สอนบทเรียน
สอนบทเรียน
ซ่งอวิ๋นยืนอยู่ด้านหลังเจียงซู พิจารณาสีหน้าและอารมณ์ที่เจียงกั๋วแสดงออก ตอนแรกเขาดูโกรธมาก แต่พอพี่ใหญ่ถามแทงใจดำ เขาก็เริ่มอึกอัก แต่ไร้คำอธิบายใด ๆ ให้ลูกชายสบายใจ
“ทำไมถึงไม่พูดอะไรเลยล่ะครับ” เจียงซูกำหมัดแน่น
“พ่อรู้ว่าตัวเองผิด พ่อไม่มีอะไรจะแก้ตัวจริง ๆ ขอโทษนะอาซู พ่อทำให้แกต้องผิดหวัง” เจียงกั๋วหลบตาลูกชายคนโต เขาอับอายและเสียหน้าที่ถูกอีกฝ่ายคาดคั้น แต่เขาไม่มีอะไรจะอธิบายจริง ๆ นอกจากคำพูดเหล่านี้
“...”
“แต่ต่อให้พวกแกโกรธพ่อยังไง ก็ไม่ควรเอาความผิดไปลงกับอากวน นั่นก็น้องชายแท้ ๆ ของแกคนนึงนะอาเซิน”
“ผมเป็นลูกคนสุดท้อง ไม่มีน้องชายที่ไหนทั้งนั้น” เจียงเซินควันออกหู ยิ่งเห็นพ่อพยายามปกป้องเจียงกวน เขายิ่งรู้สึกขยะแขยงแทบอาเจียน
“พ่อรู้ว่ามันต้องใช้เวลาในการยอมรับเรื่องนี้ พ่อขอแค่แกไม่ชกต่อยทำร้ายร่างกายน้องอีกก็พอ อากวนไม่สู้คน เขาคลอดก่อนกำหนด ร่างกายอ่อนแอแต่เด็ก” เจียงกั๋วพยายามเกลี้ยกล่อมลูกชาย
ตอนนี้เขารู้แล้วว่าอย่างไรก็ต้องหย่ากับซ่งเซียง แต่หากดึงลูกชายคนใดคนหนึ่งเป็นพวกได้ ซ่งเซียงก็คงต้องคิดหนักและไม่เรียกร้องค่าชดใช้มากเกินไป
“...” เจียงเซินถึงกับพูดไม่ออก ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าซ่งอวิ๋นรู้สึกยังไง ตอนถูกเขาและลุงใหญ่เกลี้ยกล่อมให้ยอมรับการมีอยู่ของซ่งหว่าน
ชายวัยกลางคนใจชื้นเมื่อเห็นลูก ๆ เงียบ และไม่โต้เถียง เขาจึงหว่านล้อมต่อไปอีกว่า “พ่อทำผิดจริง ๆ แต่ไม่ว่าจะยังไง พ่อก็ยังรักแกสองคนเหมือนเดิมนะ พวกแกมองข้ามเรื่องนี้ไปได้ไหม ให้อภัยพ่อสักครั้ง”
เขาเชื่อว่าผู้ชายเจ้าชู้กันเป็นปกติ ต่างตรงเขาต้องแต่งงานกับครอบครัวที่ยึดถือในรักเดียว ซึ่งเขาก็พยายามรักษาน้ำใจซ่งเซียงที่สุดแล้ว หากเป็นคนอื่น เขาก็จะยื่นข้อเสนอให้มาอยู่ในบ้านเดียวกัน จะได้ดูแลกันได้
และเจียงกั๋วต้องยอมรับตามตรงว่า หากซ่งเซียงไม่ได้ใช้แซ่ซ่ง เขาอาจไม่แต่งงานและจดทะเบียนสมรสกับเธอ
