ลูกนอกสมรสแสดงตัว
ลูกนอกสมรสแสดงตัว
“คุณกำลังพูดถึงเรื่องอะไร เรากลับมาคุยกันดี ๆ ได้ไหม แค่เป็นเรื่องเข้าใจผิด ผมอธิบายได้” เจียงกั๋วหลับตาแน่น เขาพลาดเพราะความย่ามใจ คิดว่าความลับที่เขาปิดบังไว้ไม่มีทางถูกเปิดเผย
ด้วยซ่งเซียงมีนิสัยส่วนตัวที่ไม่ตาม ไม่เช็ก และไว้ใจสามีอย่างสุดจิตสุดใจ ในขณะที่ผู้เฒ่าซ่งไม่ยุ่งวุ่นวายกับเรื่องในครอบครัวของลูก ๆ ตราบใดที่ยังไม่เกิดปัญหาใหญ่ ท่านก็ปล่อยให้ทุกคนมีอิสระทางความคิด และมีอิสระในการใช้ชีวิต
มาวันนี้เกิดอะไรขึ้น ทำไมซ่งเซียงถึงเริ่มสงสัยในตัวเขา.. หากเธอรู้เรื่องนี้แล้ว เธอจะรู้เรื่องอื่นด้วยหรือไม่
ยิ่งคิด สีหน้าเขายิ่งดำคล้ำเป็นก้นหม้อ
“ตลกดีนะ เข้าใจผิดจนคุณมีลูกชายนอกสมรสที่อายุพอ ๆ กับอาเซิน ไม่รู้ว่าคุณปกปิดเก่งหรือฉันโง่กันแน่ แต่เอาเถอะ พูดอะไรไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์แล้ว เจอกันที่ศาลละกัน” ซ่งเซียงกล่าวจบก็กดตัดสายและปิดเครื่องทันที วันนี้เธอเพลียมากเกินไป ควรนอนพักผ่อนได้แล้ว
ซ่งเซียงพลิกกายนอนตะแคง นัยน์ตาบวมช้ำอ่อนแสงลงเมื่อเห็นหลานสาวนอนหลับอยู่ข้างกาย เสี่ยวอวิ๋นคงเป็นห่วงเธอมาก จึงขอมานอนกับเธอในคืนนี้ หลานสาวของเธอน่ารักเสมอ
ด้านเจียงกั๋วพยายามโทรกลับไปอีกหลายครั้ง สุดท้ายเขาก็โยนโทรศัพท์ลงบนเตียง สีหน้าเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
...
เจียงเซินลงมาทานอาหารเช้าพร้อมครอบครัว ท่าทางเขาดูหมดอาลัยตายอยาก ใต้ตาดำคล้ำเพราะเขานอนไม่หลับเลยตลอดทั้งคืน ในสมองมีคำถามมากมายวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา
สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือเขาต้องยอมรับว่าตัวเองผิด ก่อนหน้านี้เขาพยายามบังคับให้ซ่งอวิ๋นญาติดีกับซ่งหว่าน ทั้งยังตำหนิว่าเธอใจแคบ ไม่รู้จักแยกแยะ พอเจอกับตัวถึงเพิ่งรู้ว่าความรู้สึกที่มีต่อลูกเมียน้อยมันขยะแขยงขนาดไหน แต่ให้เขาเอ่ยคำว่าขอโทษ ศักดิ์ศรีก็ค้ำคอทั้งยังไม่อาจลบอคติที่มีต่อซ่งอวิ๋นไปได้ง่าย ๆ
ทางที่ดีที่สุดคือเราอาจต้องต่างคนต่างอยู่ ตามที่เคยตกลงกับคุณตาไว้ในคราก่อน
“อาเซียงกินไหวมั้ย พี่กลัวเธอกินอะไรไม่ลงเลยต้มข้าวต้มปลาไว้ให้” โจวจิ่วถามซ่งเซียงซึ่งเปรียบเสมือนน้องสาวแท้ ๆ ของเธอ
“ขอบคุณนะคะพี่จิ่ว ข้าวต้มปลาดีอร่อยมากเลย” ซ่งเซียงส่งยิ้มให้อดีตพี่สะใภ้อย่างซาบซึ้ง การที่พี่ชายของเธอสูญเสียภรรยาดี ๆ อย่างโจวจิ่วไป นับเป็นเรื่องที่เขาควรเสียใจและเสียดายที่สุดในชีวิต
...
