หญิงปริศนา
หญิงปริศนา
ซ่งอวิ๋นหูผึ่ง มือข้างขวาที่กำลังยื่นออกไปรับไอศกรีมจากแม่ค้าชะงักค้างกลางอากาศ นัยน์ตาดอกท้อวาวโรจน์ขึ้นมาอย่างน่ากลัว แต่เสี้ยววินาทีต่อมามันก็หายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น ทำเอาแม่ค้าวัยใกล้ห้าสิบอดสงสัยไม่ได้ว่าตัวเองตาฝาดไปหรือไม่
“อืม.. บังเอิญมากจริง ๆ” เฟิงมู่หานเอี้ยวคอกลับไปมองผู้มาใหม่ พลางใช้ร่างกายสูงใหญ่ของตนเองบดบังเรือนร่างอ้อนแอ้นไว้เชิงปกป้องอย่างแนบเนียน
“อาเล็กมากับใครเหรอครับ ไม่คิดจะแนะนำให้ผมรู้จักบ้างเหรอ” ฉินชางเลิกคิ้วขึ้นสูง นัยน์ตาทอแววสนุกสนาน
ขณะเดียวกันซ่งหว่านยืนอยู่เคียงข้างเขา ใบหน้าหวานมีแต่ความไร้เดียงสาและบริสุทธิ์ แม้เธอจะครอบครองดวงตาหงส์ที่มักจะดูเย่อหยิ่ง แต่กลับไม่ขัดกับความใสซื่อที่เธอพยายามแสดงออกเลยแม้แต่น้อย
ซ่งอวิ๋นจ่ายเงินค่าไอศกรีมกับแม่ค้า ก่อนจะหมุนกายกลับไปพร้อมไอศกรีมในมือ “อันนี้ของพี่เฟิงค่ะ”
“ขอบคุณครับ” เฟิงมู่หานละสายตาจากชายหญิงน่ารำคาญตรงหน้า รับไอศกรีมจากซ่งอวิ๋นด้วยทีท่านุ่มนวล
ซ่งหว่านคิ้วกระตุก ที่ผ่านมาแม้เธอจะได้ข่าวว่าซ่งอวิ๋นสานสัมพันธ์กับเฟิงมู่หาน แต่เธอไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพัฒนาไปเป็นอื่นได้นอกจากคนรู้จัก
ทว่าวันนี้ดูเหมือนว่าเธอต้องคิดใหม่ ตัวเองประเมินซ่งอวิ๋นต่ำจนเกินไป อีกฝ่ายคงมีมารยาไม่น้อย ถึงจับเฟิงมู่หานได้อยู่หมัด
จากประธานหนุ่มผู้เข้มงวด เย็นชาประหนึ่งน้ำแข็งพันปี กลับกลายเป็นคนอบอุ่นเพียงเพราะเสียงเรียกของน้องสาวน่ารังเกียจ
“โอ้ ที่แท้ก็คนกันเอง น้องสาวของหว่านเอ๋อร์ใช่ไหมครับ ถึงเราจะเจอกันแล้ว แต่พี่อยากแนะนำตัวเองอีกครั้ง พี่ชื่อฉินชางนะ ตอนนี้กำลังศึกษาดูใจกับอาหว่านอยู่ คนกันเองทั้งนั้น ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ” ฉินชางกำลังตอกย้ำซ่งอวิ๋นว่าหล่อนเปลี่ยนความจริงข้อนี้ไม่ได้ ยังไงก็ต้องยอมรับหว่านเอ๋อร์เป็นพี่สาวอยู่วันยังค่ำ
“อ้อ..” ซ่งอวิ๋นรับคำในลำคอพลางยักคิ้วเล็กน้อยเป็นเชิงรับรู้
เธอไม่ได้แสดงท่าทีหงุดหงิด หรือไม่พอใจอย่างที่เขาอยากเห็น ทำราวกับคำพูดของเขาเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา
ฉินชางปากกระตุก รู้สึกว่าซ่งอวิ๋นตั้งใจกวนโมโห แต่เขาไม่มีหลักฐาน ทว่ายิ่งเป็นแบบนี้เขายิ่งรู้สึกสนุกมากขึ้น
