หวุดหวิด
หวุดหวิด
แสงอาทิตย์อ่อนจางค่อย ๆ สาดผ่านแมกไม้ บรรยากาศภายในรั้วมหาวิทยาลัยเริ่มมีชีวิตชีวาตั้งแต่เช้าตรู่ นักศึกษาหลายคนออกจากหอพักพร้อมกระเป๋าหนังสือ บ้างถือแก้วกาแฟ บ้างรีบปั่นจักรยานไปยังอาคารเรียน ขณะที่บางคนยังคงมีสีหน้าง่วงงุนจากการพักผ่อนไม่เต็มที่ในคืนวันอาทิตย์
บริเวณสนามกีฬาและทางเดินรอบมหาวิทยาลัยยังมีนักศึกษาที่ออกมาวิ่งรับอากาศยามเช้า เสียงฝีเท้าสม่ำเสมอสลับกับเสียงพูดคุยเบา ๆ ค่อย ๆ กลืนไปกับเสียงกระดิ่งจักรยานที่แล่นผ่าน
เมื่อเข็มนาฬิกาใกล้แปดโมง ถนนภายในมหาวิทยาลัยก็เริ่มคึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จักรยานทยอยเคลื่อนตัวไปตามเส้นทางระหว่างหอพักกับอาคารเรียน นักศึกษาบางกลุ่มเร่งฝีเท้าเพราะใกล้เวลาเข้าเรียน ขณะที่อีกหลายคนเดินไปพลางทบทวนบทเรียนไปพลาง
ฟ่านเยว่เร่งรีบข้ามถนนพร้อมหอบหนังสือเรียนไว้ในอ้อมอก เนื่องจากเธอออกมาทานโจ๊กร้านโปรด และพูดคุยกับเพื่อนร่วมคณะนานไปหน่อย รู้ตัวอีกทีก็ใกล้ถึงเวลาเข้าเรียนแล้ว
ทว่าหญิงสาวเร่งรีบไม่ทันระวังรถจักรยานยนต์ที่พุ่งเข้ามากะทันหัน เสียงแตรดังแสบแก้วหู เธอตัวแข็งทื่อหันมองรถที่พุ่งมาหาเธอด้วยความเร็ว เสี้ยววินาทีสุดท้ายเธอรีบเบี่ยงหลบไปด้านขวาและเสียหลักล้มหน้ารั้วมหาวิทยาลัย ขณะที่รถคันนั้นก็หักเลี้ยวไปทางด้านซ้าย
หนังสือและเครื่องเขียนภายในกระเป๋าผ้าของเธอหลุดกระเด็น มันกระจัดกระจายเต็มพื้นถนน เสียงรถจักรยานยนต์ล้มทำผู้คนมากมายตื่นตกใจ เร่งรีบเข้าไปช่วยเหลือทันควัน
“อึก..” ใบหน้าฟ่านเยว่เหยเก หัวเข่าเธอเจ็บแปลบ เลือดไหลซึมออกมาทีละนิด เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งก็เห็นผู้คนมากมายกรูเข้ามาช่วยเหลือเธอ ขณะเดียวกันผู้คนส่วนหนึ่งก็ไปช่วยเหลือคนขับรถจักรยานยนต์
“หนูเป็นยังไงบ้างลูก ลุกไหวหรือเปล่า มาเดี๋ยวป้าช่วย”
“ขอบคุณค่ะ หนูไม่ได้เจ็บมาก” ฟ่านเยว่ลุกขึ้นตามแรงพยุง เธอพรูลมหายใจหนัก ๆ ด้วยความโล่งอก รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด เมื่อหันไปมองคนขับรถมอเตอร์ไซต์ ก็เห็นว่าเขาเป็นชายวัยกลางคน รูปร่างสันทัด ร่างกายเขาเต็มไปด้วยบาดแผล
หญิงสาวรีบเดินกะเผลกเข้าไปหาเขาทันที “คุณลุง.. ขอโทษนะคะ หนูข้ามถนนไม่ทันระวัง คุณลุงเลยต้องมาเจ็บตัวแบบนี้”
“ไม่เป็นไรหรอกลูก แค่บาดแผลภายนอก ลุงเองก็ประมาท ขับรถเร็วเกินกำหนดในเขตมหาวิทยาลัย หนูเป็นอะไรมากหรือเปล่า ไปโรงพยาบาลไหม”
“หนูมีแผลตรงหัวเข่าเท่านั้นเองค่ะ แค่ล้างแผลก็ไม่เป็นไรแล้ว หนูว่าคุณลุงลองไปตรวจที่โรงพยาบาลดีไหมคะ เดี๋ยวหนูออกเงินค่าซ่อมรถให้เอง” ฟ่านเยว่รู้สึกผิดจนอยากจะร้องไห้ เขาเริ่มมีอายุแล้ว บางทีกระดูกอาจจะแตกหักก็ได้ อย่างไรเธอก็ต้องรับผิดชอบ
