ย้อนศร
ย้อนศร
ฟ่านเยว่และเฟิงหรงหันสบตากัน หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ พวกเธอทำอะไรไม่ถูกตั้งแต่พบเจอยาเสพติดในกระเป๋าของฟ่านเยว่แล้ว ตอนนี้ยังมีคนมาเคาะประตูเสียงดังราวกับต้องการพังประตูเข้ามา อดจินตนาการไม่ได้เลยว่าคนด้านนอกคือตำรวจหรือไม่
ซ่งอวิ๋นหรี่ตาลงอย่างอันตราย จ้องประตูบานนั้นก่อนจะลดเสียงลงจนกลายเป็นเสียงกระซิบ “นั่งลง แล้วกินข้าว ไม่ว่าฉันจะพูดหรือทำอะไร แค่ตามน้ำไปก็พอ”
ได้ยินดังนั้นทั้งสองก็ได้สติกลับมา รีบยกจานข้าวขึ้นมาถือ สงบอารมณ์ราวกับก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ถ้ายังไม่ออกมาเปิด จะไขประตูเข้าไปแล้วนะ” เสียงป้าผู้ดูแลหอแสนคุ้นเคยดังขึ้นในจังหวะที่ซ่งอวิ๋นเดินไปเปิดประตูพอดิบพอดี
ครั้นประตูเปิดออกกว้าง หญิงสาวก็เห็นว่ามีอาจารย์ฝ่ายกิจการนักศึกษาซึ่งเป็นชายวัยกลางคนยืนอยู่ข้างป้าผู้ดูแลหอ อีกด้านหนึ่งก็มีอาจารย์สาวยืนอยู่ด้วย ถัดออกไปนักศึกษารวมหอพักก็เริ่มทยอยกันมามุงดูสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเสียงเคาะประตูเมื่อครู่ดังมากจริง ๆ
“มีอะไรหรือเปล่าคะอาจารย์” ซ่งอวิ๋นแสร้งทำสีหน้าเหลอหลา ทั้งที่ในใจเธอมองแผนการครั้งนี้ออกแล้ว
“อาจารย์จำเป็นต้องตรวจค้นห้องของเธอ เพราะมีคนแจ้งมาว่าพวกเธอแอบเสพยาเสพติดภายในหอพัก” อาจารย์สาวกล่าวอย่างลำบากใจ อันที่จริงเธอไม่เชื่อข้อกล่าวหานี้แม้แต่น้อย ซ่งอวิ๋นเป็นอันดับหนึ่งในการสอบเกาเข่า ที่ผ่านมาประพฤติตัวดีมาตลอด จะทำลายอนาคตตัวเองด้วยยาเสพติดทำไม
แต่อาจารย์ตู้ที่มาด้วยกันกลับโต้แย้งเสียงแข็งว่าพวกเราควรตรวจสอบให้รอบคอบ ไม่ละเลยสิ่งที่นักศึกษาส่งเรื่องมาแจ้ง ไม่อย่างนั้นหากเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นมาอีก ทางมหาลัยจะต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงโดยใช่เหตุ
“อะไรนะคะ พวกเราเนี่ยนะเสพสารเสพติด” ซ่งอวิ๋นชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง เสียงสูงขึ้นอีกหลายระดับ
“ขอโทษด้วยนะคุณซ่ง มันเป็นกฎ ถึงอาจารย์จะไม่เชื่อว่าพวกเธอทำ แต่มันจำเป็นต้องตรวจสอบ” อาจารย์ตู้ขยับแว่น น้ำเสียงเขาเข้มงวด บ่งบอกชัดเจนว่าจะไม่ผ่อนปรนใด ๆ ทั้งสิ้น
“แล้วถ้าไม่มีอะไร ทางมหาวิทยาลัยจะชดเชยเรายังไงคะ โดนค้นห้องแบบนี้ อาจมีข่าวลือไม่ดีกระจายออกไป” ซ่งอวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อย โต้แย้งราวกับตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม
ขณะเดียวกันฟ่านเยว่และเฟิงหรงก็วางจานข้าวแล้วเดินมายืนขนาบข้างซ่งอวิ๋น หัวใจพวกเธอยังเต้นกระหน่ำ แต่พยายามตามน้ำซ่งอวิ๋น และไม่ทำตัวน่าสงสัยให้เป็นภาระเพื่อนสนิท
“หรือมันมีอะไรจริง ๆ คุณถึงยืนเถียงผมอยู่ตรงนี้นักศึกษาซ่ง?”