เจียงเซินเดินทางมายังสตูดิโอของผู้กำกับหู สีหน้าเขาไม่สดใสอย่างเห็นได้ชัด เวลานี้รายการ The People’s Voice ได้รับความนิยมอย่างสูง เทียบเคียงได้กับรายการเรียลลิตี้แถวหน้า ผู้ชมมีความสุขที่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสิน และมันโปร่งใสมากพอ ทำให้พวกเขาสบายใจและรู้สึกว่าผู้เข้าแข่งขันต่างมีโอกาสชนะพอ ๆ กัน
ซึ่งวันนี้เจียงซูมาสตูดิโอพร้อมซ่งอวิ๋น เพราะผู้กำกับหูกล่าวว่ามีเรื่องอยากขอร้องน้องสาว พี่ใหญ่อย่างเขาเกรงว่าเจียงเซินจะก่อเรื่องอะไรขึ้นมาอีก เขาจึงตามมาดูน้องสาวด้วยอีกคน
ยิ่งกว่านั้นเขาก็อยากเห็นน้องชายนอกสมรสคนนั้นเช่นกัน อย่างน้อยเขาก็อยากประเมินว่าอีกฝ่ายจงใจวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ พวกเขาหรือไม่
ทว่าในสายตาเจียงเซิน กลับมองว่าซ่งอวิ๋นอยากมาดูเรื่องตลกของเขามากกว่า คงรอให้เขาสติแตกยามพบเจอเจียงกวน ซึ่งตัวเขาเองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะควบคุมอารมณ์ได้หรือไม่
“พี่รอง.. หายไปไหนมาคะ ฉันโทรไปตั้งหลายสาย พี่ไม่รับโทรศัพท์เลย เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า” ซ่งหว่านยืนอยู่ตรงโถงทางเดินซึ่งเชื่อมไปยังห้องพักผู้เข้าแข่งขัน เร่งฝีเท้าเข้าไปถามอย่างเป็นห่วงแกมวิตกกังวล
“พี่.. มีเรื่องให้คิดนิดหน่อย” เจียงเซินลมหายใจสะดุด การเห็นหน้าซ่งหว่านในตอนนี้ ก็ตอกย้ำให้เขานึกถึงเจียงกวน ยิ่งมีซ่งอวิ๋นตามมาด้านหลัง เขายิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองยืนแก้ผ้าอยู่กลางสี่แยก อับอายจนอยากแทรกแผ่นดินหนี
“เครียดมากเหรอคะ มีอะไรเล่าให้ฉันฟังได้นะ” ซ่งหว่านแตะแขนเขาเบา ๆ ทว่าเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นคนที่ตามมาด้านหลัง เธอก็อึกอัก ก่อนจะค้อมศีรษะเล็ก ๆ “สวัสดีค่ะ”
เจียงซูพยักหน้าเรียบ ๆ ไม่ได้แสดงออกว่าชอบหรือรังเกียจอีกฝ่าย อย่าว่าแต่เจียงเซินไม่ได้นอน ตัวเขาเองก็นอนไม่หลับเช่นกัน ขนาดเขาคิดว่าตัวเองเข้มแข็งแล้ว ยังปวดใจขนาดนี้ ซ่งอวิ๋นที่รู้ความจริงอันโหดร้ายในวันเกิด อาจจะเกลียดวันเกิดตัวเองไปตลอดชีวิตเลยก็ได้
“ไปห้องพักก่อนเถอะ คนเริ่มเยอะแล้ว” เจียงเซินไม่อยากเป็นตัวตลกให้ซ่งอวิ๋นขบขัน จึงเอ่ยปากชักชวนซ่งหว่านทั้งที่ยังกระอักกระอ่วนอยู่ในใจ
ทว่ายังไม่ทันได้เดินไปไหน เสียงไม่คุ้นหูพลันดังขึ้น “เดี๋ยวครับคุณเจียง คุณซ่ง”
เมื่อคนทั้งที่หันไปมองก็พบชายหนุ่มวัยยี่สิบปีคนหนึ่งกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาหา ใบหน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงเจียงกั๋วถึงเก้าส่วน ทำเจียงซูและเจียงเซินชะงักชะงันไปตาม ๆ กัน
“ผมเจียงกวนนะครับ ผมชอบการแสดงบนเวทีของพวกคุณมาก” เจียงกวนหอบหายใจนิด ๆ ดวงหน้าหล่อเหลาประดับยิ้มสดใสราวกับชีวิตนี้ไม่เคยเจอเรื่องโหดร้ายใด ๆ ทั้งสิ้น
ซ่งอวิ๋น “...”