“โอ้ย เรื่องเล็กน้อย ไม่ต้องทำขนาดนั้นหรอก รถลุงก็เก่าแล้ว แม่หนูไม่ต้องรู้สึกผิด” เขาโบกมือปัดอย่างไม่คิดมาก เมื่อลุกขึ้นยืนเขาก็แสดงให้เห็นว่าตัวเองเดินได้อย่างคล่องแคล่ว “เห็นไหม ลุงไม่เป็นอะไรจริง ๆ”
“งั้นหนูทิ้งเบอร์ไว้นะคะ ถ้าเกิดอะไรขึ้นโทรหาหนูได้ทันที หนูจะไม่ปัดความรับผิดชอบแน่นอน” ฟ่านเยว่เหลียวซ้ายแลขวา มองหากระเป๋าผ้าที่หลุดจากแขนไปเมื่อครู่ ก่อนพบว่ามียายสูงวัยนำมันมาให้เธอพอดิบพอดี
“นี่กระเป๋าของหนู พวกยายเก็บของให้หมดแล้ว หนูลองดูว่ามีอะไรหายไปหรือเปล่า เดี๋ยวยายช่วยหา”
“ขอบคุณค่ะ” ฟ่านเยว่กวาดตาดูในกระเป๋าแวบหนึ่ง “ไม่มีอะไรหายไปเลยค่ะ”
ว่าแล้วเธอก็หยิบกระดาษโพสต์อิท ออกมาจดเบอร์โทรศัพท์ให้คุณลุงเจ้าของรถมอเตอร์ไซต์ด้วยรอยยิ้มลุแก่โทษ “หนูขอโทษอีกครั้งนะคะ”
ชายวัยกลางคนรับกระดาษใบนั้นไปเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อ จังหวะเดียวกันก็มีอาจารย์วิ่งออกมาจากมหาวิทยาลัย
“นักศึกษา เป็นอะไรมากหรือเปล่า”
“ไม่เป็นไรค่ะ แต่พวกเราพาคุณลุงคนนี้ไปทำแผลในศูนย์พยาบาลก่อนได้ไหมคะ เขาบอกไม่เป็นไร แต่หนูไม่สบายใจจริง ๆ”
“ได้สิ เดี๋ยวอาจารย์จัดการเอง”
“โอ้ย ไม่ต้องลำบากหรอก บ้านฉันอยู่ใกล้แค่นี้ เมียฉันเป็นพยาบาล เดี๋ยวฉันกลับไปให้เมียจัดการ สบายมาก” ไม่ว่าเปล่า เขาประคองรถมอเตอร์ไซต์ขึ้นมาแล้วขับออกไปโดยไม่สนคำทัดทานของคนรอบข้าง
หลังจากนั้นฟ่านเยว่ก็ตรงมาที่ห้องพยาบาล ทำแผลบริเวณหัวเข่า และไปเรียนตามปกติ เมื่อถึงเวลาพักทานอาหารเที่ยง เธอก็เล่าให้เพื่อนสนิทสองคนฟังอย่างไม่สบายใจ
“แปลกจัง ทำไมคุณลุงเขาถึงรีบร้อนขนาดนั้น” ซ่งอวิ๋นฟังแล้วพลันขมวดคิ้วมุ่น รู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์แปลก ๆ บางอย่าง
เฟิงหรงส่ายศีรษะ “ฉันว่าเขาไม่อยากให้เรื่องถึงตำรวจหรือเปล่า เพราะเขาก็ทำผิดกฎหมาย ขับรถเร็วเกินกำหนดในเขตมหาวิทยาลัยนะ”
“แต่ยังไงก็คุยกันได้แล้วว่าต่างฝ่ายต่างไม่เอาเรื่อง ทำไมเขาถึงไม่ยอมเข้ามาทำแผล”
“จะว่าไปแล้วก็ใช่แฮะ” เฟิงหรงเริ่มคล้อยตาม
ฟ่านเยว่เกาศีรษะแกร่ก ๆ พลางพยักหน้า “อืม.. คิดดูแล้วก็แปลกจริง ๆ ฉันพยายามเสนอความช่วยเหลือ แต่เขาไม่รับเลยสักอย่าง”
“จริงสิ แล้วเธอยังเจ็บแผลอยู่หรือเปล่า ลาเรียนช่วงบ่ายดีกว่าไหม”
“ฉันไหว ๆ แผลแค่นี้ไกลหัวใจ แต่ฉันตกใจมาก นึกว่าตัวเองจะโดนรถชนดับอนาถซะแล้ว” ฟ่านเยว่ตบหน้าอกตัวเองหนัก ๆ หลายครั้ง
“เธอโชคดีมากที่ไม่มีรถตามมาข้างหลัง ฉันไม่อยากนึกภาพเลย” แค่คิดเฟิงหรงก็เสียวสันหลังวาบ
“ดีแล้วที่ไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น คราวหลังห้ามประมาทเด็ดขาดเลยนะ” ซ่งอวิ๋นลูบหลังเพื่อน แต่เธอยังคาใจอยู่มาก เวลามีลางสังหรณ์เตือนเช่นนี้ มักเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นตลอดเลย
...
