ได้สมบูรณ์แบบแต่ก็มีความสุขดีในทุก ๆ วัน ซึ่งมันไม่ใช่ความผิดของฉัน แต่ที่ฉันสงสัยคือ ฉันไปแย่งชิงอะไรกับเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ ตระกูลเฉียวก็ไม่ได้ด้อย”
“เหอะ ลูกบุญธรรม มันจะไปสำคัญเหมือนไข่มุกบนฝ่ามือได้ยังไง” เฉียวอันฉีสะกดกลั้นอารมณ์ เพราะคำว่า ‘มีวาสนา’ สะกิดโทสะของเธอให้พลุ่งพล่านขึ้นมาอีกหน
“แต่ไม่ว่าเธอจะโกรธเกลียดฉันขนาดไหน ก็ไม่ควรทำให้คนอื่นเดือดร้อนไปด้วยไม่ใช่เหรอ ถ้าอาเยว่กับอาหรงเป็นอะไรขึ้นมา เธอรับผิดชอบไหวรึไง”
ในใจลึก ๆ เธอยังไม่ค่อยเชื่อว่าเฉียวอันฉีทำเรื่องนี้ด้วยตัวเอง อาจมีคนบงการอยู่เบื้องหลัง หรืออาจถูกใครบางคนยั่วยุและชักจูงก็เป็นไปได้
“เรื่องนั้นช่วยไม่ได้จริง ๆ แกต้องโทษตัวเองมากกว่านะ อยู่ที่ไหนก็ทำให้คนรอบข้างต้องซวยกันหมด” เฉียวอันฉีวัดใจว่าซ่งอวิ๋นจะจัดการกับเธอยังไง วิธีที่เธอใช้ก็เป็นแค่การโยนความผิดทั่ว ๆ ไป ซึ่งเธอใช้กับซ่งอวิ๋นตั้งแต่เด็กจนโต และมันได้ผลมาตลอด
“หุบปากไปเลยนะ เป็นเพื่อนประสาอะไร ทำร้ายเพื่อนได้ลงคอ” ฟ่านเยว่แทบจะทนฟังต่อไปไม่ไหว เฉียวอันฉีโดนจับได้คาหนังคาเขา ยังไม่รู้จักสำนึก คงคิดว่าซ่งอวิ๋นไม่กล้าแจ้งตำรวจ
“จริง ฉันไม่คิดเลยว่าเธอจะเป็นคนแบบนี้” เฟิงหรงเสียใจแทนซ่งอวิ๋น เธออยู่ข้าง ๆ รับรู้ได้ชัดเจนว่ามือซ่งอวิ่นสั่นเทาขนาดไหน อีกฝ่ายคงเสียใจ แต่ทำเหมือนไม่รู้สึกอะไร
“ฉันพูดอะไรผิดล่ะ” เฉียวอันฉีจ้องหน้าซ่งอวิ๋น ดวงตาเธอเริ่มแดงก่ำ เมื่อเห็นว่าความอดทนของซ่งอวิ๋นหมดลงในที่สุด
“งั้นวันนี้คนซวยรายต่อไปก็คือเธอ” ซ่งอวิ๋นสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ โทรแจ้งตำรวจ ก่อนจะเปิดประตูให้ป้าผู้ดูแลหอเดินเข้ามา
ฟ่านเยว่และเฟิงหรงตกตะลึง พวกเธอไม่รู้เลยว่าป้าผู้ดูแลหออยู่หน้าห้องมาตลอด
“คงได้ยินหมดแล้วใช่ไหมคะ หนูแจ้งตำรวจแล้ว เรื่องนี้หนูจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดค่ะ”
“วางใจเถอะ เวลาเกิดเรื่องทำนองนี้ มหาวิทยาลัยเราไม่เคยขัดขวาง ต้องมอบความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่ายแน่นอน”
เฉียวอันฉีกัดริมฝีปากตัวเองอย่างแรง รับรู้ได้ถึงกลิ่นคาวเลือด ในจังหวะที่ไม่มีใครตั้งตัว เธอคว้ากรรไกรปลายแหลมแล้วกระโจนเข้าไปหาซ่งอวิ๋นจากทางด้านหลัง
“อวิ๋นเอ๋อร์ระวัง!!” เฟิงหรงตะโกนสุดเสียง พุ่งตัวเข้าไปห้ามพร้อมกับฟ่านเยว่
ซ่งอวิ๋นหมุนกายกลับไป ตวัดขาเตะเอวเฉียวอันฉี จนอีกฝ่ายเสียหลักล้มลงไปกับพื้น หญิงสาวไม่พูดพร่ำทำเพลง เตะกรรไกรออกจากมืออีกฝ่ายพลางนั่งคล่อมหลัง จากนั้นใช้ผ้าพันคอใกล้มือมาผูกข้อมือเฉียวอันฉี
“ปล่อยนะ ฉันบอกให้แกปล่อย พ่อฉันตายก็เพราะแก แกมันเป็นตัวซวย ไม่ควรเกิดมาบนโลกนี้ด้วยซ้ำ”
“...” ซ่งอวิ๋นไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังพูดถึงเรื่องอะไร
เท่าที่เธอรู้ ตระกูลเฉียวรับเลี้ยงเฉียวอันฉีตอน 5 ขวบ ลุงเฉียวและป้าเฉียวเป็นคนจิตใจดี ฐานะพวกเขาไม่ด้อย มีธุรกิจเป็นของตัวเอง มีกินมีใช้ไปตลอดทั้งชาติ
ที่ผ่านมาเฉียวอันฉีไม่เคยเล่าถึงพ่อแม้แท้ ๆ เธอจึงไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้ว มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่มั่นใจว่าอีกไม่นานเธอจะรู้คำตอบ
ครบสามตอนตามสัญญาแล้วน้า ราตรีสวัสดิ์นะคะคุณรี้ด