เตือน
เตือน
“จริงสิ ทำไมพี่เฟิงถึงเจาะจงตระกูลฉินเหรอคะ” ซ่งอวิ๋นเอะใจขึ้นมา ตระกูลฉินรุ่นก่อน ๆ ก็เป็นเพื่อนกับตระกูลซ่ง เขาที่เป็นลูกของคุณย่าเฟิงเหมียนน่าจะทราบดี
“ปกติพี่ไม่ลงรอยกับคนตระกูลฉินอยู่แล้ว แต่เพราะวันนั้นฉินชางมองเธอแปลก ๆ พี่เลยสงสัย”
แรกเริ่มเฟิงมู่หานยังสับสนว่าควรส่งข้อมูลในมือให้ซ่งอวิ๋นหรือไม่ ด้วยกลัวว่าเธอจะไม่สบายใจ และระแวงว่าเขาตามสืบเรื่องราวในชีวิตของเธอเหมือนพวกสตอล์กเกอร์
เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เธอรู้สึกไม่ดีใด ๆ ทั้งนั้น แต่เพราะเขามีปัญหากับตระกูลฉินมานาน เรียกได้ว่ารู้เช่นเห็นชาติ จากสายตาของฉินชางในวันนั้น เขารู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายมีซ่งอวิ๋นเป็นเป้าหมายที่ต้องการกำจัด แม้เขาไม่รู้เหตุผล แต่ก็ไม่อยากให้หมวยน้อยของเขาตกอยู่ในอันตราย
ดังนั้นที่ผ่านมาเขาติดตามความเคลื่อนไหวของซ่งอวิ๋นอยู่ห่าง ๆ เมื่อรู้ว่าเกิดเรื่องขึ้นกับเธอจริง ๆ เขาจึงช่วยหาหลักฐานอีกทางหนึ่ง และหวังว่าข้อมูลในมือของเขาจะมีประโยชน์กับเธอบ้าง
“แบบนี้นี่เอง ขอบคุณอีกครั้งนะคะพี่เฟิง ข้อมูลที่พี่ให้มามีประโยชน์มาก ตอนแรกนึกว่าเจอทางตันแล้ว”
“พี่ไม่รู้ว่าเธอไปสร้างความแค้นฝังลึกกับฉินชางเมื่อไหร่ แต่ระวังไว้หน่อยก็ดีนะครับ เพราะฉินชางไม่ค่อยปกติเท่าไหร่ ชอบทำเรื่องที่คนอื่นคาดไม่ถึง”
“ฉันไม่เคยสร้างความแค้นอะไรให้เขาหรอกค่ะ ต้องบอกว่าคนรักของเขามีความแค้นกับฉันมากกว่า”
“คนรักของฉินชาง?” เฟิงมู่หานนิ่งไปนิด ก่อนจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ เขาลืมไปเสียสนิทว่าตอนนี้ฉินชางเริ่มไปคลุกคลีกับซ่งหว่าน ลูกนอกสมรสของซ่งเหวิน
“ค่ะ ซ่งหว่านไม่ชอบฉัน ไม่แปลกที่ฉินชางจะสนับสนุนคนรักของเขา”
“แต่รู้ใช่ไหมครับ หลักฐานแค่นี้ยังเอาผิดกับเขาโดยตรงไม่ได้”
“ค่ะพี่เฟิง อย่างน้อยก็รู้ว่าเป็นฝีมือใคร” ซ่งอวิ๋นไม่คาดหวังหรอกว่าข้อมูลเพียงเท่านี้จะเอาผิดฉินชางได้ แต่ถ้าคุณปู่รู้เรื่องนี้ ท่านก็จะช่วยระวังให้เธอได้
…
ภายในห้องพักผู้ป่วย ชายชราเคราขาวนอนอยู่บนเตียง แม้ร่างกายผ่ายผอม ผิวหนังเหี่ยวย่นไปตามกาลเวลา แต่ความน่าเกรงขามของเขาไม่เคยลดลงเลย
“หายไปหลายปี ในที่สุดก็ยอมมาเจอฉันแล้วเหรออาเต๋อ” ฉินไห่เทาดวงตาอ่อนแสงลง เมื่อลืมตามาพบอดีตสหายสนิทยืนอยู่ข้างเตียง เขาสับสนว่าตัวเองฝันไปหรือไม่ แต่กะพริบตาซ้ำแล้วซ้ำอีกก็ยังพบอีกฝ่ายยืนอยู่ที่เดิม