“เจียงเซิน กลับบ้านได้แล้ว” ผู้คุมฝ่ายปกครองเปิดประตูพลางเรียกชายหนุ่มออกจากห้องกักกันของฝ่ายปกครอง
“ขอบคุณครับ” เจียงซูสูดลมหายใจลึก ๆ การที่เขาต้องมาอยู่ในสถานที่กักกันสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ตลอดหลายวัน ทำให้จิตใจเขาห่อเหี่ยว สภาพจิตใจย่ำแย่ แต่เขาไม่ได้โกรธผู้เป็นแม่ รู้ดีว่าความวู่วามของตัวเองกำลังทำให้แม่เสียเปรียบ กลับรู้สึกโกรธเคืองพ่อมากกว่า
เนื่องจากพ่อสามารถเกลี้ยกล่อมให้เมียน้อยตัวเองไม่เอาเรื่องและเปลี่ยนเป็นไกล่เกลี่ยได้ แต่พ่อปล่อยให้เขาถูกกักกันหลายวัน ตอนนี้เขาจึงรู้แล้วว่าในใจพ่อ เขาไม่สำคัญเท่าลูกนอกสมรสคนนั้น
เมื่อชายหนุ่มเดินออกมาด้านนอก ก็เห็นผู้เป็นแม่ยืนรออยู่พร้อมพี่ชาย เขาเม้มปากแน่น ความอัดอั้นตันใจตลอดหลายวันทำให้ดวงตาเขาแดงก่ำ แทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
“อาเซิน.. กลับบ้านกัน” ซ่งเซียงเข้าไปโอบลูกชายคนรอง พลางลูบแผ่นหลังเขาเบา ๆ
“ครับแม่” ชายหนุ่มพยักหน้าเสียงสั่นเครือ
“แกโกรธแม่หรือเปล่า ที่ปล่อยให้แกอยู่ที่นี่หลายวัน ไม่ได้พยายามพาแกออกมา”
“ผมไม่โกรธแม่.. ผมเข้าใจว่าตัวเองใจร้อนเกินไปจริง ๆ สมควรได้รับบทเรียนแล้ว” เจียงเซินส่ายหน้าอย่างเชื่องช้า
“ค่อยสมกับที่เป็นน้องฉันหน่อย” เจียงซูตบบ่าอีกฝ่ายอย่างพึงพอใจ ตอนแรกเขาก็คิดว่าอาเซินจะพาลโกรธแม่ ในเมื่อเข้าใจแบบนี้ก็ดีแล้ว
“เขา.. ไม่ได้มาเหรอครับ” เจียงเซินกวาดตามองรอบด้าน ไม่เห็นวี่แววผู้เป็นพ่อ
“เขาไม่ได้มา คงกำลังวิ่งเต้นให้ตัวเองเสียเปรียบน้อยที่สุด” ซ่งเซียงแค่นเสียงขึ้นจมูก เธอยื่นฟ้องทุกอย่างที่คิดว่าจะสามารถฟ้องได้ เรียกได้ว่าเก็บทุกเม็ด
“เห็นแบบนี้แล้ว แกยังเข้าข้างลุงใหญ่อยู่หรือเปล่า” เจียงซูทอดถอนใจหนักหน่วง แม้คำถามนั้นแทงใจดำน้องชาย แต่เขาก็ยังอยากรู้ว่าอีกฝ่ายตาสว่างขึ้นมาบ้างหรือไม่
“...” เจียงเซินเงียบไป มีแค่เรื่องนี้เท่านั้นที่เขาไม่อยากยอมรับว่าตัวเองคิดผิด แม้ลึก ๆ จะรู้ว่าตัวเองผิดแบบไม่น่าให้อภัยก็ตาม
...
