LNCrawler

สายป่าน

คุณหนูใหญ่ซ่งอวิ๋น — novel.dek d.com · All chapters

สายป่าน

“เงียบทำไม หรือตกใจจนช็อกไปแล้ว” เฉียวอันฉีหอบหายใจหนักหน่วง เธอเจ็บร้าวไปทั่วเอว ลามลงไปถึงสะโพกข้างซ้าย ด้วยแรงเตะของซ่งอวิ๋นไร้ความปรานี ทว่าตอนนี้เธอไม่มีอะไรจะเสียแล้ว

“เธอกำลังพูดถึงอะไร ฉันไม่รู้ด้วยหรอกนะ แต่ไม่ว่าเธอจะได้ยินอะไร หรือโดนใครปั่นหัวมา ตอนนี้เธอก็ทำผิดกฎหมายหลายข้อแล้ว เลือกดับอนาคตตัวเองไปง่าย ๆ แบบนี้ ไม่สมกับเป็นเธอจริง ๆ” ซ่งอวิ๋นเชื่ออยู่ลึก ๆ ว่าเฉียวอันฉีไม่ได้ตัดสินใจทำเรื่องพวกนี้ด้วยตัวเอง

บางทีอาจจะถูกใครบางคนปั่นหัว จนเชื่อฝังหัวว่าพ่อของตัวเองตายเพราะมีเธอเป็นต้นเหตุ เนื่องจากตอนเฉียวอันฉีพูดถึงเรื่องพ่อแม่ เธอสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายคั่งแค้น

“เหอะ แกมันไม่เคยรู้อะไรเลยจริง ๆ คุณหนูใหญ่ซ่ง.. ตอนฉันได้ยินว่าจริง ๆ แล้วชีวิตแกก็ไม่สมบูรณ์ มีพี่สาวนอกสมรสโผล่มา ฉันโคตรสะใจเลย”

“อยากเงียบเอง หรือให้ฉันช่วย” ซ่งอวิ๋นเริ่มหมดความอดทน ถ้าอีกฝ่ายพูดอีกคำ เธอจะสับหลังคอให้หลับไปเสีย

เฉียวอันฉี “...”

เธอเม้มปากแน่น มั่นใจว่าถ้าตัวเองหลุดพูดแม้เพียงนิดเดียว ตื่นมาอีกทีเธอต้องอยู่ในห้องขังแล้วเป็นแน่

ไม่นานนักตำรวจก็มาถึงพร้อมอธิการบดีหลี่ เขามาควบคุมดูแลเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เพราะการมีคดีความในมหาวิทยาลัยถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง เขาต้องการให้ทุกอย่างโปร่งใสที่สุด

ซ่งอวิ๋นมอบหลักฐานในมือให้ตำรวจ ขณะที่เฉียวอันฉีถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่สองคน เฉียวอันฉีมองซ่งอวิ๋นส่งท้าย ขยับริมฝีปากไร้เสียง

‘ต่อให้ฉันทำไม่สำเร็จ ก็จะมีคนอื่นทำมันอยู่ดี’

ร่างอ้อนแอ้นสัมผัสได้ถึงเงามืดที่กำลังคืบคลานเข้ามาหาเธอช้า ๆ ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังไม่หวั่นเกรง ต่อให้เธอไม่อยากตาย แต่คนเราล้วนต้องตาย

ถ้าสู้แล้วเธอแพ้ จุดจบก็มีแค่ความตายเท่านั้นที่รออยู่ ดังนั้นหญิงสาวจะไม่ปล่อยให้ความกลัวจนวิตกจริตกัดกินเธอจากข้างใน แค่มีสติรับมือกับปัญหาเท่านั้น

อธิการบดีหลี่เอ่ยปลอบขวัญนักศึกษาทั้งสามคนอย่างใจเย็น และเป็นฝ่ายขับรถไปส่งพวกเธอถึงสถานีตำรวจ เพราะพวกเธอยังต้องให้การต่อหน้าตำรวจ

ฟ่านเยว่และเฟิงหรงต่างให้กำลังใจซ่งอวิ๋นไม่ห่าง เพราะทั้งคู่ต่างสัมผัสได้ว่าซ่งอวิ๋นเสียใจ

