LNCrawler

โมโห

คุณหนูใหญ่ซ่งอวิ๋น — novel.dek d.com · All chapters

โมโห

“พี่ใหญ่ พี่สามกินข้าวเช้ามาแล้วใช่ไหมครับ” ซ่งจื้อเห็นพี่สาวและพี่ชายเดินเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวของผู้กำกับหู เขาลุกขึ้นยืนพลางถามเสียงใส

ด้วยรู้ว่าพี่สาวกับพี่ชายจะมาที่นี่ เขาจึงแวะมาหาและจะไปทำงานในช่วงบ่าย ทว่าความสดใสของเขาเลือนหายไปเมื่อเห็นสีหน้าพี่ชายคนโต

“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ ทำไมพี่ใหญ่ถึง..”

“หืม.. ดูออกง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ” เจียงซูกอดคอน้องชาย พลางขยี้ผมอีกฝ่ายเบา ๆ

“อื้อ! พี่ใหญ่อย่าขยี้ ตอนบ่ายมีถ่ายงาน ผมขี้เกียจเซตผมใหม่อีกรอบ” ใบหน้าเด็กหนุ่มยับย่น แต่ยังคาใจไม่หาย มั่นใจเหลือเกินว่าต้องเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นกับพี่ชายเป็นแน่

“ได้ ๆ พี่ใหญ่ไม่แกล้งแล้ว” เจียงซูว่ายิ้ม ๆ สีหน้าเขาคงย่ำแย่มาก น้องชายถึงมองออกตั้งแต่แวบแรก

“สรุปแล้วมีเรื่องอะไรเหรอครับ บอกผมได้ไหม แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะครับ” ซ่งจื้อเสยผมอันแสนยุ่งเหยิงให้เข้าทรงดังเดิม สายตาจับสังเกตความเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าของพี่ชาย

“เล่าได้สิ..” ชายหนุ่มหันมองไปรอบห้องทำงาน “ผู้กำกับหูไม่อยู่เหรอ”

“ครับ เห็นว่าไปดูความเรียบร้อยหลังเวที คงใช้เวลาอีกสักพักเลย”

“เล่าให้เจ้าสี่ฟังเถอะค่ะพี่ใหญ่ ถ้าเกิดอะไรขึ้นเขาจะได้ไม่ตกใจ” ซ่งอวิ๋นเดินนำพวกเขาไปนั่งที่โซฟา

ซ่งจื้อนั่งหลังตรง จับจ้องใบหน้าพี่ชายแทบไม่ละสายตา ทว่าทันทีที่พี่ชายเปิดปากเล่าเรื่องราวให้ฟัง สีหน้าเขาก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา บางครั้งก็ส่งเสียงฟึดฟัดอย่างโมโห

“ไม่นึกเลยว่าลุงเขยจะเป็นคนแบบนี้ เขาย่ามใจมากนะครับ ขนาดเพิ่งเกิดเรื่องลุงใหญ่ไปหมาด ๆ เขายังไม่ระวังตัว คงคิดว่าป้ารองไม่มีทางจับได้แน่” เขาเสยผมขึ้นไปอย่างหงุดหงิด ไม่สนแล้วว่าผมจะเสียทรงหรือไม่ “ว่าไปแล้วพวกลูกเมียน้อยนี่มันมีปมเหมือนกันหมดทุกคนเลย อยากแสดงตัว อยากเป็นที่นับหน้าถือตา ผมไม่เห็นว่ามันจะน่าภูมิใจตรงไหน”

“หมายถึงภูมิใจอะไรเหรอ?” ซ่งอวิ๋นคิดตามไม่ทัน

“ก็ต่อให้เมียน้อยโดนยกขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่ง ไม่ต้องอยู่ในความลับ แต่สุดท้ายคนก็ยังจำได้อยู่ดีว่าเคยเป็นเมียน้อยมากก่อน ลูกเมียน้อยก็จะโดนตราหน้าไปแบบนี้ตลอดชีวิต เป็นผมจะไม่แสดงตัวเลย ขายหน้าจะแย่”

“เจ้าสี่พูดถูก” เจียงซูผงกศีรษะก่อนถอนหายใจ

“แล้วตอนนี้ส่งเรื่องขึ้นศาลแล้วใช่ไหมครับ”

