วนเวียนใกล้ ๆ มาตลอด
วนเวียนใกล้ ๆ มาตลอด
เจียงเซินดึงตัวเองออกจากความคิดยุ่งเหยิงในสมองไม่ได้ ร่างกายเขาสั่นเทาราวกับเผชิญอุณหภูมิติดลบ น้ำตาไหลออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ยังไม่รู้ ขณะเดียวกันเจียงซูตั้งสติได้เร็วกว่า ในฐานะพี่ชายคนโต เขาต้องเป็นที่พึ่งทางใจให้มารดา หากทุกคนอ่อนแอกันหมด ทุกอย่างคงพังไม่เป็นท่า
“แม่จะทำยังไงต่อไปครับ” ชายหนุ่มบีบมือมารดาเบา ๆ
ผู้เฒ่าซ่งพยักหน้าชื่นชม หลานชายคนโตพึ่งพาได้ แม้น้ำเสียงเขาสั่นพร่า ดวงตาแดงก่ำ แต่กลับยืนหยัดได้ในเวลาสำคัญ
“ลูกเห็นภาพพวกนี้แล้วคิดยังไง ถ้าแม่จะหย่า.. ลูกจะว่ายังไง” ซ่งเซียงพูดอย่างไม่แน่ใจนัก แม้เธอมั่นใจว่าตัวเองต้องหย่าร้างแน่ แต่เธอกลัวลูกชายรับไม่ได้
“ผมเคารพการตัดสินใจของแม่” ชายหนุ่มกล่าวอย่างหนักแน่น แววตาเด็ดเดี่ยวและมั่นคง
“แล้วความรู้สึกลูกล่ะ”
“ผมโตแล้วครับ ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ซื่อสัตย์ การอยู่พร้อมหน้าพ่อแม่ลูก ไม่ได้แปลว่าอบอุ่นเสมอไป ผมไม่อยากทนเห็นแม่ทุกข์ใจเพราะบ้านเล็กของพ่อ” ชายหนุ่มฝืนยิ้มปลอบประโลมผู้เป็นแม่
ไม่มีลูกคนไหนอยากเห็นการหย่าร้างของพ่อแม่ แต่เขาจะทุกข์ใจมากกว่าหากต้องเห็นแม่เสียสุขภาพจิตไปเรื่อย ๆ หรือต้องอดทนเพื่อรักษาคำว่าครอบครัว ทั้งที่มันแตกสลายไปนานแล้ว
ซ่งอวิ๋นยกมือลูบอกตนเอง ให้ความปวดใจบรรเทาลง เขาก็ยังสมกับเป็นพี่ใหญ่ มีสติ คิดวิเคราะห์ และแยกแยะด้วยเหตุผล ไม่เอาอารมณ์เป็นตัวตั้ง ทว่ายิ่งเขาพยายามเข้มแข็งมากเท่าไหร่ เธอยิ่งอยากร้องไห้แทนเขา
“ลูกล่ะเจ้ารอง.. คิดยังไง” ซ่งเซียงใจชื้นขึ้นแล้ว ไม่ลืมถามความคิดเห็นลูกชายคนรอง
“ผม.. ผม ๆ” เจียงเซินละล่ำละลัก เขาพยายามตั้งสติแล้ว แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันกะทันหันเกินไป มันเจ็บปวดทรมานจนหายใจไม่ออก ในช่วงเวลาที่ความรู้สึกดิ่งลึกฉุดไม่อยู่ ภาพความทรงจำวันที่ลุงใหญ่จูงมือซ่งหว่านมาเปิดตัวในงานเลี้ยงวันเกิดซ่งอวิ๋นพลันไหลบ่าเข้ามาในสมอง
วันนั้นซ่งอวิ๋นคงทั้งเสียใจและอับอาย สมองเต็มไปด้วยคำถามเหมือนเขาในตอนนี้ แม้จะคิดได้เช่นนั้นแล้ว ชายหนุ่มก็ยังไม่อยากโทษว่าสิ่งที่เขาคิดมาตลอดนั้นผิด
ราวกับว่าถ้าเขายอมรับในตอนนี้ ความเชื่อมั่นในตัวเองก็จะพังทลายลงไป
“ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ พูด ลูกคิดยังไงถ้าแม่จะหย่ากับพ่อ” ซ่งเซียงเอื้อมมือไปลูบหลังลูกชาย รู้ว่าเขากำลังสับสนและช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่เธอกับลูก ๆ ควรมีที่สุดในตอนนี้คือสติ
“ผม..แล้วแต่แม่” รูปถ่ายในมือถูกเขาโยนกลับไปบนโต๊ะราวกับต้องของร้อน ยิ่งมองมันยิ่งทิ่มแทงใจ
“ตกลง แม่จะใช้หลักฐานพวกนี้ฟ้องหย่า และฟ้องเรียกคืนทรัพย์สินจากผู้หญิงคนนั้นด้วย อาจต้องใช้เวลาสักพัก ต้องสืบค้นให้แน่ชัดก่อนว่าพ่อของลูกเอาเงินไปปรนเปรอผู้หญิงคนนั้นมากเท่าไหร่” ซ่งเซียงพยายามเข้มแข็ง จัดระเบียบความคิดเป็นขั้นเป็นตอน
หมายมั่นว่าการทรยศในครั้งนี้ มีราคาที่ต้องจ่าย เธอจะทำให้เขากระอักและเจ็บปวดยิ่งกว่าเธอและลูก ๆ ร้อยเท่าพันเท่า
“ไม่ต้องสืบแล้ว” ผู้เฒ่าซ่งหยิบแฟ้มหนาออกมาวางบนโต๊ะ “พ่อสืบให้หมดแล้ว ถ้าลูกอยากฟ้องหย่าจริง ๆ เดี๋ยวให้ทนายประจำตระกูลเราจัดการให้”
ซ่งเซียงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ น้ำตาที่คิดว่าไม่มีให้ไหลก็เริ่มทะลักทลายออกมาอีกหน “คุณพ่อ..”
ครั้งนี้เธอไม่ได้เศร้าเสียใจ แต่ดีใจที่เธอมีพ่อหนุนหลังตั้งแต่เล็กจนโต แม้ท่านทำงานหนัก ไม่ค่อยได้ใช้เวลากับลูก ๆ เท่าที่ควร แต่ทุกครั้งที่เกิดปัญหาใหญ่ พ่อมักอยู่ตรงนี้เสมอ เธอรู้ว่าต่อให้ล้มลุกคลุกคลานอย่างไร เธอก็ล้มลงบนเบาะนุ่ม ๆ ไม่ได้ล้มบนพื้นปูน
“พอแล้ว ๆ วันนี้ร้องไห้เยอะแล้ว” ผู้เฒ่าซ่งพรูลมหายใจยาว เห็นลูกสาวที่เปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจร้องไห้เหมือนเด็ก ๆ มีใครบ้างไม่ปวดใจ
“ฮึก.. ขอบคุณนะคะคุณพ่อ ถ้าพ่อไม่สืบ หนูคงโง่ไปอีกนานเลย” ซ่งเซียงพยายามเช็ดน้ำตา แต่มันยังไหลออกมาราวกับไม่มีที่สิ้นสุด
“ผิดแล้ว..” ชายชราส่ายศีรษะ “ไม่มีใครเป็นคนโง่หรอกนะ การเชื่อใจเป็นพื้นฐานของความรักที่ดี ลูกแค่เจอคนไม่ซื่อสัตย์เท่านั้น” ผู้เฒ่าซ่งเอื้อมมือไปตบหลังบุตรสาวเบา ๆ
เจียงซูฟังบทสนทนาเหล่านี้แล้วหนาวเหน็บอยู่ในใจ แม่ของเขามีพื้นฐานความรักดีเยี่ยม ในขณะที่พ่อของเขาสร้างโลกใบที่สองข้างนอกอย่างย่ามใจ โดยใช้ความเชื่อใจของแม่ให้เป็นประโยชน์
ความคิดของชายหนุ่มหยุดชะงัก เมื่อสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แตะโดนโหนกแก้ม “น้องสาม?”