ซ่งหว่านเฝ้าดูเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบในฐานะคนวงนอก เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเธอ เธอไม่ได้เป็นคนบงการใด ๆ ทั้งสิ้น ทว่าในใจก็นึกเสียดาย ซ่งอวิ๋นประจันหน้ากับงูพิษในระยะเผาขน แต่กลับหนีงูตัวนั้นมาได้ ช่างเป็นคนโชคดีเหลือเกิน

ในทางกลับกันสถานการณ์นี้ช่วยยืนยันให้เธอมั่นใจได้ว่าตนเองคาดเดาไม่ผิด ซ่งอวิ๋นมีศัตรูอีกไม่น้อย บางทีเธออาจแค่นั่งบนภู ดูเสือกัดกันก็พอแล้ว

“อาหว่านไปกันเถอะ พี่ชายเธอน่าจะมารอรับแล้วนะ พรุ่งนี้ต้องถ่ายรายการอีกไม่ใช่เหรอ” หนานชิวลากกระเป๋าออกจากห้องพัก ท่าทางเธอดูอารมณ์ดีอย่างเห็นได้ชัด ไม่ปกปิดเลยว่าตัวเองรู้สึกสะใจที่เห็นสภาพพี่สาวตอนวิ่งหนีงูออกจากห้อง

“จริงด้วย” ซ่งหวานลากกระเป๋าสัมภาระพลางเดินลงบันได ตอนนี้วงของเธอกับพี่ชายกำลังเป็นที่พูดถึง ตัวเธอเองก็มีชื่อเสียงบนโลกอินเทอร์เน็ตขึ้นมาแล้ว

แน่นอน ต้องมีคนขุดคุ้ยจนรู้ว่าเธอคือลูกนอกสมรสของตระกูลซ่ง แต่ก็มีคนส่วนหนึ่งออกมาปกป้องว่าเด็กเลือกเกิดไม่ได้ ดังนั้นไม่ควรเอาทุกอย่างมาลงกับเธอ

มิหนำซ้ำยังมีคนเจอว่าก่อนหน้านี้เธอขยันขันแข็ง หนักเอาเบาสู้ ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย เป็นเด็กดีไม่ทำให้พ่อแม่เป็นกังวล ส่งผลให้อคติในใจใครหลายคนลดลงและหันมาเชียร์วงของเธอกับพี่ชายให้ชนะการแข่งขันในครั้งนี้

“จริงสิ รุ่นพี่ฉินเขาชอบเธอใช่ไหม ฉันเห็นเขามีของเล็ก ๆ น้อย ๆ มาให้เธอตลอดเลย” หนานชิวถามขณะที่ลงจากหอพัก

“ก็.. คุย ๆ กันอยู่น่ะ พี่ชางดีกับฉันมาก ๆ” พอพูดถึงฉินชาง แก้มนวลก็เริ่มขึ้นสีแดงเรื่ออย่างขัดเขิน

ช่วงที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับฉินชางพัฒนาขึ้นมาก แม้จะยังไม่ได้คบหากันอย่างจริงจัง แต่ก็บอกกันคร่าว ๆ แล้วว่าตอนนี้กำลังศึกษาดูใจกันอยู่

“อิจฉาจังเลยน้า ฉันไม่เห็นมีคนมาจีบแบบนี้บ้างเลย” หนานชิวเอ่ยติดตลก

“จะจีบได้ยังไง เธอมีแฟนแล้วนี่นา”

“ฮ่า ๆ ไม่รู้ว่าหมอนั่นไปจีบสาวในมหาลัยเดียวกันบ้างหรือเปล่า ช่วงนี้หายไปเลย”

“เอาน่า เขาก็คงฝึกทหารเหนื่อยนั่นแหละ เขาไม่ใช่คนเจ้าชู้เสียหน่อย”

สองสาวพูดคุยกะหนุงกะหนิง เห็นได้ชัดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับกลุ่มของซ่งอวิ๋นทำให้พวกเธอมีความสุขขนาดไหน

...