“ยังหรอก เพิ่งรู้เรื่องเมื่อวาน เช้านี้ทนายคงจัดการให้เรียบร้อย แต่ว่า..” ใบหน้าเจียงซูเคร่งเครียดขึ้นอีกระดับ

“อะไรเหรอคะพี่ใหญ่” ซ่งอวิ๋นเอียงคอถามอย่างสงสัย

“เมื่อกี้แม่ส่งข้อความมาบอกว่าพ่อมาที่บ้านคุณตาแล้ว พี่อยากกลับไปดู แต่แม่บอกว่าไม่ให้กลับไป”

นอกจากเป็นห่วงแล้ว อีกใจหนึ่งก็เกรงว่าแม่จะถูกพ่อเกลี้ยกล่อมจนยอมให้อภัย ในเวลาที่กำลังอ่อนแอ ใครก็ตัดสินใจทำเรื่องโง่ ๆ ได้ทั้งนั้น

“วางใจเถอะค่ะ มีคุณปู่อยู่ทั้งคน อีกอย่างฉันเดาว่าที่อารองไม่ให้พี่ใหญ่กลับไปเป็นเพราะว่าท่านไม่อยากให้อาเขยใช้ประโยชน์จากพี่ใหญ่” ซ่งอวิ๋นลูบไหล่พี่ชายเบา ๆ ให้เขาคลายความกังวลลงบ้าง

“จริงด้วยครับ ตอนนั้นพี่สามก็โดนลุงใหญ่กดดันอ้อม ๆ เหมือนกัน เพราะรู้ว่าเรื่องลูกเป็นจุดอ่อนที่สุดของคนเป็นแม่” ซ่งจื้อพูดอย่างมีเหตุมีผล

ซ่งอวิ๋นพยักหน้าชื่นชมน้องชายอยู่ในใจ แม้อาจื้อจะอายุน้อย แต่อาสามและอาสะใภ้สามสอนเขามาอย่างดี คล้ายว่าการเลี้ยงโดยให้อิสระ ไม่กดดันหรือบังคับ ส่งผลดีกับลูกมากกว่าการเข้มงวดกวดขันเกินความจำเป็น

“นั่นสินะ..” เจียงซูเบาใจไปเปลาะหนึ่ง

...

บ้านใหญ่ตระกูลซ่งตอนนี้เงียบเชียบจนชวนให้หายใจหายคอลำบาก เจียงกั๋วรู้สึกถึงความหนักอึ้ง มันกดทับไหล่เขาจนแทบไม่อาจเงยคอขึ้นมองผู้เฒ่าซ่งที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เขารู้ดีว่าธาตุแท้ผู้เฒ่าซ่งน่ากลัวขนาดไหน ท่านใจดีและเมตตาลูกหลาน แต่ไม่ได้หมายความว่าความน่าเกรงขามในอดีตจะลดทอนลงไปตามกาลเวลา

เสือ.. ต่อให้แก่แล้วก็ยังเป็นเสืออยู่วันยังค่ำ

“ฉันไม่ได้มีเวลาทั้งวัน อยากพูดอะไรก็รีบพูดมา” ผู้เฒ่าซ่งเคาะไม้เท้ากับพื้นเป็นจังหวะ ความกดดันเพิ่มพูนขึ้นทบทวี

“ผม.. ไม่มีอะไรจะแก้ตัว ถึงแม้เรื่องจะเกิดขึ้นมาเพราะความผิดพลาด แต่ผมรู้ว่าไม่ควรหาข้ออ้างอะไรให้ตัวเองทั้งนั้น ที่มาครั้งนี้แค่อยากขอโอกาสจากอาเซียง” เจียงกั๋วดวงตาแดงก่ำ ความเคร่งเครียดส่งผลให้เส้นเลือดฝอยในดวงตาเด่นชัดอย่างน่ากลัว

“ฉันจะนับถือมากกว่าถ้าคุณเลือกจะยอมรับความผิดของตัวเองออกมาตรง ๆ ไม่ใช่มาพูดสวยหรูแบบนี้” ซ่งเซียงแค่นเสียงหยัน ใบหน้าเธอบิดเบี้ยวจากความเจ็บปวดที่ยังปะทุอยู่ในอก

“ผมไม่ได้พูดให้สวยหรูเลยอาเซียง ตอนแรกผมพลาดไปมีความสัมพันธ์กับเธอ แต่เธอตั้งท้องขึ้นมา ผมกลัวโดนเธอแฉ เลยต้องเทียวไปเทียวมาสองบ้าน”

พรึ่บ!!