ตอนแรกเขานึกว่าเธอจะแสดงความหงุดหงิด ไม่พอใจ ครั้นไม่เป็นไปตามคาด เขากลับอยากรู้ว่าเธอจะดิ้นรนอย่างไรต่อไป
หากซ่งอวิ๋นรู้เท่าทันความคิดของเขา เธอคงสาปส่งคู่รักโรคจิตและภาวนาให้พวกเขารีบลงนรกไปเร็ว ๆ
“ขอโทษนะคุณซ่ง พี่ชางเขาไม่รู้เรื่องราวในตระกูลซ่ง.. พวกเราคงทำให้เธอคงลำบากใจแย่เลยใช่ไหม” ซ่งหว่านรับไม้ต่อทันที
กล่าวได้ว่าตอนนี้เธอกับฉินชางผนึกกำลังและเป็นทีมเดียวกัน ด้วยอีกฝ่ายเพิ่งเล่าให้เธอฟังว่าเขาเองก็กลับมาเกิดใหม่เหมือนกัน ทว่าชาติก่อนวาสนาของเราถูกตัดขาดเพราะเธอเสียชีวิตไปเสียก่อน
ชาตินี้มีโอกาสอีกครั้ง เขายินดีช่วยเหลือและกำจัดทุกสิ่งที่ขวางทางเธอ และเขายังสัญญาว่าจะทำให้เธอเป็นผู้หญิงที่มีความสุขที่สุดในโลก
“ก็รู้อยู่แล้วนี่นา.. ทำไมยังไม่รีบไปอีก” ซ่งอวิ๋นแสร้งบ่นงึมงำในลำคอ ก่อนเลียไอศกรีมสตรอว์เบอร์รีในมือ
“แค่ก ๆ” ฉินชางเผลอสำลักน้ำลาย เขาไม่คาดหวังว่าจะได้เห็นปฏิกิริยาเช่นนี้จากซ่งอวิ๋น
มันไม่มีอะไรเหมือนกับชาติก่อน เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าเธอกลับมาเกิดใหม่เหมือนกันหรือเปล่า หรือไม่เธออาจจะเป็นวิญญาณจากต่างโลกที่เข้ามาสวมร่างคุณหนูใหญ่ซ่ง เหมือนที่เขาเคยอ่านในนิยาย
ซ่งอวิ๋นมองเมินพระเอกและนางเอกนิยายโรคจิต เงยหน้าสบตาเฟิงมู่หานยิ้ม ๆ “ไอศกรีมร้านนี้อร่อยมากเลยค่ะพี่เฟิง ไม่หวานเกินไป ฉันกินได้อีกสามถ้วยเลย”
“เอาอีกไหม รอบนี้พี่เลี้ยงเอง”
“ได้ที่ไหนล่ะคะ ฉันบอกแล้วว่าวันนี้ฉันจะเป็นคนเลี้ยง” หญิงสาวส่ายหน้าหวือ “อีกอย่างถึงอยากกินเพิ่มแต่คงทำแบบนั้นไม่ได้หรอกค่ะ ยังเหลือร้านอร่อย ๆ ที่ฉันอยากพาพี่เฟิงไปลองชิมอีกหลายร้านเลย”
“โอเคครับ พี่จะเก็บท้องไว้ลองชิมอาหารที่เธอแนะนำทุกร้านเลย”
ท่าทางสนิทสนมและการตามอกตามใจอย่างถึงที่สุดของเฟิงมู่หาน แทงใจซ่งหว่านเข้าอย่างจัง ภายในอกเธอร้อนลวกราวกับมีลาวาเดือดพล่านปะทุอยู่ภายใน
ทำไมชาตินี้ซ่งอวิ๋นดูโชคดีมากขนาดนั้น หลายสิ่งหลายอย่างราวกับเข้าข้างซ่งอวิ๋น ทั้งที่เธอเกิดใหม่และวางแผนทุกอย่างมาดีแล้วแท้ ๆ
“ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ไปเดินเล่นด้วยกันเลยดีไหมครับอาเล็ก” ฉินชางขบกรามแน่น เกิดมาเขาไม่เคยรู้สึกเสียหน้าเพราะถูกใครเมินเฉย ซ่งอวิ๋นเป็นแค่ผู้หญิงที่ต้องถูกคนรักของเขาเหยียบย่ำ กล้าดีอย่างไรถึงปฏิบัติราวกับเขาเป็นอากาศธาตุ