อะไรมันจะเหมาะเจาะขนาดนั้น ทันทีที่รู้ว่าเจียงกั๋วมีบ้านเล็ก ลูกนอกสมรสก็แสดงตัวทันที ราวกับเขาจงใจเพราะไม่อยากอยู่ในความลับอีกต่อไปแล้ว
“แซ่เจียงเหมือนกัน บังเอิญมากเลยนะ” เจียงซูก้าวขึ้นหน้า ดวงตาเฉียบคมประเมินลูกนอกสมรสแวบหนึ่ง “ผมชื่อเจียงซู เป็นพี่ชายของเจียงเซิน”
“พี่เจียงซู..” เจียงกวนเงียบไปเล็กน้อยอย่างครุ่นคิด “รุ่นพี่เคยเรียนพิเศษที่โรงเรียน T หรือเปล่าครับ ผมน่าจะเคยเจอพี่มาก่อน”
“ครับ เคยเรียนที่นั่นมาก่อนจริง ๆ” เจียงซูวิเคราะห์ภาษากายของอีกฝ่าย รู้สึกถึงความผิดปกติอย่างชัดเจน แม้ตอนพูดคุยจะดูตื่นเต้นและอัธยาศัยดี แต่บางจังหวะแววตาเขาก็ไม่ได้สดใสอย่างที่แสดงออก
ที่สำคัญ อีกฝ่ายอาจลืมคิดไปว่าพ่อของเขาเป็นนักธุรกิจดัง มีคนนับน่าถือตามากมาย เรื่องลูกและภรรยาไม่เคยปกปิดเป็นความลับ ดังนั้นไม่มีทางเลยที่เจียงกวนจะไม่รู้ว่าตัวเองเป็นลูกเมียน้อย
หากแต่หมอนี่ก็ยังเข้ามาทำตัวราวกับสนิทสนม จุดประสงค์คืออะไรกันแน่
“ใช่จริงด้วย ผมจำคุณซ่งได้ด้วยนะครับ ชอบการแสดงของคุณซ่งมากเหมือนกัน” ชายหนุ่มพูดน้ำไหลไฟดับ หากมองโดยไม่อคติ ภายนอกเขาก็เป็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่น่าคบหา
ระหว่างนั้นไม่มีใครทันสังเกต เจียงเซินกำลังพยายามระงับอารมณ์ตัวเองอย่างหนัก เขาคิดว่าตัวเองเข้าใจความรู้สึกซ่งอวิ๋นมากขึ้นอีกนิดแล้ว การที่ลูกนอกสมรสมาลอยหน้าลอยตาต่อหน้าเขาอย่างสดใส เห็นแล้วมันน่าโมโหจริง ๆ
“ขอบคุณนะคะ” ซ่งอวิ๋นเอ่ยออกไปตามมารยาท ขณะที่พี่ชายจับสังเกตเจียงกวน เธอเองกลับลอบมองซ่งหว่านให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่มีส่วนรู้เห็น ซึ่งซ่งหว่านก็ดูงง ๆ เช่นเดียวกัน
“จริงสิ ถามได้ไหมคะ คุณมาแข่งคนเดียว ไม่มีใครมาให้กำลังใจบ้างเหรอคะ”
“พ่อผมทำงานหนักครับ ไม่ค่อยมีเวลา ส่วนแม่ไม่ชอบออกจากบ้านเท่าไหร่ แต่พอเข้ารอบลึกขึ้นเรื่อย ๆ พ่อก็มีของขวัญให้ตลอด เลยไม่เศร้าเท่าไหร่”
ได้ยินดังนั้นซ่งอวิ๋นก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายจงใจเข้าหาพี่ใหญ่และพี่รอง เขาคงทราบแล้วว่าตอนนี้อาเขยกำลังจะหย่ากับอาหญิงรอง เขาเลยมาแสดงตัวอย่างหน้าชื่นตาบาน