สถานีตำรวจ

ซ่งอวิ๋น เฟิงหรง และฟ่านเยว่ให้ปากคำกับตำรวจอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการใส่อคติใด ๆ ลงไป เล่าเฉพาะสิ่งที่ตัวเองทราบเท่านั้น ซึ่งการให้ปากคำครั้งนี้ก็ใช้เวลาไม่นานนัก เมื่อออกจากห้องสอบปากคำ ซ่งอวิ๋นก็ขอเวลาพูดคุยกับเฉียวอันฉีเป็นการส่วนตัว

ห้องขังอยู่ด้านในสุดของสถานีตำรวจ แยกออกจากพื้นที่ทำงานของเจ้าหน้าที่ด้วยประตูเหล็กหนาและทางเดินแคบ ๆ

ภายในห้องมีพื้นที่ไม่กว้างนัก พื้นปูกระเบื้องสีเทา ผนังทาสีขาวด้านหน้าคือประตูซี่กรงเหล็กสีเข้ม มีช่องเล็ก ๆ สำหรับเจ้าหน้าที่มองตรวจจากด้านนอก เหนือประตูติดกล้องวงจรปิดที่จับภาพได้แทบทั่วทั้งห้อง

เฉียวอันฉีนั่งพิงกำแพงเย็นเฉียบ ดวงตาเธอหม่นแสง ความคิดสับสนวุ่นวาย เธอเกลียดซ่งอวิ๋น แต่มิตรภาพตลอดสิบกว่าปีก็ยังฉุดรั้งความรู้สึกเธอจนน่ารำคาญ

“ชีวิตของเธอควรจบลงแบบนี้จริง ๆ เหรอ” ซ่งอวิ๋นหยุดยืนหน้าประตู มองผ่านช่องเล็ก ๆ เข้าไปก็เห็นว่าเฉียวอันฉีสงบลงแล้ว ไม่ได้อารมณ์แปรปรวนเหมือนตอนแรก

“จะมาเยาะเย้ยฉันสินะ” เฉียวอันฉีไม่มีเรี่ยวแรงลุกขึ้นไปอาละวาดแล้ว และรู้ว่าจุดจบของเธอก็อาจจะมาถึงเร็ว ๆ นี้

“เปล่า ฉันแค่ไม่เข้าใจ ทำไมเธอถึงปักใจเชื่อว่าฉันทำให้พ่อแม่ของเธอตาย”

“เหอะ เธอทำให้ฉันกำพร้าพ่อแม่” เฉียวอันฉีเล่าเรื่องราวในมุมที่เธอรับรู้มาจากญาติตอนอายุสิบสี่ อีกฝ่ายติดต่อมาหาเธอเพื่อบอกเล่าเรื่องทั้งหมด

พ่อแม่ของเธอเป็นคนมีฐานะ พวกท่านเปิดร้านทอง ค้าขาย รับซื้อทองคำ วันเกิดเหตุเธอไปซื้อของกับพี่เลี้ยง วันนั้นซ่งอวิ๋นมาที่ร้านทองพร้อมผู้เฒ่าซ่ง และเกิดการปล้นร้านทองขึ้น ทุกอย่างวุ่นวายอีนุงตุงนัง ระหว่างนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้างเธอไม่อาจรู้ได้

ทว่าเพราะซ่งอวิ๋นที่หลบอยู่หลังร้านทำเสียงดัง ส่งผลให้โจรเข้าใจผิดว่าเจ้าของร้านยังมีลูกน้องคนอื่นอยู่ และแอบให้ลูกน้องแจ้งตำรวจ จึงลั่นไกดับชีวิตพ่อแม่เธอคาร้านทอง เธอไม่ได้เห็นว่าสภาพพ่อกับแม่เป็นอย่างไร ด้วยยังเด็กเกินไป แต่ในความทรงจำเลือนราง เธอรู้ว่าตัวเองถูกตระกูลเฉียวรับมาเลี้ยงเพราะพวกเขาไม่มีลูก

แต่ปัจจุบันพ่อแม่เฉียวก็มีลูกสาวเป็นของตัวเองแล้ว เธอที่อยู่ในฐานะลูกบุญธรรมย่อมไม่อาจได้รับความอบอุ่นเท่าลูกสาวในไส้

“ญาติของเธอไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ เธอมั่นใจได้ยังไงว่ามันเป็นเรื่องจริง เธออาจโดนหลอกก็ได้ ถูกไหม?”