“อย่าเลย นายมากับแฟน ไปกันสองคนดีกว่า ฉันไม่อยากเป็นก้างขวางคอ อีกอย่างร้านที่หมวยน้อยจะพาไป พวกนายอาจไม่ชอบ”
“!!” ซ่งอวิ๋นชะงัก สองข้างแก้มขึ้นสีแดงเรื่อและร้อนผะผ่าวอย่างน่าประหลาด คำเรียกขาน ‘หมวยน้อย’ ฟังแล้วรู้สึกจั๊กจี้แปลก ๆ คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยได้ยินเขาเรียกแบบนี้ แต่มันนานมากแล้ว ความทรงจำวัยเด็กของเธอไม่ปะติดปะต่อกันเท่าไหร่นัก
“ไปนะ ถ้าดึกกว่านี้เดี๋ยวอาอวิ๋นนอนไม่พอ” เฟิงมู่หานไม่รอฟังคำตอบ ดึงชายแขนเสื้อซ่งอวิ๋นให้เดินตามมาทันที ชายหนุ่มสูดลมหายใจเขาลึก ๆ รู้ตัวว่าเมื่อครู่เผลอเรียกหมวยน้อย เธออาจจะไม่สบายใจ
“พี่เฟิง.. เดินช้ากว่านี้หน่อยได้ไหมคะ” ซ่งอวิ๋นกระตุกแขนเสื้อออกจากมือแกร่ง เมื่อครู่เขาจ้ำอ้าวจนเธอเกือบสับเท้าตามไม่ทัน
“อ่า ขอโทษครับ พี่ใจลอยไปหน่อย เธอเจ็บตรงไหนหรือเปล่า” เฟิงมู่หานพยายามปรับอารมณ์ให้กลับมาเป็นปกติ ก่อนหันไปสำรวจร่างกายซ่งอวิ๋นด้วยความเป็นห่วง
เขาไม่เป็นตัวเองเลยเมื่ออยู่กับหมวยน้อย ความสุขุม ใจเย็นและรอบคอบหายไป เขารู้ดีว่าไม่ควรเป็นแบบนี้ แต่กลับห้ามความรู้สึกตัวเองไม่ได้
“ไม่เจ็บหรอกค่ะ ฉันแค่เหนื่อย” ซ่งอวิ๋นเสตามองทางอื่น รับรู้ได้ถึงมวลแปลก ๆ ที่ก่อตัวขึ้นทีละน้อย เธอจึงเอ่ยติดตลก “ขาฉันสั้นกว่าพี่ตั้งเยอะ คราวหลังเดินช้ากว่านี้หน่อยนะคะ”
“ครับ.. ขอโทษจริง ๆ” ชายหนุ่มปิดปากกระแอมเบา ๆ คิดไปคิดมา สุดท้ายเขาก็ถามตรง ๆ “พี่เรียกเธอว่า ‘หมวยน้อย’ เธอโอเคหรือเปล่า”
“ก็.. ไม่แย่นะคะ ฟังดูน่ารักดี” ซ่งอวิ๋นเกาแก้มด้วยความประหม่า มันช่างเป็นความรู้สึกแปลกใหม่ที่เธอไม่เคยสัมผัสมาก่อน
…
ห้องนอนขนาดใหญ่ถูกแต่งแต้มด้วยสีดำและสีเทาตั้งแต่ผนัง เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงผ้าม่านหนาทึบ แสงจากภายนอกแทบลอดผ่านเข้ามาไม่ได้ ทำให้บรรยากาศภายในมืดหม่นราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
หญิงวัยกลางคนกึ่งนั่งกึ่งนอนพิงหัวเตียง บนเรือนร่างระหงมีผ้าห่มสีเทาเข้มคลุมถึงอก แม้อายุจะใกล้เข้าสู่เลขห้า แต่ก็ไม่อาจลดทอนความงามหยาดเยิ้มของเธอ
“นายหญิง.. เข้าไปได้ไหมคะ”
“เข้ามาสิ” เสียงเรียบเรื่อยคล้ายไม่ยี่หระต่อสิ่งใดหลุดจากริมฝีปากสีแดงอมชมพู