“ใกล้ตายจริงหรือกำลังแสดงละครตบตาลูกเมีย” ผู้เฒ่าซ่งเลิกคิ้วขึ้นสูงอย่างรู้ทัน
เขาเดินทางมายังโรงพยาบาลทันทีที่รู้ว่าเรื่องที่เกิดกับหลานสาวมีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลฉิน ไม่รู้ว่าฉินไห่เทาทราบหรือเปล่าว่าลูกหลานตนเองมือยืดยาวเกินไปแล้ว
“ก็นะ..” ผู้เฒ่าฉินไม่ปฏิเสธ ส่งสายตาให้ลูกน้องคนสนิท อีกฝ่ายก็ทราบทันทีว่าเขาต้องการสิ่งใด เดินออกไปเฝ้าหน้าประตู ไม่ให้บุคคลภายนอกเข้ามาในห้อง
“ฉันไม่สนใจนะว่าแกกำลังเล่นอะไรอยู่ แต่ช่วยควบคุมลูกหลานหน่อย อย่ามือยืดมือยาวนัก” ผู้เฒ่าซ่งไม่ปิดบังความโกรธ ทั้งยังนำหลักฐานทั้งหมดวางลงเบื้องหน้าฉินไห่เทา
ผู้เฒ่าฉินชะงักค้าง ก่อนกวาดสายตาอ่านหลักฐานรวมถึงสำนวนคดีโดยละเอียด ใบหน้าชายชราดุดันขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายเขาก็ทอดถอนใจ “รู้ไหมว่าเป็นฝีมือใคร”
“ฉินชาง..” ซ่งเต๋อไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมว่าสงสัยหลานชายอีกฝ่ายเพราะเหตุใด เชื่อว่าหลังจากนี้ฉินไห่เทาจะสืบค้นได้ด้วยตัวเอง
“แล้วอาอวิ๋นเป็นอะไรมากหรือเปล่า”
“โชคดีไม่โดนงูฉก แต่แกรู้ดีใช่ไหมตาแก่ คนเราคงไม่โชคดีแบบนี้ทุกครั้ง ถ้าหลังจากนี้ฉันรู้ว่าหลานแกล้ำเส้นอีก ฉันคงไม่ปรานีแล้ว” ซ่งเต๋อหลุบตาลง เขามาหาฉินไห่เทาในวันนี้เพราะยังเห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าก่อน แต่หากอีกฝ่ายควบคุมหลานชายตัวเองไม่ได้ เขาก็คงไม่มีทางเลือกเช่นกัน
“ถ้าอาชางไม่ใช่หลานของฉัน แกคงไม่ผ่อนปรนแบบนี้สินะ ดีใจนิดหน่อยที่แกยังเห็นฉันเป็นเพื่อน” ฉินไห่เทาพูดติดตลก ดวงตาเขาเผยความสุขเต็มเปี่ยม
ผู้เฒ่าซ่งเบือนหน้าหนี ก่อนถามเสียงเรียบ “ผ่านมาหลายปี แกยังคิดว่าเส้นทางที่ตัวเองเลือกถูกต้องอยู่หรือเปล่า”
ตอนนั้นเขากับจ้าวอิ๋นเตือนฉินไห่เทาว่าอย่าพาความวุ่นวายเข้ามาในบ้าน แต่อีกฝ่ายคิดต่างจากเขาและภรรยา บอกว่าตัวเองสามารถควบคุมได้ มันจะไม่มีความวุ่นวายตามมาในภายหลัง อย่างไรในใจก็รักเฟิงเหมียนคนเดียวเหมือนเดิม
สุดท้ายเป็นอย่างไร สูญเสียคนที่ปากบอกว่ารักนักรักหนาไปแล้ว ลูกที่รอมาอย่างยาวนานก็ไม่อยากนับว่าตนเป็นพ่อ ลูกซึ่งเกิดจากการแต่งงานทางการเมืองก็พยายามแก่งแย่งชิงดีกันเอง บั้นปลายชีวิตเช่นนี้หรือที่อีกฝ่ายต้องการ