“ไม่หรอกครับ พ่อไม่เคยรักใครนอกจากตัวเอง” เจียงซูยิ้มขื่น “เพราะถ้าพ่อรักพวกเราจริง ๆ พ่อจะไม่ทรยศครอบครัว ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าแม่จะรับเรื่องนี้ไม่ได้แน่ ๆ”
“เจ้าใหญ่”
“ผมสงสัยจริง ๆ ว่าพ่อแต่งงานกับแม่ทำไม ทั้งที่พ่อก็หยุดความเจ้าชู้ของตัวเองไม่ได้”
“...” เจียงกั๋วหายใจแรงขึ้นเรื่อย ๆ เหตุผลลึก ๆ เขาคงอธิบายให้อีกฝ่ายฟังไม่ได้
“ไม่เป็นไรครับ ตอนนี้เมียน้อยกับลูกนอกสมรสอยากแสดงตัว อยากขึ้นมาเป็นที่หนึ่ง พวกเรายินดียกที่ตรงนี้ให้ พ่ออย่าลืมเตือนสองคนนั้นด้วยว่าอย่าคิดมายั่วยุพวกเราอีก ผมไม่เหมือนเจ้ารองที่ใจร้อนมุทะลุ หวังว่าพ่อจะเข้าใจว่าผมหมายถึงอะไร” นัยน์ตาคู่คมเย็นเฉียบ
“แกกำลังข่มขู่พ่อ” รูม่านตาเจียงกั๋วไหวระริก เขาเป็นพ่อ ย่อมรู้จักลูกชายตัวเองดีที่สุด
เจียงเซินใจร้อนมุทะลุ สุดโต่งในบางเรื่อง และชอบทำอะไรตามใจตัวเอง ไม่ทันคำนึงถึงความรู้สึกคนอื่น เจียงซูกลับเป็นขั้วตรงข้ามน้องชาย เขาใจเย็น ยิ้มแย้มอ่อนโยน แต่ด้วยอายุเพียง 22 ปี เขามีธุรกิจเป็นของตัวเองที่กำลังเติบโตเป็นที่จับตามองของนักธุรกิจในแวดวง
และเมื่อเขาโกรธขึ้นมา ก็สามารถทำเรื่องที่ใครก็คาดไม่ถึง ซึ่งมันแนบเนียนจนไม่มีใครจับได้
“เปล่าครับ ผมไม่เคยขู่” ชายหนุ่มส่ายศีรษะน้อย ๆ “ทางที่ดีพ่อเตือนสองคนนั้นให้สงบปากสงบคำ อย่าแส่หาเรื่องให้มากจะดีกว่า”
กล่าวจบเขาก็หันไปหาน้อง ๆ ความเย็นชาที่ปกคลุมรอบกายค่อย ๆ สลายหายไป “กลับบ้านเถอะ ถ้าฝ่ายนั้นจะเอาเรื่องเดี๋ยวค่อยไปสถานีตำรวจอีกรอบ”
“ค่ะพี่ใหญ่” ซ่งอวิ๋นกอดแขนเขาแล้วเดินออกไปจากหน้าห้องฉุกเฉิน ในใจชื่นชมความใจเย็นและมีสติของเขา
พี่ใหญ่ก็ยังสมกับเป็นพี่ใหญ่เสมอ...
“พี่ใหญ่.. พี่เชื่อผมเหรอ”
“ฉันบอกเมื่อไหร่ว่าไม่เชื่อแก อาอวิ๋นแค่เตือนสติว่าแกไม่ควรลงไม้ลงมือกับเจียงกวน แกทำให้แม่เสียเปรียบเพราะการไม่คิดหน้าคิดหลัง” เจียงซูเหนื่อยใจกับน้องชาย แค่มองหน้าก็หงุดหงิดขึ้นมาแล้ว
เขาอยากรู้เหลือเกินว่าหลังจากนี้อีกฝ่ายจะยังญาติดีกับซ่งหว่านหรือไม่ หากเจอกับตัวเองแล้วยังทำเหมือนเดิม เขาก็หมดหวังแล้วเหมือนกัน
...