ประตูห้องเปิดออกช้า ๆ หญิงสาวท่าทางคล่องแคล่วในชุดสูทสีดำเยื้องย่างเข้าไปในห้อง
ความเงียบสงบภายในชวนให้อึดอัดอย่างประหลาด อากาศหนักอึ้งกว่าปกติ แม้เฟอร์นิเจอร์ภายในห้องจะเรียบหรู แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนห้องนี้ไม่มีพื้นที่สำหรับการหายใจ ทำให้ผู้มาใหม่รู้สึกไม่อยากอยู่นานนัก
“มีอะไร”
“คือว่า..เรื่องคุณซ่ง”
“ทำไม จนป่านนี้ยังไม่คืบหน้าอีกเหรอ” หญิงวัยกลางคนยันกายขึ้นนั่งหลังตรง เรียวคิ้วเลิกขึ้นสูง
“ค่ะ ตอนนี้ผู้เฒ่าซ่งระวังตัวมาก เขาส่งคนตามดูแลลูกหลานทุกคนอย่างใกล้ชิด พวกเราไม่มีโอกาสลงมือเลย”
“แม้แต่เด็กนั่นก็ทำอะไรไม่ได้เลยหรือไง”
“อ่า เหมือนจะยังไม่ได้ทำอะไรมากนะคะ คงกำลังรอจังหวะ” สาวชุดดำก้มหน้าลงมองมือตัวเอง เจ้านายของเธอเรียกลูกสาวตัวเองเหมือนเรียกคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทางสายเลือด เธอเองก็ไม่เข้าใจเหตุผลเช่นกัน
“เลี้ยงเสียข้าวสุกจริง ๆ” เธอเอนกายกลับไปพิงหัวเตียงอีกครั้ง มืออีกข้างเอื้อมหยิบนิโคตินมาสูบ
เพียงไม่นานภายในห้องที่น่าอึดอัดอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งชวนให้คนหายใจหายคอลำบาก ประหนึ่งถูกมือที่มองไม่เห็นบีบขย้ำอย่างรุนแรง
“เอาเถอะ เด็กนั่นมีพ่อโง่เง่าแบบนั้น ไม่ควรคาดหวังตั้งแต่แรกแล้ว” เธอพ่นควันเชื่องช้า บรรเทาอาการหงุดหงิดของตัวเอง “จัดการเรื่องนี้ให้ฉันหน่อย”
สาวชุดดำพยายามปรับตัวให้ตัวเองเคยชินกับกลิ่นควันแสบปอด แล้วก้าวขึ้นหน้า รับของบางอย่างจากเจ้านาย เมื่อเห็นว่าซองซิปขนาดเท่าฝ่ามือ ด้านในบรรจุยาเสพติด นัยน์ตาเธอเริ่มไหวระริก จับจ้องเจ้านายสลับกับของในมือ
“ทำไม กลัวเหรอ” หญิงวัยกลางคนแสยะยิ้มหยัน
“มะ ไม่ค่ะ”
“ไม่กลัวก็ดี ทำยังไงก็ได้ให้ยาซองนี้ไปอยู่ในหอพักของเด็กนั่น อยากรู้เหมือนกัน ถ้ามีข่าวออกไปว่าคุณหนูใหญ่ซ่งเสพยาเสพติดภายในสถานศึกษา ตระกูลซ่งจะทำยังไงต่อไป”
“ฉัน.. เข้าใจแล้วค่ะ” เธออยากถามเหลือเกินว่าทำไมเจ้านายของเธอถึงจงเกลียดจงชังตระกูลซ่งเข้ากระดูกดำ
ที่ผ่านมาใช่ว่าเธอไม่พยายามหาคำตอบ แต่สิ่งที่เธอได้กลับมามีเพียงความเงียบ เจ้านายไม่เคยบอกเล่าสิ่งใดทั้งสิ้น
“อ้อ ถ้าไม่สำเร็จก็ไม่ต้องกลับมานะ คนไม่มีประโยชน์ เก็บไว้ก็เปลืองข้าวสุก”