สายป่าน 2
สายป่าน 2
ท่านผู้เฒ่าซ่งเข้าใจสิ่งที่หลานสาวต้องการจะสื่อในทันที เขากวาดตามองนายตำรวจวัยกลางคนรูปร่างกำยำล่ำสัน คล้ายมองผ่านไปไม่ได้คิดอะไร แต่ในสมองกลับเก็บรายละเอียดความผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว
“ไปเถอะ พวกเขารออยู่ ปล่อยให้ตำรวจทำงานต่อ”
“ค่ะคุณปู่” ซ่งอวิ๋นจ้องเข้าไปในห้องขังแวบหนึ่ง ดวงตาสองคู่สบมองกันกลางอากาศ เฉียวอันฉีรู้สึกได้ถึงความหวังเลือนราง
บางทีครั้งนี้เธออาจจะรอดไปได้..
เมื่อซ่งอวิ๋นเดินออกจากห้องขังด้านหลัง ก็เห็นลุงเฉียวและป้าเฉียวนั่งอยู่กับเด็กสาววัยสิบสองปี ความเศร้าโศกเสียใจตลบอบอวลอยู่รอบตัวพวกเขา
“อวิ๋นเอ๋อร์ เสี่ยวฉีเป็นยังไงบ้างลูก” คุณนายเฉียวหันมาเห็นซ่งอวิ๋น เธอก็ถลาเข้าไปจับแขนเพื่อนลูกสาวทันที
เธอเข้าใจว่าสิ่งที่อันฉีทำนั้นร้ายแรงมาก แต่เธอเองก็ยังหาสาเหตุไม่ได้ว่าทำไมอันฉีถึงต้องทำเรื่องเช่นนี้กับเพื่อนสนิท ทั้งคู่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่จำความได้
“ตอนนี้อันฉียังสบายดีอยู่ค่ะคุณน้า” ซ่งอวิ๋นหลุบตามองเด็กหญิงที่เดินเข้ามาเกาะแขนเธอพลางน้ำตาคลอเบ้าอย่างน่าสงสาร
“พี่สาว อย่าจับพี่ใหญ่ได้ไหมคะ พี่สาวอยากได้อะไร อันหรานจะให้ทั้งหมดเลย” เด็กหญิงพูดแล้วก็สะอึกสะอื้น เธอรักพี่สาวยิ่งกว่าสิ่งใด และเธอโตพอที่จะรู้ว่าการที่พี่สาวถูกขังอยู่ในสถานีตำรวจหมายความว่าอย่างไร เธอทำใจไม่ได้จริง ๆ
“อันหราน.. เรื่องนี้พี่สาวตัดสินใจไม่ได้จริง ๆ ขอโทษนะ” ซ่งอวิ๋นลูบศีรษะเด็กหญิงที่สูงเท่าหน้าอกเธอเท่านั้น
น่าปวดใจไม่น้อย อันหรานรักอันฉีมาก ในขณะที่อันฉีอิจฉาน้องสาวของตัวเองสุดจิตสุดใจ
“อวิ๋นเอ๋อร์.. เสี่ยวฉีทำเรื่องแบบนั้นลงไปจริง ๆ เหรอ” พ่อเฉียวยังไม่อยากเชื่อ ลูกสาวที่น่ารักและร่าเริงมาเสมอ จะนำงูพิษมาทำร้ายเพื่อนสนิทของตัวเองไปทำไมกัน
“หนูก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันค่ะว่าเป็นฝีมืออันฉี แต่หลักฐานก็ชี้ไปที่เธอทั้งหมด ตัวอันฉีเองก็ยอมรับแล้วด้วยว่าเป็นคนทำจริง ๆ”
พ่อเฉียวกลืนรสชาติขมปร่าลงคอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดวงตาเขาร้อนผะผ่าว เลี้ยงหมาเลี้ยงแมวยังรัก แล้วนี่เลี้ยงคนทั้งคน เขาจะไม่รักได้อย่างไร บางครั้งเขากับภรรยายังเผลอให้ความสำคัญกับอันฉีมากกว่าอันหรานเสียด้วยซ้ำ