ซ่งเซียงหมดความอดทน คว้ารูปถ่ายในซองเอกสารปาใส่หน้าเขา รูปภาพเหล่านั้นกระแทกใบหน้าเจียงกั๋ว ก่อนกระจัดกระจายลงบนพื้น ชายวัยกลางคนนิ่งค้างไปเพราะที่ผ่านมาซ่งเซียงให้เกียรติเขาในฐานะสามี แม้แต่จะพูดคำหยาบคายเธอยังไม่เคยทำเลย

“คงกลัวโดนแฉมากเลยสินะ ในรูปถึงยิ้มมีความสุขขนาดนั้น ฉันแต่งงานกับคุณมายี่สิบกว่าปี ดูไม่ออกเลยว่าคุณมันกลับกลอก ตีสองหน้าเก่งขนาดไหน”

ดวงตาเจียงกั๋ววูบไหว ฝ่ามือที่วางอยู่บนหน้าขากระตุกเบา ๆ คำแก้ตัวหรือคำพูดมากมายที่เตรียมมาหว่านล้อมภรรยาและขอโอกาสจากผู้เฒ่าซ่งหายวับไปจากสมองทันที

ที่แท้ผู้เฒ่าซ่งก็สืบลึกซึ้งถึงขนาดนี้ ไม่เหลือช่องให้เขาแก้ตัวเลย หลักฐานชัดเจน ขึ้นไปสู้กันบนชั้นศาล อย่างไรเขาก็ต้องแพ้

“อ้อ.. แล้วก็อย่าได้คิดจะใช้ลูก ๆ มากดดันฉันนะ จำได้ไหมว่าก่อนแต่งงาน คุณเซ็นสัญญาก่อนแต่งงานไว้แล้ว” ซ่งเซียงปิดช่องทางเส้นสุดท้ายที่เขาจะใช้มาเป็นข้ออ้าง

จะว่าเธอโชคดีมากก็ได้ พ่อของเธอมองการณ์ไกล ก่อนลูก ๆ ทุกคนจะแต่งงาน เขาแนะนำให้เขียนสัญญาก่อนแต่งไว้ให้เรียบร้อย โดยให้เหตุผลว่า หากจริงใจและไม่ได้เลิกกันเพราะเป็นฝ่ายทรยศหรือไม่ซื่อสัตย์ สัญญาก่อนแต่งงานก็ไม่มีอะไรน่ากลัวทั้งสิ้น ซึ่งสัญญาฉบับนี้ปกป้องทั้งสองฝ่าย ดูอดีตพี่สะใภ้เป็นตัวอย่างได้เลย

“เอาล่ะ ผมรู้ว่าผมทำผิด ผมมีโลกสองใบ ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไร คนผิดก็เป็นผม แต่คุณไม่คิดให้โอกาสผมบ้างเหรอ อาซูกับอาเซินก็เป็นลูกของผมเหมือนกัน คุณทำแบบนี้ไม่สงสารลูกหรือไง”

ดวงตาผู้เฒ่าซ่งวาวโรจน์ แก้วชาในมือสั่นน้อย ๆ พยายามหักห้ามตนเองไม่ให้เขวี้ยงมันออกไป แต่ก่อนที่เขาจะโมโหไปมากกว่านั้น ซ่งเซียงกลับคว้าไม้เท้าของผู้เฒ่าซ่งและปาใส่เจียงกั๋ว

“หน้าด้าน!! กล้าดียังไงมาโยนความผิดให้ฉัน อยากตายมากใช่ไหม”

“!!” เจียงกั๋วเบิกตาโพลง โชคดีที่เขามีปฏิกิริยาตอบโต้ว่องไว จึงเอี้ยวตัวหลบทัน ไม้เท้าจึงเฉียดตัวเขาไปเท่านั้น