“ไม่หรอกค่ะ หนูบริสุทธิ์ใจมากพอ ให้ตรวจค้นได้เลย แค่อยากรู้ว่าถ้าไม่มีจริง ๆ พวกหนูจะได้อะไรชดเชย” ซ่งอวิ๋นยิ้มน้อย ๆ ดวงตาใสกระจ่างจับจ้องดวงตาหลังกรอบแว่นของอาจารย์ตู้
“วางใจเถอะ ถ้าไม่เจออะไรจริง ๆ อาจารย์จะแก้ความเข้าใจผิดให้เอง” อาจารย์สาวทนบรรยากาศอึดอัดต่อไปไม่ไหว รีบออกตัวไกล่เกลี่ยทันควัน
เธอไม่ได้รู้สึกว่าซ่งอวิ๋นไม่เคารพอาจารย์ หากเป็นเธอก็คงตั้งคำถามเช่นนี้ไม่ต่างกัน
“งั้นเข้ามาค้นได้เลยค่ะ แต่ค้นแล้วช่วยพวกหนูเก็บหน่อยนะคะ อ้อ หนูขออนุญาตถ่ายคลิปเก็บไว้เป็นหลักฐานระหว่างตรวจค้นด้วยนะคะ” หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ออกมา พลางพยักหน้าส่งสายตาให้เพื่อนสนิททั้งสอง
ในเมื่อมากันสามคน พวกเธอทั้งสามก็ตามถ่ายเลยทั้งสาม ป้องกันการถูกใส่ร้าย ส่วนเธอจะประกบอาจารย์ตู้เจวี๋ย ด้วยเธอรู้สึกสงสัยเขาเป็นพิเศษ
เฟิงหรงและฟ่านเยว่เข้าใจความหมายโดยนัยของเพื่อนทันที เธอคว้าโทรศัพท์มาถือไว้มั่น
“เรื่องนั้นไม่มีปัญหา” อาจารย์หญิงเอ่ยดักคออาจารย์ตู้หลังเห็นเขาจะโต้แย้งอย่างไม่พอใจ
จะว่าเด็กได้อย่างไร พวกเธอพากันมาเคาะประตูตอนตะวันตกดิน แถมยังกล่าวหาว่าเด็กสามคนนี้ครอบครองและเสพยาเสพติด เด็ก ๆ ก็ต้องตั้งป้อมปราการปกป้องตัวเองเป็นธรรมดา
จากนั้นซ่งอวิ๋นก็ตามประกบอาจารย์ตู้ ฟ่านเยว่ประกบป้าดูแลหอ ส่วนเฟิงหรงตามถ่ายอาจารย์หญิง ไม่ว่าพวกเขาจะค้นตรงจุดไหน พวกเธอก็ถ่ายเก็บไว้เป็นหลักฐานทั้งหมด ไม่มีโอกาสให้ผู้ใดเล่นตุกติกทั้งสิ้น
อาจารย์ตู้ดวงตาสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อค้นมานานก็ยังไม่เจอสารเสพติดต้องสงสัย เขาหันมองซ่งอวิ๋นวูบหนึ่ง คล้ายจะถามว่าเธอนำมันไปซ่อนไว้ที่ใด
“สรุปเจอไหมคะอาจารย์” ซ่งอวิ๋นยิ้มตาใส
“ไม่มีจริง ๆ อาจารย์ว่าคงเป็นการกลั่นแกล้งกัน” อาจารย์สาวส่ายศีรษะ พลางคาดเดาความเป็นไปได้
“งั้นก็ถือว่าเข้าใจผิด แต่ว่า..” ร่างอ้อนแอ้นถอนหายใจ “ฉันว่าทางมหาวิทยาลัยควรเปลี่ยนกฎไหมคะ ถ้าใส่ร้ายกันง่ายแบบนี้ ต่อไปจะไม่วุ่นวายหรอกเหรอคะ อีกอย่างนี่ก็มืดมากแล้วด้วย การที่มีอาจารย์ผู้ชายขึ้นมาหอนักศึกษาหญิง ดูไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่นัก”
อาจารย์ตู้สะอึก เก็บสีหน้าแทบไม่อยู่ เขาพยายามเตือนตัวเองให้ใจเย็น ไม่เต้นไปกับการยั่วยุของเด็กปีศาจ ก่อนจะยิ้มพร้อมพยักหน้า “อืม อาจารย์ก็คิดว่ามันไม่เหมาะสมเหมือนกัน แต่เธอเข้าใจใช่ไหม อาจารย์จำเป็นต้องทำตามหน้าที่”