ซ่งอวิ๋นเม้มปากแน่น เช็ดน้ำตาให้พี่ชาย เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังร้องไห้ เธอปาดน้ำตาให้เขา แต่มันยังหยดลงมาโดยไร้เสียงสะอื้น
“พี่ใหญ่ไม่เป็นไร ขอบใจนะ” เจียงซูเพิ่งรู้ตัวว่าน้ำตาเขาหยดแหมะ ๆ เขารีบสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ กวาดสายตามองรอบด้าน ก็เห็นคุณตาหยิบทิชชูยื่นให้เขา ไม่ลืมเผื่อแผ่ไปถึงเจียงเซิน
“ขอบคุณครับ” เจียงเซินอึกอัก กระอักกระอ่วน ในใจเขามีอคติกับตาซ่ง ตอนรับทิชชูมาแล้วก็ยังปรับอารมณ์ได้ไม่ดี
“วันนี้จะกลับบ้านหรือเปล่า” ผู้เฒ่าซ่งอยากฟังแผนการขั้นต่อไปของลูกสาว
“ไม่กลับแล้วค่ะ เดี๋ยวหนูจะส่งคนไปย้ายของออกจากบ้านหลังนั้น ระหว่างฟ้องหย่าก็จะขายบ้านทิ้งไปด้วย” ซ่งเซียงเด็ดขาด ในช่วงเวลาอ่อนไหวก็ยังเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น
“ย้ายแล้วจะไปอยู่ที่ไหน กลับบ้านเราดีไหม”
“ไม่เป็นไรดีกว่าค่ะคุณพ่อ หนูเพิ่งซื้อบ้านไว้อีกหลังเมื่อสองปีที่แล้ว ไกลจากบ้านเราแค่ห้านาทีเอง” ซ่งเซียงปฏิเสธอย่างไม่ลังเล
ด้วยเจียงเซินมีอคติกับตาและน้องสาว ดังนั้นหากต้องมาอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน อาจก่อให้เกิดปัญหาอันไม่จำเป็น
“ได้ สะดวกแบบไหนก็แบบนั้น” ผู้เฒ่าซ่งไม่คัดค้าน หันมองหลานชายคนรอง “เจ้ารอง ตาอยากถามไม่กี่ประโยค”
“ครับ” เจียงเซินสะดุ้งเล็กน้อย ไม่กล้ามองใบหน้าน่าเกรงขามของผู้เป็นตา
“เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น แกคิดจะญาติดีกับลูกนอกสมรสหรือเปล่า”
“!!” เจียงเซินสะอึกอึ้ง ไม่คิดว่าตาจะซ้ำเติมเขาอย่างเลือดเย็นเช่นนี้ และเพราะสีหน้าเขาคงชัดเจนเกินไป ชายชราเลยเสริมอีกหลายประโยค
“ตาไม่ซ้ำเติม แค่ชี้ให้เห็นว่าพอเรื่องนี้เกิดขึ้นกับแก ตัวแกเองยังรับไม่ได้” ผู้เฒ่าซ่งลูบหัวพยัคฆ์บนไม้เท้า “หลังจากนี้ก็อย่าตัดสินและคิดแทนคนอื่น หรือถ้าแกสามารถญาติดี เป็นพี่เป็นน้องกับลูกนอกสมรสคนนี้ได้ ถึงวันนั้นตาจะยอมรับว่าตาเป็นฝ่ายคิดผิด”
ผู้เฒ่าซ่งไม่ว่าเปล่า จิ้มรูปภาพชายหนุ่มวัย 20 ปี ที่หน้าตาถอดแบบเจียงกั๋วมาทุกกระเบียดนิ้ว
เจียงเซินมองตามปลายนิ้วซ่งเต๋อ หัวใจเขาคันคะเยอ รังเกียจทั้งที่ยังไม่เคยพบเจอหน้ากัน หากให้ทำตัวสนิทสนม เขายอมรับจากใจเลยว่าไม่มีทาง คิดมาถึงตรงนี้เจียงเซินก็เงยหน้ามองซ่งอวิ๋น
คนถูกจ้องหนังตากระตุก หันไปมองกลับพลางเลิกคิ้วน้อย ๆ “มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“ไม่..” เจียงเซินเม้มปากพลางเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ใจเขาอคติไปแล้ว ไม่อาจกลับไปมองซ่งอวิ๋นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว
ซ่งอวิ๋นไม่สนใจว่าเขาคิดอะไรในใจ เขาโง่เกินไป ป่วยการจะแก้ไข หญิงสาวคิดแล้วก็พิจารณาชายหนุ่มในภาพอีกครั้ง “หนูว่า.. หนูคุ้นหน้าเขามากเลยนะคะ เหมือนเคยเจอตอนที่พวกเราเรียนพิเศษ พี่ใหญ่นึกออกไหมคะ”
เจียงซูหยิบรูปถ่ายใบนั้นมาพิจารณาอีกครั้ง ก่อนพยักหน้าเห็นด้วย “นึกออกแล้ว เขาเรียนโรงเรียนพิเศษที่เดียวกับพวกเราตอนเด็ก ๆ”
“ย่ามใจถึงขนาดให้เรียนที่เดียวกัน” ซ่งเซียงหัวเราะไร้ความรื่นรมย์ ดวงตาคู่สวยฉายไฟโทสะสว่างวาบ
“อันที่จริง.. ถ้าหนูจำไม่ผิด เจียงกวนคนนี้ลงแข่งร้องเพลงด้วย เป็นตัวเต็งเลยนะคะ” ซ่งอวิ๋นเหลือบมองเจียงเซินแวบหนึ่ง เธอไม่สงสารเขาเลยสักนิด เหมือนตอนนี้เขากำลังถูกเวรกรรมตามสนอง แต่พี่ใหญ่กับอาหญิงรองดันโดนไปด้วย
เจียงเซินได้ยินดังนั้น เขาก็รีบค้นหาความทรงจำในสมอง เนื่องด้วยมีผู้เข้าแข่งขันมากเกินไป บางครั้งตอนขึ้นแสดงบนเวทีก็ไม่ได้เจอกัน เนื่องจากในสตูดิโอนั้นมีหลายเวที
“จริงด้วย เจียงกวนได้รับคะแนนโหวตสูงมาก” เจียงซูค้นหาในอินเทอร์เน็ต ก็พบว่าเป็นไปตามที่น้องสาวว่าไว้
เจียงเซิน “...”
นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน อย่าบอกนะว่าหมอนั่นตั้งใจวนเวียนอยู่รอบตัวเขามาตลอด
...
เจียงกั๋วกลับมาถึงบ้าน เขาพบว่าภรรยาและลูกชายของเขาไม่อยู่บ้าน เกิดลางสังหรณ์ไม่ดีอยู่ในใจ รีบต่อสายหาซ่งเซียงทั้งที่ตอนนี้ตีสองแล้ว ทว่าเขารอสายเพียงไม่กี่วินาที ก็ได้ยินเสียงราบเรียบของภรรยา
“มีอะไร”
“คุณกับลูกไปไหนกัน ผมกลับมาแล้วไม่เจอใครเลย”
“คุณเพิ่งกลับบ้านตอนนี้?”
เจียงกั๋วชะงัก นัยน์ตาเฉียบแหลมหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนกระแอมเบา ๆ “งานมีปัญหานิดหน่อย ผมมัวแต่ทำงาน เผลอแป๊บเดียวก็ตีหนึ่งแล้ว”
“ฮ่า ๆ ฉันนึกไม่ออกเลยว่าคุณโกหกฉันแบบนี้มากี่พันครั้ง” ซ่งเซียงกลั้วหัวเราะอย่างหยามหยัน
“คุณหมายถึงอะไร.. ผมไม่เข้าใจ” เจียงกั๋วขมวดคิ้ว ฝ่ามือข้างลำตัวเดี๋ยวกำเดี๋ยวคลาย หายใจแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่เขาเองก็ควบคุมไม่ได้
“ฉันต้องการฟ้องหย่า หลังจากนี้เราจะคุยกันผ่านทนายเท่านั้น ไม่ว่าคุณเอาเงินของพวกเราไปปรนเปรอผู้หญิงคนนั้นเท่าไหร่ ฉันจะเอาคืนมาร้อยเท่า” ซ่งเซียงกัดฟันแน่น นอกจากเสียใจแล้ว เธอแค้นแทบกระอัก และเธอไม่กลัวว่าเขาจะชนะคดี เพราะหลักฐานในมือเธอแน่นหนา พ่อของเธอหาหลักฐานไว้รอบด้านจริง ๆ