หอพักของนักศึกษาในช่วงเย็นค่อนข้างวุ่นวาย บ้างก็กลับมาพักผ่อน บ้างก็ออกไปหาอะไรทานด้านหน้ามหาวิทยาลัย เย็นนี้สามสาวเลือกจะซื้ออาหารจานด่วนง่าย ๆ มานั่งทานด้วยกัน
“ร้านที่อาเยว่แนะนำมีแต่อาหารอร่อย ๆ ทั้งนั้นเลย” เฟิงหรงตักอาหารเข้าปากพลางชื่นชมเพื่อนสนิทด้วยดวงตาเป็นประกาย ทั้งที่มันเป็นข้าวผัดง่าย ๆ แต่รสชาติกลับกลมกล่อม ราคาก็ไม่แพง
“จริงด้วย เสี่ยวเยว่แนะนำร้านไหน ฉันก็ไม่เคยผิดหวัง” ซ่งอวิ๋นเห็นด้วยอย่างยิ่ง
“คิกคิก เรื่องกินไว้ใจฉันได้เลย อ้อ ฉันจดลิสต์ร้านอร่อยไว้ด้วยนะ เดี๋ยวหยิบให้ เผื่อวันไหนพวกเธออยากลองกินดู” ฟ่านเยว่ไม่ว่าเปล่า ลุกขึ้นไปหยิบสมุดโน้ตในกระเป๋าผ้า แต่เมื่อคว้าหนังสือออกมาเปิด เธอกลับพบว่ามีซองซิปสีใสหล่นออกมา
“นั่นอะไร?” ซ่งอวิ๋นตาไว รีบลุกขึ้นไปสำรวจซองซิปขนาดเท่าฝ่ามือ ด้านในบรรจุผลึกสีขุ่นขนาดเล็กหลายชิ้นรวมกัน รูปร่างแต่ละก้อนไม่เท่ากัน บางชิ้นเป็นเหลี่ยมคม บางชิ้นแตกเป็นเกล็ดละเอียด
“นี่มัน..” เฟิงหรงเบิกตากว้าง จดจ้องสิ่งที่อยู่ในมือซ่งอวิ๋นสลับกับใบหน้าฟ่านเยว่ เธอไม่ปักใจเชื่อว่าเพื่อนของเธอจะยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด
“นี่.. นี่ไม่ใช่ของฉันนะ!!” ฟ่านเยว่ลนลานปฏิเสธ ตั้งแต่เล็กจนโต เธอไม่เคยคิดจะข้องแวะกับสารเสพติด ไม่ว่าจะชนิดใดก็ตาม ซองนี้มาอยู่ในกระเป๋าเธอได้ยังไง
“เมื่อเช้าตอนเกิดอุบัติเหตุ เธอบอกว่ามีคนช่วยเก็บของใส่กระเป๋าใช่ไหม” ซ่งอวิ๋นหรี่ตาลง สมองแล่นเร็วจี๋ หลังคอรู้สึกเสียววูบวาบ
“ใช่ หลายคนช่วยกันเก็บของใส่กระเป๋า มันไม่ใช่ของฉันจริง ๆ นะ พวกเธอเชื่อฉันเถอะ” ฟ่านเยว่กลัวเพื่อนไม่เชื่อ พยายามยืนยันความบริสุทธิ์ใจด้วยดวงตาแดงก่ำ
“แย่แล้ว..” ซ่งอวิ๋นวิ่งไปที่หน้าต่าง มองลงไปด้านล่าง โชคดีที่ห้องของเธอติดกับสวนหย่อมที่มีต้นไม้ปกคลุมหนาแน่น
เธอตัดสินใจชั่วเสี้ยววิ เช็ดลายนิ้วมือบนซองซิป แล้วปามันลงไปตรงสวนหย่อมไร้ซึ่งผู้คนสุดแรง
พร้อมกันนั้นเสียงฝีเท้ามากมายก็มาหยุดอยู่หน้าห้องของพวกเธอ ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูดังสนั่น
กลับมาแล้วค่ะ ไรท์ติดโควิด นอนซมสองวันเต็มเลย ช่วยนี้โควิดระบาดเยอะ คุณรี้ดรักษาสุขภาพด้วยนะึะ