“เพราะรู้นั่นแหละค่ะ หนูถึงอยากให้ทางมหาวิทยาลัยปรับเปลี่ยนกฎ หรือไม่ก็ลองเข้มงวดกับการแจ้งเบาะแสของนักศึกษาสักหน่อย อาจจะไม่ต้องยกเลิก แต่ให้ช่วยแนบหลักฐาน อะไรทำนองนั้นน่ะค่ะ” ซ่งอวิ๋นว่าอย่างเป็นเหตุเป็นผล ป้าดูแลหอและอาจารย์สาวจึงพยักหน้าคล้อยตาม
“เดี๋ยวอาจารย์จะยื่นเรื่องนี้ให้อธิการบดีหลี่เอง ไม่ต้องห่วงนะ” อาจารย์หญิงรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ ก่อนหันไปหาอาจารย์ตู้ “พวกเราไปกันเถอะค่ะ เด็ก ๆ ยังต้องพักผ่อนนะคะ ดูสิ พวกเราทำให้เด็ก ๆ ตกใจหมดเลย”
“อ้อ ครับ” อาจารย์ตู้เดินออกจากห้อง วันนี้เขาคว้าน้ำเหลวอย่างคาดไม่ถึง และไม่มีจังหวะนำซองซิปในกระเป๋ากางเกงออกมาเสียด้วย ซ่งอวิ๋นฉลาดจนน่ากลัวจริง ๆ
“เป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน อาจารย์หวังว่าจะไม่มีใครกลั่นแกล้งเพื่อนด้วยวิธีนี้อีกนะ จะโกรธกันยังไง ก็ไม่ควรตัดอนาคตคนอื่น” อาจารย์สาวหยุดยืนหน้าห้อง กล่าวกับนักศึกษาหลายสิบชีวิตที่มุงดูเหตุการณ์กันหน้าสลอน
“พวกเราไม่ทำแน่นอนค่ะ”
ซ่งหว่านกอดอกพิงประตูห้อง หัวคิ้วขมวดเป็นปม เรื่องนี้เธอไม่ได้ลงมือ และเธอมั่นใจว่าต้องไม่ใช่การใส่ร้ายกันธรรมดา ๆ ซ่งอวิ๋นไปสร้างศัตรูที่ไหนกันแน่ ไม่ได้ลงมือด้วยตัวเองแบบนี้ เธอเริ่มไม่สนุกเสียแล้ว
“ไปเถอะเด็ก ๆ แยกย้ายไปพักผ่อนนะ” อาจารย์สาวโบกมือไล่ด้วยสีหน้าเหนื่อยอ่อน เธอเองก็อยากกลับบ้านไปพักแล้วเช่นเดียวกัน
เฟิงหรงเดินไปปิดประตู ก่อนทรุดกายลงนั่งพร้อมกุมหน้าอกตัวเองอย่างหมดเรี่ยวหมดแรง “ให้ตายสิ หัวใจฉันเกือบวายแล้ว”
“ฉัน.. ฉันโชคดีจริง ๆ” ฟ่านเยว่น้ำตาไหลพราก โดยปกติแล้วเธอเป็นคนเข้มแข็ง ร่างกายแข็งแรงบึกบึนตามแบบฉบับนักกีฬา แต่วันนี้ทุกอย่างเกิดขึ้นกะทันหัน ถ้าเมื่อครู่อาอวิ๋นไม่รีบปาซองยาลงไปด้านล่าง พวกเราคงมีคดีติดตัวอย่างไม่ต้องสงสัย
“ไม่เป็นไรแล้ว อย่าร้องไห้เลย” ซ่งอวิ๋นทรุดกายลงนั่งตรงหน้าเพื่อน ๆ พลางเอื้อมมือออกไปลูบหลังทั้งสองอย่างปลอบประโลม
“เสี่ยวอวิ๋นของพวกเรามีสติดีมากจริง ๆ ตอนอาจารย์เคาะประตู ฉันสั่นไปหมดทั้งตัวแล้ว” เฟิงหรงดวงตาแดงก่ำ พลางลูบหน้าตัวเองแรง ๆ
“ฉัน..ขอคุยกับคุณปู่ก่อนนะ”
ฟ่านเยว่และเฟิงหรงชะงักไปพร้อมกัน พินิจพิเคราะห์เพียงชั่วขณะก็ทราบว่าซ่งอวิ๋นกำลังสงสัยบางอย่าง จึงต้องโทรหาปู่ซ่ง
