จุดเชื่อมโยง
จุดเชื่อมโยง
หลังจากปลายนิ้วนายตำรวจสัมผัสได้ถึงวัตถุบางอย่างที่นูนอยู่ใต้เนื้อผ้า น้ำเสียงของเขาก็เปลี่ยนแปลงไปในทันที
“เดี๋ยวก่อน”
“...” ตู้เจวี๋ยหลับตาปี๋ รู้แล้วว่าวันนี้เขาก็ไม่อาจรอดไปได้ ใครใช้ให้เขาประมาท เพราะหงุดหงิดเลยเผลอนำยาเสพติดในซองซิปล็อกกลับบ้านมาด้วย
ซึ่งยาเสพติดนี้ เดิมตั้งใจจะใช้เป็นแผนสำรองหากไม่เจอยาในห้องของซ่งอวิ๋น ทว่าเด็กปีศาจนั่นฉลาดเป็นกรด เขาจึงไม่มีโอกาสทำตามแผน
“ยกมือค้างไว้ ห้ามขัดขืน” ตำรวจหนุ่มให้ตู้เจวี๋ยยกมือค้างไว้ ก่อนล้วงหยิบสิ่งของต้องสงสัยออกมาอย่างไม่ลังเล มันคือซองซิปขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ภายในบรรจุผลึกสีขาวขุ่นอยู่จำนวนหนึ่ง
บรรยากาศโดยรอบพลันเงียบลง ตำรวจอีกนายเดินเข้ามาดูใกล้ ๆ ก่อนมองหน้าตู้เจวี๋ย สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นกว่าเดิม
“นี่คืออะไร?”
ตู้เจวี๋ยก้มมองซองในมือเจ้าหน้าที่ สีหน้าของเขากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ทำไมสิ่งที่ควรเกิดกับซ่งอวิ๋น ถึงวนกลับมาหาเขาราวกับบูมเมอแรงเช่นนี้ เด็กนั่นนอกจากฉลาดแล้ว ยังดวงดีดวงแรงด้วยงั้นเหรอ
“ผมไม่รู้”
สุดท้ายเขาก็ได้แต่ตอบโง่ ๆ ออกไป เพราะไม่รู้จะพูดอะไรเหมือนกัน
“ไม่รู้?” ตำรวจทวนคำ พลางแค่นหัวเราะ พลิกซองดูโดยไม่เปิดมันออก ตั้งใจเก็บไว้เป็นหลักฐานตามขั้นตอน
“คุณต้องให้ความร่วมมือกับการสอบสวนเพิ่มเติม”
คราวนี้น้ำเสียงไม่ได้มีความเป็นกันเองเหลืออยู่แม้แต่น้อย
ตู้เจวี๋ยยืนอยู่ข้างรถตำรวจ ท่ามกลางแสงไฟสีขาวที่ส่องกระทบใบหน้า ความรู้สึกบางอย่างเริ่มกดทับบ่าของเขา พานให้หายใจหายคอลำบาก สิ่งที่ชัดเจนที่สุดก็คือ อนาคตในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งจบสิ้นลงเพราะความโลภแล้ว
...
ซ่งอวิ๋นรอฟังข่าวจากผู้เป็นปู่ ปลายนิ้วชี้เคาะโต๊ะอ่านหนังสือเป็นจังหวะ ตกอยู่ในห้วงความคิด แสงไฟจากโคมเล็ก ๆ สะท้อนกระดาษขาว บนนั้นขีดลากความสัมพันธ์ของตระกูลซ่งและคนที่คาดว่าจะเป็นศัตรูไว้ทั้งหมด
นอกจากพระเอกนางเอกนิยายโรคจิตแล้ว ตระกูลซ่งก็ยังไม่ได้ล้ำเส้นผู้ใดมากนัก ซึ่งนั่นไม่นับรวมอาเขยรอง เพราะแม้ว่าเขาจะกำลังถูกอาหญิงรองฟ้องเรื่องการหย่าร้าง แต่ยังไม่น่าพุ่งเป้ามาที่เธอ เพราะเธอแทบไม่เกี่ยวข้องในสมการนี้เลย
ทว่าเมื่อคิดถึงจุดนี้ จู่ ๆ สมองเธอก็มีภาพความทรงจำบางอย่างแวบเข้ามากะทันหัน
“มีอะไรให้อาช่วยก็บอกได้เลยนะ อาพอจะมีเพื่อนสอนอยู่ในชิงหวา ถ้าเกิดอะไรขึ้น หลานไปขอความช่วยเหลือจากเขาได้”
เธอจำได้ดีว่าก่อนกลับบ้าน อาเขยรองยังพูดถึงเพื่อนที่อยู่ในชิงหวาซ้ำอีกครั้ง เธอจำได้อีกว่าอาจารย์คนนั้นใช้แซ่ตู้ คิดได้ดังนั้นเธอก็ค้นหารายชื่ออาจารย์แซ่ตู้ทั้งหมดในมหาวิทยาลัย
“มีแค่คนเดียว..”