ปมของพวกลูกเมียน้อยก็เป็นเช่นนี้ อยากเป็นที่ยอมรับ อยากออกจากมุมมืดมาสู่แสงสว่าง
“พ่อของคุณคงรักคุณมาก” เจียงเซินแทบข่มอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ เพราะตัวเขาเองก็เข้ารอบลึกเช่นเดียวกัน แต่พ่อกลับไม่เคยให้ของขวัญแสดงความยินดีอะไรกับเขาเลย
“ก็คงเหมือนพ่อทั่ว ๆ ไปนั่นแหละครับ” ชายหนุ่มก้มมองนาฬิกา “ใกล้ถึงเวลาซ้อมครั้งสุดท้ายแล้ว งั้นผมไม่รบกวนแล้วนะครับ”
พูดจบเขาก็เดินดุ่ม ๆ ออกไปโดยไม่รีรอฟังเสียงของใครทั้งนั้น มุมปากกระตุกยิ้มร้าย ในที่สุดสิ่งที่เขารอคอยมาตลอดหลายปีก็มาถึง
แม่ของเขาจะไม่ต้องทนอยู่ในเงามืดอีกต่อไปแล้ว..
“มันรู้ว่าพ่อแม่เรากำลังจะหย่า.. แต่จงใจมาเยาะเย้ยเรา” เจียงเซินเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ความเกลียดชังที่มีต่อลูกนอกสมรสเพิ่มมากขึ้นทบทวี
“พวกลูกเมียน้อยก็มีปมแบบนี้อยู่แล้ว อยากเป็นที่ยอมรับ อยากเอาชนะลูกเมียหลวง พาลโกรธคนบ้านใหญ่ แต่มันดันไม่โทษว่าต้นตอของปัญหามาจากผู้ชายมักมากคนหนึ่ง” เจียงซูแค่นยิ้ม เขาไม่ได้ตั้งใจเสียดสีซ่งหว่าน แต่กลับแทงใจดำเธอเข้าอย่างจัง
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่คะ ฉันไม่เข้าใจเลยสักนิด” ซ่งหว่านแสบร้อนใบหน้าราวกับถูกตบฉาดใหญ่ แต่เธอพยายามมองข้ามมันไป
อันที่จริงเธอรู้จากฉินชางเมื่อไม่นานมานี้ ว่าเจียงกั๋วมาโลกสองใบมาตลอดหลายปี เธอยังแอบคิดอยู่เลยว่าจะทำให้เรื่องนี้แดงขึ้นมายังไงดี เพราะเธอชอบเห็นคนตระกูลซ่งบ้านแตกสาแหรกขาด
แต่เธอยังไม่ทันลงมือ คนตระกูลซ่งก็คล้ายจะรู้เรื่องราวอยู่ก่อนแล้ว
“ไปเถอะ ค่อยคุยเรื่องนี้กันทีหลัง” เจียงเซินดึงแขนซ่งหว่านออกไปพร้อมอารมณ์ฉุนเฉียว หากยังยืนพูดคุยกันอยู่ตรงนี้ เขาอาจสติแตกแล้วไปลงมือลงไม้กับเจียงกวน
“พี่ใหญ่.. ไหวหรือเปล่าคะ” คล้อยหลังเจียงเซินและซ่งหว่าน เธอเงยหน้าพลางไต่ถามพี่ชายคนโตอย่างเป็นกังวล
เจียงซูวางมือลงบนศีรษะน้องสาว นัยน์ตาคมกริบอ่อนโยนลงกว่าเดิม “ขอบใจนะอวิ๋นเอ๋อร์ พี่ใหญ่ยังไหว ถ้าไม่ไหวขึ้นมาเมื่อไหร่ พี่ต้องให้น้องสามออกหน้าแล้ว”