สุดท้ายแล้วเรื่องราวก็เป็นไปตามที่ซ่งอวิ๋นและเจียงซูคาดเดาไว้จริง ๆ เย็นวันเดียวกันนั้นเจียงเซินถูกเรียกตัวไปที่สถานีตำรวจ เพื่อให้รับทราบข้อกล่าวหาทำร้ายร่างกาย
รุ่ยถิงหัวหมออย่างที่คาดไว้ เมื่อเธอรู้ว่าตัวเองกำลังถูกฟ้องร้องจากภรรยาหลวง เธอก็ใช้ข้อหาทำร้ายร่างกายมาแลกเปลี่ยนไม่ให้ซ่งเซียงเอาเรื่องเธอ
แทนที่เจียงกั๋วจะห้าม แต่กลับปล่อยให้รุ่ยถิงจัดการ โดยให้เหตุผลว่าเขาห้ามไม่ได้ หล่อนทำไปเพราะใจคนเป็นแม่ห่วงใยลูก
“อยากให้พ่อจัดการไหม” ใบหน้าผู้เฒ่าซ่งเหี้ยมเกรียม อย่างที่ไม่ปรากฏให้เห็นบ่อยนัก นั่นทำให้ซ่งเซียงรู้ทันทีว่าพ่อหมายถึงอะไร
เธอรีบส่ายหน้าปฏิเสธอย่างรวดเร็ว “ไม่เป็นไรค่ะ แต่ว่า..พ่อคะ ถ้าหนูปล่อยให้อาเซินรับโทษที่เขาก่อ เพื่อให้เขาได้รับบทเรียน หนูจะเป็นแม่ที่ใจร้ายเกินไปหรือเปล่าคะ”
“เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับเจตนา อาเซินก็ใจร้อนมุทะลุเกินไปจริง ๆ เขาควรได้รับบทเรียน” ผู้เฒ่าซ่งค่อนข้างประหลาดใจที่อาเซียงใจแข็งกว่าที่เขาคิดไว้
ตอนแรกเขานึกว่าลูกสาวจะยอมเสียเปรียบไม่ฟ้องร้องรุ่ยถิง ซึ่งคราวนี้เขาชื่นชมในความเด็ดขาดของเธอไม่น้อย
“หนูพิจารณาแล้วว่าโทษไม่ได้รุนแรงถึงขั้นติดคุก อย่างมากก็ถูกกักตัว 5-10 วันเท่านั้น อาเซินควรรู้จักรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองก่อ”
การถูกกักตัวแตกต่างจากการถูกขังคุก ส่วนมากคดีที่มีโทษเบาเช่นทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกายไม่บาดเจ็บสาหัส ผู้ก่อเหตุจะต้องถูกควบคุมตัวไว้ในสถานที่ควบคุมของฝ่ายปกครองเป็นระยะเวลาหนึ่ง
โดยส่วนมากแล้ว ตระกูลใหญ่จะไม่ยอมให้ลูกหลานถูกควบคุม เนื่องจากกลัวจะเสียชื่อเสียง ใช่ว่าซ่งเซียงไม่รักลูก แต่ตระกูลซ่งไม่เคยกลัวการเสียชื่อเสียง ต้องสอนให้ได้รับบทเรียนมากกว่า
“ตกลง ถ้าลูกตัดสินใจดีแล้วก็เอาตามนี้” ผู้เฒ่าซ่งให้อิสระในการตัดสินใจกับลูกหลานเสมอ ครั้งนี้เขานับถือที่ลูกสาวยอมใจแข็งเพื่อดัดนิสัยเจียงเซิน
หลังรุ่ยถิงรู้ว่าซ่งเซียงยอมให้เจียงเซินรับโทษ เธอถึงกับหน้าเปลี่ยนสี หันไปหาสามีพลางพูดจายุแยงตะแคงรั่ว
“เป็นแบบนี้จะดีเหรอคะ ถึงฉันมาแจ้งความเพราะโกรธ แต่ไม่ได้อยากทำให้เขาต้องโดนกักตัวหรือติดคุกนะคะ”
ด้านเจียงเซิน หลังจากรู้ว่าผู้เป็นแม่ปล่อยให้เขาถูกกักตัว เขาก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะครั้งนี้เขารู้ว่าตัวเองใจร้อนเกินไปจริง ๆ จึงยอมจำนนแต่โดยดี
เจียงกั๋วตั้งใจโทรไปโวยวายซ่งเซียงที่ปล่อยให้ลูกชายถูกกักตัว ทว่าเธอบล็อกเบอร์และบล็อกช่องทางติดต่อของเขาทั้งหมด ปล่อยให้ทนายประจำตระกูลจัดการ
และนั่นหมายความว่าเธอตั้งใจจะเดินหน้าฟ้องร้องสามีและเมียน้อยจนถึงที่สุด
...