อาจเพราะเขากับภรรยาคิดตรงกันว่า หากอยากให้พี่คนโตรักน้อง พวกเขาต้องมอบความรักให้พี่คนโตอย่างล้นเหลือ ความรักนั้นจะถูกส่งต่อไปถึงลูกคนเล็กโดยปริยาย ซึ่งมันก็ดูเหมือนจะได้ผลมาเสมอ
“น้า.. น้าขอโทษแทนฉีฉีด้วยนะลูก” แม่เฉียวกลั้นสะอื้น ไม่กล้าร้องขอให้ซ่งอวิ๋นไม่เอาความ เธอละอายใจจนไม่กล้าสบตาท่านผู้เฒ่าซ่งเลยด้วยซ้ำ
ซ่งเต๋อไม่ทันได้สนใจว่าสองสามีภรรยาตระกูลเฉียวคิดหรือพูดอะไร เขากำลังขอให้สหายในกรมตำรวจตรวจสอบตำรวจต้องสงสัยคนนั้น อีกทั้งยังส่งข้อความให้ผู้กำกับลงมาคุมการสอบปากคำผู้ต้องหาด้วยตัวเอง ด้วยเกรงว่าอาจเกิดเรื่องคาดไม่ถึง
“คุณน้าไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ” ซ่งอวิ๋นบีบมือหญิงวัยกลางคนเบา ๆ เธอเข้าใจดีว่าท่านรู้สึกแย่และตั้งตัวไม่ทัน ยิ่งท่านไม่ขอให้เธอยอมความ เธอยิ่งรู้สึกว่าท่านน่านับถือ
สุดท้ายแล้วพ่อเฉียวและแม่เฉียวก็ไม่ได้เข้าไปหาหรือพูดคุยกับลูกสาวคนโต เนื่องจากเจ้าตัวแจ้งเจตจำนงกับตำรวจโดยตรงว่าไม่ต้องการพบหน้า
สิ่งนี้สร้างความเจ็บปวดใจแก่สองสามีภรรยามากกว่าเก่า พวกเขาต้องกลับบ้านไปพร้อมความรู้สึกสับสน ไม่รู้เลยว่าตนเองทำผิดพลาดตรงไหน และลูกสาวเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมถึงไม่สังเกตตั้งแต่แรก
...
ซ่งอวิ๋นกลับบ้านมาพร้อมความรู้สึกค้างคาใจ เธอบอกเล่าการคาดเดาของตนเองให้ปู่ซ่งฟังอย่างละเอียด ท่านเงียบอยู่ครู่ใหญ่ ครุ่นคิดบางอย่างอยู่ในใจ
“คุณปู่ว่าหนูคิดมากเกินไปหรือเปล่าคะ”
“ไม่เลย ปู่ดีใจที่หลานระวัง รู้จักสังเกตความผิดปกติรอบตัว ส่วนเรื่องที่หลานคิดว่ามีคนบงการอยู่เบื้องหลัง ปู่เห็นด้วย มันก็มีความเป็นไปได้สูงทีเดียว แต่คืนนี้หลานนอนหลับให้สบายก่อน คืบหน้ายังไงปู่จะบอกอีกที”
“ค่ะคุณปู่..” ซ่งอวิ๋นสบายใจขึ้นมาก เมื่อคุณปู่คิดเหมือนเธอ ท่านต้องคิดหาวิธีรับมือไว้เรียบร้อยแล้วแน่ ๆ
ค่ำคืนเดียวกันนั้น ประตูห้องขังของเปิดออกมาอย่างเงียบเฉียบ เฉียวอันฉีสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เมื่อเห็นว่าคนเปิดประตูคือนายตำรวจที่ทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ตั้งแต่ตอนเธอคุยกับซ่งอวิ๋น
เธอทำงานผิดพลาด ครั้งนี้จุดจบของเธอคือความตายอย่างไม่ต้องสงสัย
ตำรวจวัยกลางคนก้าวเข้ามาในห้องอย่างไร้สุ้มเสียง เขาหยิบกระบอกฉีดยาออกจากกระเป๋า ในกระบอกยามีของเหลวสีใสอยู่ด้านใน เข็มแหลมสะท้อนแสงภายในห้องขัง เขาดีดกระบอกยาในมือ พูดเรียบเรื่อย