“ป้าจะหลอกฉันไปทำไม ไม่มีเหตุผลเลยสักนิด”

“ถ้าเธออยากรู้เรื่องจริง ฉันสามารถขอให้ลุงทนายนำสำนวนคดีในปีนั้นมาให้เธออ่านได้นะ”

“แล้วถ้าตอนนั้นแกเป็นสาเหตุให้พ่อแม่ฉันตายจริง ๆ ล่ะ” ความมั่นใจของเฉียวอันฉีกำลังสั่นคลอน

“ฉันยินดีไปขอขมาหน้าหลุมศพพวกท่านสองคน” ตอนนั้นตนยังเด็กเกินไป ไม่รู้ว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่เธอสามารถขอดูสำนวนคดีที่ทนายประจำตระกูลคัดลอกเก็บไว้ได้

“...” เฉียวอันฉีสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ในใจก็กลัวว่าเธอจะเป็นฝ่ายเข้าใจผิดมาตลอดสี่ปี

“ตอนนี้สิ่งที่ฉันอยากรู้มากที่สุดก็คือเธอรับงานจากใคร”

“!!” รูม่านตาเฉียวอันฉีสั่นไหว รู้ว่าซ่งอวิ๋นฉลาดเป็นกรด แต่เธอไม่ได้คาดหวังให้อีกฝ่ายฉลาดถึงขนาดมองเรื่องราวออกอย่างทะลุปรุโปร่ง

“ฉันรู้จักเธอ พอ ๆ กับที่เธอรู้จักฉัน ถึงเธอจะไม่ชอบหรือโกรธเกลียดฉันยังไง แต่ไม่ได้อำมหิตถึงขั้นเอาชีวิตคนอื่น ถ้าเธอบอกความจริง ฉันอาจช่วยเธอได้”

“ฉันไม่มีอะไรจะพูดทั้งนั้น ไม่มีใครช่วยฉันได้ ไปเถอะ ขอให้เธออยู่รอดปลอดภัยไปตลอดรอดฝั่ง” นัยน์ตากลมโตมองข้ามไหล่ซ่งอวิ๋นไปที่นายตำรวจวัยกลางคนที่หยุดยืนเงียบ ๆ ด้านหลังซ่งอวิ๋นมาครู่ใหญ่

หัวคิ้วซ่งอวิ๋นเกือบจะชนกัน หันไปมองด้านหลังก็ใจกระตุกวูบ “มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะเนี่ย ตกใจหมดเลย”

เป็นไปไม่ได้ คนคนนี้มายืนข้างหลังเธอเงียบ ๆ แบบไร้สุ้มเสียง เธอฝึกศิลปะการต่อสู้มา ย่อมเข้าใจดีว่าสิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร หญิงสาวหันมองเฉียวอันฉีอีกครั้ง สมองแล่นเร็วจี๋

“ผมมายืนตรงนี้สักพักแล้วครับ ต้องนำตัวผู้ต้องหาไปสอบปากคำ แต่เห็นพวกคุณยังคุยกันไม่จบ เลยคิดว่าจะให้เวลาอีกสักพัก” นายตำรวจคนดังกล่าวพูดเรียบ ๆ

“ขอโทษที่รบกวนการปฏิบัติหน้าที่ของคุณตำรวจนะคะ”

จังหวะเดียวกันนั้น ผู้เฒ่าซ่งเดินไพล่หลังเข้ามาพอดี เธอจึงหันไปยิ้มแฉ่งให้ปู่ซ่ง เธอโล่งใจที่สายป่านเส้นนี้อาจจะไม่โดนตัดไปง่าย ๆ

“คุณปู่.. มาเร็วจังเลยค่ะ คุณแม่ไม่ได้มาด้วยใช่ไหมคะ”

“ปู่ให้รออยู่ที่บ้าน ตอนนี้พ่อแม่ของอันฉีรออยู่ข้างนอก พวกนั้นอยากคุยกับหลานมาก ถ้าหลานไม่อยากคุยพวกเราก็กลับบ้านกันได้เลย” บรรยากาศรอบกายผู้เฒ่าซ่งทรงอำนาจ แววตาเย็นเยือกอย่างไม่ปิดบัง

“คุยก่อนก็ได้ค่ะ” หญิงสาวส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากปู่ซ่ง ทำมือเป็นสัญญาณว่านายตำรวจด้านหลังเธอน่าสงสัย