“อืม.. รู้สึกเสียใจภายหลังอยู่เหมือนกัน” นายท่านผู้เฒ่าฉินตาแดงก่ำ นี่คงเป็นเรื่องเดียวที่เขาตัดสินใจผิดพลาดที่สุดในชีวิต
“…” ผู้เฒ่าซ่งเบือนหน้าหนี ไม่อยากซ้ำเติมไปมากกว่านี้
“แกได้เจออาเหมียนบ้างไหม เห็นว่ากลับจีนพักใหญ่ เสี่ยวหานก็ได้ขึ้นเป็นประธานเฟิงกรุ๊ปแล้ว เหมียนเอ๋อร์เลี้ยงลูกได้ยอดเยี่ยมจริง ๆ”
“ก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว ถ้าไม่เก่งจะหลบหนีจากการล่าสังหารมาได้ยังไง ฉันไม่เข้าใจจริง ๆ ทำไมแกไม่ควบคุมพวกนั้นให้ดีกว่านี้”
“มันไม่ง่ายขนาดนั้นน่ะสิ บ้านฝั่งแม่ของเจ้าพวกนั้นยังมีอำนาจอยู่ แต่หลายปีมานี้ก็โดนฉันลดทอนอำนาจไปเยอะแล้ว หลังจากนี้ฉันคงจัดการอะไรง่ายขึ้น”
นี่เป็นเหตุผลที่เขาแกล้งป่วยอยู่ในโรงพยาบาล เพราะต้องการดัดหลังลูก ๆ ที่กระหายอำนาจจนเลยเถิดกันไปไกล
“เอาเถอะ เรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับฉัน” ผู้เฒ่าซ่งพรูลมหายใจหนักหน่วง “ยังไงก็ควบคุมพวกนั้นดี ๆ อย่าล้ำเส้นมาแตะต้องหลานสาวฉันอีก ครั้งนี้ฉันจะไม่เตือนอีกแล้ว”
“วางใจเถอะ เดี๋ยวฉันสั่งสอนอาชางเอง ถ้ายังไม่หยุด แกจัดการตามสมควรได้เลย”
“ดี”
…
ในเวลาเดียวกันนั้น เฟิงเหมียนเดินทางขึ้นเขามาหาสหายเก่าที่ไม่ได้เจอกันมายาวนาน เมื่อเข้ามาถึงหอสักการะเทพเจ้า ก็เห็นจ้าวอิ๋นนั่งหลับตาทำสมาธิอยู่ด้านใน
หญิงชราคุกเข่าและค่อย ๆ คลานเข้าไปนั่งเบื้องหน้าแม่ชีจ้าว พิจารณาใบหน้าผ่องใสอิ่มเอิบที่ดูอ่อนเยาว์กว่าอายุ บางทีการหันหน้าเข้าสู่ทางธรรมก็เป็นตัวเลือกที่ดี
จ้าวอิ๋นเปิดเปลือกตาขึ้นช้า ๆ มองดูผู้มาใหม่ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ราวกับรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายจะมาหา
“ประสกเหมียน ในที่สุดก็ได้กลับบ้านเกิดเสียที”
“ฉัน..กลับมาแล้ว” เฟิงเหมียนน้ำตาคลอเบ้า ฝืนยิ้มทั้งที่ริมฝีปากสั่นเทา “น่าจะมาหาแม่ชีจ้าวให้เร็วกว่านี้”
“อย่างไรก็มาแล้ว..ที่ผ่านมาเหนื่อยมากเลยสินะ”
“เหนื่อยมากจริง ๆ แต่มันคุ้มค่ามากเลยนะ หานเอ๋อร์ได้เติบโตอย่างแข็งแรงปลอดภัย”
“ดีใจที่ได้ยินแบบนั้นนะ เขาเพิ่งพ้นเคราะห์ครั้งใหญ่มาได้ จากนี้ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว” จ้าวอิ๋นยินดีกับอีกฝ่ายจากใจจริง
“ใช่ แล้วก็เรื่องนี้ด้วย เสี่ยวหานรอดมาได้เพราะคำเตือนจากเสี่ยวอวิ๋น หลานสาวเธอช่วยชีวิตเสี่ยวหานครั้งที่สามแล้ว ฉันไม่รู้จะตอบแทนหนี้ชีวิตนี้กับเสี่ยวอวิ๋นยังไงจริง ๆ มีอะไรให้ฉันช่วยไหม”