ปรากฏว่าอาจารย์ตู้ในรั้วมหาลัยชิงหวาแห่งนี้ มีตู้เจวี๋ยเพียงคนเดียว นั่นแปลว่าเขาเป็นเพื่อน หรือบางทีอาจเป็นคนที่อาเขยรองของเธอเก็บไว้ใช้งาน
จังหวะเดียวกันนั้น โทรศัพท์บนโต๊ะก็สั่นครืดคราด ทำให้เพื่อน ๆ ที่กำลังหลับสนิทพลิกตัวเบา ๆ แต่ไม่ได้ตื่นขึ้นมา
“คุณปู่”
“เสี่ยวอวิ๋น ตำรวจค้นเจอสาร ‘เมทแอมเฟตามีน’ ตอนแรกเจ้านั่นไม่ยอมรับ แต่เค้นไปเค้นมาถึงยอมบอกว่าเขาติดยา แต่ตรวจปัสสาวะกลับไม่เจอสารเสพติด”
“คุณปู่คะ จำวันที่อาเขยรองพาพี่รองมาขอโทษที่บ้านได้ไหมคะ วันนั้นเขาบอกว่ารู้จักอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ก่อนกลับเขาบอกด้วยว่าเพื่อนเขาชื่อแซ่อะไร”
ผู้เฒ่าซ่งชะงักกึก นัยน์ตาคมคายวูบไหวเล็กน้อย ความทรงจำในวันนั้นวนกลับมาอย่างรวดเร็ว “แซ่ตู้..”
ได้ยินดังนั้นถือเป็นการตอกย้ำให้ซ่งอวิ๋นมั่นใจทันทีว่าเธอไม่ได้จำผิดไปเอง “หนูเพิ่งนึกได้เหมือนกันค่ะ ลองค้นรายชื่ออาจารย์ของมหาวิทยาลัยแล้วด้วย มีอาจารย์แซ่ตู้แค่คนเดียว”
“หลานกำลังคิดว่าเจียงกั๋วเป็นคนบงการใช่ไหม”
“ลางสังหรณ์หนูบอกว่าไม่ใช่เขา แต่มันบังเอิญเกินไปไหมคะคุณปู่”
“ไม่ใช่เจียงกั๋วจริง ๆ” ซ่งเต๋อยืนยัน “ช่วงที่ผ่านมาปู่ส่งคนตามดูเจียงกั๋วแทบทุกฝีก้าว หากเจ้านั่นคิดแผนสกปรกเพื่อให้ตัวเองได้เปรียบในการฟ้องหย่า ฝ่ายเราจะได้รับมือทัน โชคดีได้เสี่ยวหานช่วยอีกแรง”
“เอ๊ะ? พี่เฟิงเหรอคะ”
ซ่งอวิ๋นเป็นฝ่ายชะงักบ้าง ผ่านไปเพียงไม่นาน คุณปู่เอ็นดูพี่เฟิงถึงขนาดเรียกเสี่ยวหานแล้ว
“ใช่ ตระกูลเฟิงมีเส้นสายกับค่ายมือถือ เสี่ยวหานเลยขอประวัติการโทรของเจียงกั๋วมาแบบลับ ๆ ตอนนี้กำลังตรวจสอบโดยละเอียด แต่เรื่องยาเสพติดครั้งนี้คนบงการไม่ใช่เจียงกั๋วแน่”
“ทำไมจู่ ๆ เขาถึงมาช่วยเยอะขนาดนั้น” ซ่งอวิ๋นโคลงศีรษะ เธอไม่อยากติดหนี้พี่เฟิง แค่เรื่องที่เขาต้องรับมือกับตระกูลฉิน ก็น่าเห็นใจมากพออยู่แล้ว