หลังจากเจียงเซินถูกกักตัวในสถานที่กักกันของฝ่ายปกครองได้สองวัน คดีของซ่งอวิ๋นก็มีความคืบหน้า ตำรวจไซเบอร์แจ้งว่าผู้ว่าจ้างวานเป็นชายแซ่จาง ซึ่งอยู่ในวัยกลางคน
นายจางยอมรับตรง ๆ ว่าจ้างเฉียวอันฉีให้จัดการกับซ่งอวิ๋นเพราะไม่ชอบคนรวยรุ่นสอง ซึ่งเขาก็ไม่ได้ทำกับซ่งอวิ๋นคนเดียวเท่านั้น คนรวยรุ่นสองคนอื่น ๆ ก็เคยโดนเช่นเดียวกัน
ด้านนายตำรวจผู้ต้องสงสัยเลือกจะไม่เปิดปาก ไม่ว่าผ่านการสอบสวนอย่างกดดันเพียงใด เขาก็ไม่ยอมซัดทอดว่าได้รับคำสั่งมาจากผู้ใด สิ่งเดียวที่เขาทำคือการแสดงความบิดเบี้ยว ทำนองว่าเด็กที่ทำร้ายคนอื่น โตไปอาจเป็นฆาตกร ไม่ควรได้รับอนุญาตให้มีชีวิตอยู่ต่อ
“ไม่สมเหตุสมผลเลยค่ะ” ซ่งอวิ๋นกลอกตามองบน พลางกรอกเสียงผ่านสมาร์ทโฟน เนื่องจากตอนนี้เธออยู่ที่มหาวิทยาลัยชิงหวา
เธอไม่เชื่อว่าชายแซ่จางเป็นคนบงการเบื้องหลัง แต่ทุกอย่างกลับชี้ไปที่เขาผู้นี้
“ใช่ ปู่มั่นใจว่านายจางไม่ใช่คนสั่งการจริง ๆ แค่ออกรับหน้าแทนเจ้านายตัวเองเท่านั้น” ผู้เฒ่าซ่งทอดถอนใจ มองออกไปนอกหน้าต่างโดยไร้จุดโฟกัส
“พวกเราพอจะสืบต่อได้ไหมคะคุณปู่”
“สืบได้ เดี๋ยวปู่จัดการเอง”
“คุณปู่สุดยอดเลย” หญิงสาววางใจลง เชื่อว่าตำรวจเองก็ทำเต็มความสามารถแล้ว แต่คนที่เธอเป็นศัตรูด้วยก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน
หลังจากวางสายไปเพียงไม่นาน จู่ ๆ แจ้งเตือนจากวีแชทก็ดังขึ้น หญิงสาวค่อนข้างประหลาดใจ เมื่อเห็นว่าบนหน้าจอทัชสกรีนปรากฏชื่อ ‘เฟิงมู่หาน’
เมื่อกดเข้าไปในช่องแชทก็พบว่าเขาส่งไฟล์บางอย่างมาให้
เฟิงมู่หาน : ส่งไฟล์
เฟิงมู่หาน : พี่คิดว่าเธออาจจำเป็นต้องใช้
หญิงสาวกดเข้าไปในไฟล์ที่เขาส่งมา มันคือหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินของนายจาง ซึ่งเขาใส่หมายเหตุให้ว่าหนึ่งในนั้นมีลูกน้องของตระกูลฉิน
ชื่อ ‘ฉินชาง’ ปรากฏขึ้นในสมองของเธอทันที สุดท้ายก็อดไม่ได้ โทรกลับไปหาเฟิงมู่หาน
“ฮัลโหลครับ”
“พี่เฟิงคะ พี่ได้หลักฐานนี้มาได้ยังไงคะ”
“ไม่ต้องกังวลนะครับ พี่ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีอะไร แต่พี่กับคนตระกูลฉินไม่ลงรอยกัน ปกติพี่คอยติดตามความเคลื่อนไหวของตระกูลฉินตลอดอยู่แล้ว เลยรู้ว่าฉินชางเจตนาไม่บริสุทธิ์เท่าไหร่” เฟิงมู่หานเข้าใจผิดว่าซ่งอวิ๋นระแวง
“ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ ฉันหมายถึงว่าพี่ได้เส้นทางการเงินนี้มายังไง มันมีประโยชน์กับฉันมากจริง ๆ”
“อ้อ เพื่อนช่วยน่ะครับ” ชายหนุ่มสบายใจขึ้นเล็กน้อย
“ขอบคุณนะคะพี่เฟิง”