“ไม่ต้องถือว่ามันเป็นบุญคุณ แต่เสี่ยวอวิ๋นกำลังเผชิญเคราะห์หนักเหมือนกัน หากเป็นไปได้คอยช่วยปกป้องเสี่ยวอวิ๋นแทนฉันหน่อย” ที่ผ่านมาจ้าวอิ๋นพยายามใช้ความสงบกล่อมเกลาจิตใจ แต่ความเป็นห่วงที่มีต่อลูกหลานในตระกูล ก็ทำให้เธอไม่อาจข่มตาหลับ
“ตกลง ฉันกับเสี่ยวหานจะช่วยสุดความสามารถเลย” เฟิงเหมียนรับปากหนักแน่น แต่ยังไม่กล้าพูดว่าลูกชายอาจจะชอบเสี่ยวอวิ๋น ด้วยรู้ดีว่าเสี่ยวอวิ๋นยังเด็กไปหน่อย ควรค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า
บางทีจ้าวอิ๋นอาจจะรู้อยู่แล้ว ความสามารถในการทำนายนั่นเป็นของจริง และเพราะความสามารถนี้ทำให้จ้าวอิ๋นต้องขังตัวเองไว้ในอาราม หันหน้าเข้าสู่ทางธรรม
…
ช่วงเย็น ถนนคนเดินไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยความคึกคัก นักศึกษาและนักท่องเที่ยวเดินสวนกันไปมา สองข้างทางอบอวลไปด้วยกลิ่นของขนมและอาหาร
ซ่งอวิ๋นเดินเคียงคู่อยู่กับเฟิงมู่หาน เนื่องจากในตอนแรกเธอตั้งใจจะเลี้ยงอาหารเขาเป็นการตอบแทน แต่พี่เฟิงบอกว่าเขาไม่ค่อยอยากกินอะไร
ทว่าช่วงนี้เขาทำงานหนัก อยากเดินเล่นผ่อนคลายสมองมากกว่า หญิงสาวจึงเสนอให้เขามาถนนคนเดินซึ่งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยของเธอ
ส่วนหนึ่งเพราะเธอเดินทางกลับชิงหวาได้สะดวก และช่วงนี้อากาศไม่ร้อนจนเกินไป
“ฉันอยากกินไอติม พี่เฟิงกินด้วยกันไหมคะ” ซ่งอวิ๋นหยุดยืนหน้าร้านขายไอศกรีม
“เลี้ยงเหรอครับ?” ชายหนุ่มถามยิ้ม ๆ
“แน่นอนค่ะ วันนี้ฉันเลี้ยงเอง” หญิงสาวยิ้มตาหยี พลางตบหน้าอกตัวเองเบา ๆ
“งั้นขอเป็นไอศกรีมรสมะนาวก็ได้ครับ” ชายหนุ่มผงกศีรษะ เขาสวมชุดสบาย ๆ ลบภาพจำประธานเฟิงไปจนหมดสิ้น
“ได้เลยค่ะ” ซ่งอวิ๋นหันกลับไปหาเจ้าของร้านไอศกรีม “ขอไอศกรีมรสมะนาวแล้วก็ไอศกรีมรสสตรอว์เบอร์รีค่ะ”
“ได้เลย รอก่อนนะหนู” แม่ค้ายิ้มแย้มพลางตักไอศกรีมอย่างคล่องแคล่ว
เฟิงมู่หานสีหน้าอ่อนโยนลงกว่าเดิมเมื่อเห็นว่าหญิงสาวดวงตาเป็นประกายยามมองไอศกรีมในมือแม่ค้า จากที่เขาสังเกต เธอมักอารมณ์ดีเสมอเมื่อมีอาหารอยู่ตรงหน้า
ในทางกลับกันเขาแอบกังวลอยู่ว่าเธอจะถูกล่อลวงด้วยอาหารหรือไม่
“มาเจออาเล็กที่นี่..บังเอิญจังเลยนะครับ” ฉินชางหยุดยืนด้านหลังเฟิงมู่หานและซ่งอวิ๋น
เขายังไม่รู้ว่าตัวเองกำลังถูกปู่ฉินหมายหัว จึงพาซ่งหว่านมาเดินเล่นอย่างสบายอกสบายใจ