“อยู่เงียบ ๆ อย่าร้องโวยวาย ก่อนตายจะได้ไม่เจ็บปวด” น้ำเสียงเขาไร้อารมณ์ ไม่มีความเห็นอกเห็นใจ ราวกับทำเรื่องเช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วน
เฉียวอันฉีปากคอสั่น แม้เธอเตรียมใจมาแล้วว่าวันนี้เธออาจไม่รอด แต่พอต้องตายจริง ๆ เธอก็ประหวั่นพรั่นพรึง เสี้ยววินาทีสุดท้าย คำถามของซ่งอวิ๋นกลับวนเวียนอยู่ในสมอง ‘ชีวิตของเธอควรจบแบบนี้จริง ๆ เหรอ’ และตอนนี้เธอได้คำตอบแล้ว
การดับอนาคตตัวเอง และยอมแลกชีวิตเพื่อความแค้น มันไม่คุ้มค่าเลย ชีวิตเธอไม่ควรจบลงตรงนี้จริง ๆ ทำไมเธอถึงหน้ามืดตามัวและถลำลึกขนาดนั้นกันนะ
“กำลังจะทำอะไร” เนื้อเสียงเยียบเย็นดังออกมาจากห้องขังข้าง ๆ ทำเอานายตำรวจร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ
ชั่วพริบตาต่อมา รองผู้กำกับการสำนักงานความมั่นคงสาธารณะ ก็เดินเข้ามาพร้อมตำรวจนับสิบชีวิต การจู่โจมครั้งนี้รวดเร็วและเฉียบขาด ไม่ปล่อยให้คนผิดได้มีโอกาสตอบโต้กลับ
พวกเขาซุ่มรออยู่ในห้องขังด้านข้างตั้งแต่ช่วงเย็น โดยอาศัยจังหวะที่นายตำรวจคนนี้ไปเข้าห้องน้ำ เนื่องจากท่านนายพลสั่งการลงมาด้วยตัวเอง เพราะตรวจสอบแล้วพบความผิดปกติ
เดิมทีพวกเขาก็คิดว่าอาจต้องคว้าน้ำเหลว เพราะผ่านไปค่อนคืนแล้วยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น กระทั่งรองผู้กำกับเห็นผ่านคลิปกล้องวงจรปิดในมือถือว่าตำรวจที่เข้าเวรอยู่พากันหลับทีละคน เหลือแค่ผู้ต้องสงสัยเพียงคนเดียวเท่านั้น
“พาตัวไปสอบสวน”
“ฮึก..” เฉียวอันฉีสะอึกสะอื้น ช่วงเวลาที่ความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม เธอเพิ่งรู้ว่าตัวเองหวาดกลัวขนาดไหน ทั้งที่เตรียมใจไว้แล้วแท้ ๆ
“ไปยุ่งกับคนที่ไม่ควรยุ่งสินะ เกือบโดนปิดปากขนาดนี้แล้ว ตอนนี้ควรเปิดปาก เล่าสิ่งที่รู้ให้ผมฟังได้แล้วนะ” รองผู้กำกับทอดถอนใจ เธอยังอายุน้อย แต่กลับถลำลึกลงไปในความดำมืด ไม่คุ้มค่ากันเลยสักนิด
“ค่ะ ฮึก ฉันจะเล่าสิ่งที่รู้ทั้งหมดเลย ฉันยังไม่อยากตาย ช่วยฉันด้วยนะคะ” เฉียวอันฉีร้องห่มร้องไห้อย่างเสียขวัญ
“ดีใจไว้เสียเถอะ ถ้าไม่เพราะความฉลาดช่างสังเกตของคนตระกูลซ่ง วันนี้คุณคงตายไปแล้ว”
เฉียวอันฉีสะอื้นหนักกว่าเดิม รองผู้กำกับรออย่างใจเย็น กระทั่งเธอตั้งสติได้แล้วยอมเล่าเรื่องราวทั้งหมด เธอบอกว่าหลังจากทราบว่าพ่อแม่ตายอย่างไร เธอแค้นมากแต่ไม่มีโอกาสได้ลงมือ