“อวิ๋นเอ๋อร์ มืดแล้วหลานกินข้าวหรือยัง” น้ำเสียงชายชราผ่อนคลายและอบอุ่นขึ้นเมื่อหลานสาวโทรหา
“คุณปู่คะ ช่วยอะไรหนูหน่อยได้ไหมคะ”
“หืม? เกิดอะไรขึ้น”
ซ่งอวิ๋นเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ผู้เฒ่าซ่งฟังอย่างละเอียด รวมถึงความสงสัยที่มีต่ออาจารย์ตู้เจวี๋ย เพราะเมื่อครู่เธอเห็นชัดเจนว่าเขามีท่าทางยึกยัก ราวกับจะหยิบบางอย่างออกจากกระเป๋ากางเกง แต่เพราะมีเธอตามประกบ อาจารย์ตู้จึงไม่สบโอกาส
...
ถนนยามค่ำคืนค่อนข้างเงียบสงบ รถตำรวจจราจรจอดอยู่ริมทางพร้อมเปิดไฟสัญญาณ เมื่อรถคันหนึ่งแล่นผ่าน เจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบก้าวออกมายืนข้างถนน ยกกระบองไฟขึ้นเป็นสัญญาณให้ลดความเร็วและจอดเข้าข้างทาง
ตู้เจวี๋ยขมวดคิ้วมุ่น ดวงตาหลังกรอบแว่นวูบไหว มือสั่นเทาไปด้วยความลนลาน ใจอยากเหยียบคันเร่งและพุ่งทะยานฝ่าด่านตำรวจออกไป แต่เขาทำเช่นนั้นไม่ได้ จึงต้องใจดีสู้เสือ ชะลอความเร็วรถลง
ครั้นรถหยุดสนิท ตำรวจเดินเข้ามาที่ฝั่งคนขับ ก่อนขอให้ตู้เจวี๋ยดับเครื่อง เปิดกระจก และแสดงใบขับขี่กับเอกสารเพื่อตรวจสอบ
หลังจากตรวจสอบใบขับขี่และเอกสารเรียบร้อยแล้ว นายตำรวจพลิกดูเอกสารในมืออีกครั้ง ก่อนเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มหลังพวงมาลัย สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย
“เอกสารไม่มีปัญหา” เขากล่าวก่อนเก็บเอกสารคืนให้ “แต่เราขอตรวจค้นรถและตรวจร่างกายคุณด้วย”
ตู้เจวี๋ยนิ่งงันไปชั่วขณะ ดวงตาคมเหลือบมองเจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่ข้างรถ ก่อนเปิดประตูลงมาอย่างไม่รีบร้อน ทว่าในใจกลับเต้นกระหน่ำราวกับรัวกลองศึก
ตำรวจอีกนายเดินเข้ามาประกบด้านข้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่คนแรกสวมถุงมือแล้วเริ่มตรวจค้นภายในรถ ตั้งแต่ช่องเก็บของ คอนโซลกลาง ไปจนถึงบริเวณเบาะหลัง ทุกอย่างถูกตรวจสอบอย่างเป็นขั้นตอน ไม่มีท่าทีเร่งร้อน แต่ก็ไม่เปิดโอกาสให้เขาขยับตัวไปไหนตามลำพัง
“ยกมือขึ้นครับ”
ตู้เจวี๋ยยกมือขึ้นเหนือระดับศีรษะตามคำสั่ง เจ้าหน้าที่ลูบตรวจตามแนวลำตัวอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ไหล่ แขน ด้านข้างลำตัว ไปจนถึงกระเป๋ากางเกงก่อนจะสะดุดเข้ากับบางอย่างที่นูนออกมาจากกางเกงในบริเวณสะโพกของตู้เจวี๋ย