ซ่งเซียงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ย่างสามขุมเข้าไปกระชากคอเสื้อเจียงกั๋ว แม้เธอจะตัวเล็กกว่าหลายเท่า แต่เรี่ยวแรงของเธอสามารถจัดการผู้ใหญ่ตัวโตได้พร้อมกันหลายคน ด้วยฝึกศิลปะการต่อสู้มาตั้งแต่เด็กไม่ต่างจากหลานสาว

เจียงกั๋วตัวแข็งเกร็ง เขาไม่เคยเห็นภรรยาทำแบบนี้กับเขามาก่อนเลย อยากจะสู้กลับก็ทำไม่ได้ เพราะตอนนี้บอดี้การ์ดชุดดำหยุดอยู่ด้านหลังของเขา พร้อมปกป้องเจ้านายตลอดเวลา

ผลั่ว ๆ ๆ

หมัดลุ่น ๆ กระแทกหน้าเจียงกั๋วสามครั้งติด มุมปากเขาแตกยับ กลิ่นสนิมคาวคละคลุ้งไปทั่วทั้งปาก สมองมึนเบลอไปชั่วขณะ

เขาลืมไปได้ยังไง แรกเริ่มเดิมทีเขาชอบซ่งเซียงเพราะตัวตนแข็งกร้าวไม่ยอมแพ้ของเธอ พอแต่งงานกัน เธอพยายามปรับตัวให้เป็นภรรยาที่อ่อนหวาน เขาจึงเบื่อหน่ายเธออย่างรวดเร็ว

ซึ่งเขาไม่ได้มีแม่ของอากวนเพียงเท่านั้น แต่มีผู้หญิงอีกคนที่ทำให้ชีวิตของเขาตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก

“ลากตัวเขาออกไป อย่าให้เข้ามาในบ้านหลังนี้อีกเด็ดขาด” ซ่งเซียงอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายกำลังมึนเบลอ ลากเขาไปส่งให้บอดี้การ์ดที่คอยท่าอยู่ก่อนแล้ว

เจียงกั๋วอยากจะโต้แย้ง แต่ตอนนี้เลือดและบาดแผลในปากทำให้เขาไม่อาจทำได้ดั่งใจต้องการ สุดท้ายก็ต้องยอมโดนลากออกไปทั้งอย่างนั้น

“อัดเสียงไว้หมดแล้วใช่ไหมคะพ่อ”

“อืม เรียบร้อยแล้ว” ผู้เฒ่าซ่งมองลูกสาวอย่างพึงพอใจ อายุขนาดนี้แล้วเธอก็ยังออกหมัดได้อย่างคล่องแคล่ว แสดงว่าไม่เคยทิ้งการฝึกศิลปะต่อสู้

อันที่จริงเหตุผลที่ซ่งเซียงและซ่งเต๋อยอมให้เจียงกั๋วเข้ามาเหยียบบ้านซ่งอีกครั้ง เพราะต้องการอัดเสียงคำสารภาพไว้เป็นหลักฐาน แม้ตอนนี้หลักฐานในมือจะแน่นหนา แต่มีคำสารภาพก็ช่วยให้พวกเขาอุ่นใจมากขึ้นกว่าเดิม

...

เจียงซูไม่สบายใจตลอดช่วงเช้า ขณะรอให้น้องสาวพูดคุยกับผู้กำกับหู เขาก็อ่านข้อความจากแม่บ้านไปพลาง ๆ พอรู้ว่าแม่ไม่ได้ใจอ่อน แถมยังจัดการกับพ่อจนหมดสภาพ แม้จะเจ็บปวด แต่เขากลับสบายใจอย่างบอกไม่ถูก

ทว่าความสบายใจอยู่ได้ไม่นานนัก เนื่องจากจู่ ๆ มีทีมงานคนหนึ่งวิ่งเข้ามาเคาะห้องทำงานของผู้กำกับหู และรายงานด้วยเสียงตื่น ๆ

“แย่แล้วค่ะ คุณเจียงเซินต่อยคุณเจียงกวน ใครห้ามก็ไม่ยอมฟังเลยค่ะ”

ซ่งอวิ๋นที่กำลังคุยรายละเอียดเกี่ยวกับการแสดงกับผู้กำกับหู หัวคิ้วกระตุก สบตาพี่ใหญ่และน้องสี่

เกิดเรื่องจนได้..