กระทั่งเมื่อสองปีก่อน เธอได้รู้จักเว็บใต้ดินโดยบังเอิญ ในนั้นมีการจ้างงานทุกประเภท ไม่เว้นแม้กระทั่งการจ้างวานฆ่า ตอนแรกเธอนึกว่าเป็นเรื่องล้อเล่น จึงลองรับงานเล็ก ๆ มาหนึ่งงาน เช่นแอบถ่ายคลิปเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งตอนแคะขี้มูกแล้วป้ายโต๊ะเรียน
สุดท้ายคลิปเธอแอบถ่ายถูกเผยแพร่ไปทั่วโรงเรียน เธอตกใจอย่างมาก ไม่นึกว่าเรื่องที่เธอคิดว่ามันน่าสนุก จะทำให้คนอื่นเดือดร้อนขึ้นมาจริง ๆ หญิงสาวหวาดหวั่นอย่างยิ่ง จึงคิดจะปิดบัญชีนั้นเสีย แต่จู่ ๆ ก็มีงานใหม่เข้ามา
งานนี้เป็นงานระยะยาว เดิมทีเธอไม่สนใจ กระทั่งทราบว่าเป้าหมายคือซ่งอวิ๋น ความแค้นและความโกรธในใจเธอมีมากอยู่แล้ว จึงรับงานนี้มาโดยไม่ลังเล
ขอบเขตงานนี้ง่ายดายอย่างยิ่ง เช่นว่าทำอย่างไรก็ได้ให้ชีวิตซ่งอวิ๋นตกต่ำลงเรื่อย ๆ
มีหลายครั้งที่เธอคิดจะเลิก แต่ผู้ว่าจ้างกลับข่มขู่เธอว่าเขารู้ตัวตนจริง ๆ ของเธอ หากเธอไม่ยอมทำงานนี้ต่อ ชีวิตเธอจะจบเห่ในไม่ช้า เธอจึงคอยยั่วยุและชักจูงซ่งอวิ๋นไปในทางที่ไม่ดีอยู่เสมอ
เรื่องราวดำเนินมาเรื่อย ๆ กระทั่งคำสั่งล่าสุด มันต้องการสั่งสอนซ่งอวิ๋นด้วยการนำงูมาปล่อยในห้อง หากซ่งอวิ๋นโดนงูกัดตายก็ดี ถ้าไม่ตายก็ให้ทรมานต่อไปอีกหน่อย หากผิดพลาดโดนจับ จุดจบคือความตาย
ซึ่งเธอยังโกรธเรื่องประธานเฟิงกอปรกับรู้สาเหตุการตายของบิดามารดาในอดีต จึงทำตามคำสั่งนั้นด้วยความเต็มใจ ไม่ทันคิดว่าครั้งนี้ตนจะตายจริง ๆ
“ฉันรู้ว่าตัวเองถลำลึกเกินไป กลับตัวไม่ได้แล้ว รู้ด้วยว่าอาจโดยปิดปากในสักวัน.. แต่ใจจริงฉันไม่ได้อยากให้ซ่งอวิ๋นตาย”
“คุณถลำลึกเกินไปจริง ๆ นั่นแหละ” รองผู้กำกับทอดถอนใจ เอื้อมมือไปหยิบกระดาษปึกย่อม ๆ มาวางตรงหน้าเด็กสาวรุ่นลูก “อีกอย่างคดีโจรกรรมร้านทองเมื่อสิบกว่าปีก่อน เพื่อนของคุณไม่ได้อยู่ในร้านด้วยซ้ำ ถ้าไม่เชื่อก็ลองอ่านสำนวนคดีดู”
“!!” เฉียวอันฉีส่ายศีรษะ ถอยกรูดจนแผ่นหลังชิดผนัง
“อ่านเถอะ อย่างน้อยก่อนเข้าคุก คุณก็ยังได้รู้ว่าตัวเองเข้าใจผิดมานานขนาดไหน ความจริงไม่น่ากลัวเท่าการหลอกตัวเองหรอกนะ” เขาเดินออกจากห้องขัง เพื่อไปสอบปากคำนายตำรวจชั้นผู้น้อย
ค่ำคืนนี้ยังอีกยาวไกล หวังว่าหลังจากขุดคุ้ยบัญชีในเว็บใต้ดินของเฉียวอันฉี เขาจะได้เจออะไรบ้าง