“หลานไปช่วยอะไรเสี่ยวหานไว้ละ หนี้ชีวิตชดใช้ยังไงก็ไม่มีทางหมดหรอก ถึงหลานจะไม่คิดอะไร แต่คนที่ได้รับความช่วยเหลือซาบซึ้งใจมาก” ซ่งเต๋อถอนหายใจ
เมื่อไม่กี่วันก่อนเฟิงเหมียนมาหาเขา และเล่าสิ่งที่ได้พูดคุยกับจ้าวอิ๋นให้เขาฟัง หลานสาวเขารวมถึงตระกูลซ่งกำลังเผชิญเคราะห์ครั้งใหญ่ มีชีวิตของพวกเขาเป็นเดิมพัน เฟิงเหมียนยืนยันว่าหลังจากนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตระกูลเฟิงจะช่วยเหลือสุดกำลัง
“แล้ว.. มีเบอร์ที่ระบุตัวตนไม่ได้บ้างไหมคะ” หญิงสาวปัดเรื่องเฟิงมู่หานออกจากสมองชั่วขณะ ตั้งใจว่าจะโทรไปขอบคุณเขาสำหรับการช่วยเหลือครั้งนี้ แน่นอนว่าเธอรู้สึกอุ่นใจเมื่อมีพรรคพวกเพิ่มขึ้น แม้มันจะมาพร้อมความรู้สึกอื่นที่เธอแทบไม่เคยรู้จัก เธอก็เลือกจะมองข้ามมันไปก่อน
“แน่นอนว่ามี ปู่กำลังสงสัยอยู่เหมือนกัน มันเป็นเบอร์ที่เจียงกั๋วโทรหาแทบทุกอาทิตย์ แต่พยายามหาแล้วมันระบุตัวตนใครไม่ได้เลย”
“ก่อนหน้านี้คุณปู่ได้ตรวจสอบเรื่องราวของเขาย้อนหลังไหมคะ” ซ่งอวิ๋นกำหมัดแน่น คล้ายว่าเธอกำลังเข้าใกล้คำตอบ เพียงแต่ต้องไปให้ถูกทางเท่านั้น
“เพิ่งเริ่มตรวจสอบย้อนหลัง ก่อนหน้านี้ปู่พุ่งเป้าไปที่เมียน้อยกับลูกนอกสมรสคนนั้น วางใจเถอะ คราวนี้ปู่จะย้อนกลับไปตอนที่เจียงกั๋วเกิดเลย” ผู้เฒ่าซ่งไม่ได้พูดออกไปว่าเขาภูมิใจกับความฉลาดของหลานสาวขนาดไหน
เพราะซ่งอวิ๋นเป็นแบบนี้ เขาถึงอยากให้เธอขึ้นนั่งตำแหน่งประธานซ่งกรุ๊ปในอนาคต เธอเป็นคนคิดวิเคราะห์รอบด้าน ไม่ได้เก่งแต่ใช้อารมณ์ตัดสินทุกสิ่ง มากไปด้วยไหวพริบและช่างสังเกต
“เข้าใจแล้วค่ะ ได้เรื่องยังไงบอกหนูหน่อยนะคะ ตอนนี้หนูคาใจมากเลย” ซ่งอวิ๋นลูบอกตัวเอง เหมือนเธอเดินมาเจอทางตัน ทว่าหลังทางตันนั้นกลับเป็นแสงสว่างเจิดจ้า หากปีนกำแพงนี้ไปได้ เธอก็จะเจอความจริง
...
ซ่งหว่านนอนไม่หลับ กระสับกระส่ายจนต้องพลิกกายไปมาอย่างหงุดหงิด ตอนนี้วงของเธอถอนตัวออกจากการแข่งขันด้วยข้ออ้างที่ว่าเพื่อนร่วมวงเกิดปัญหาด้านสุขภาพกะทันหัน
โชคดีที่วงของพวกเธอโด่งดัง มีฐานแฟนคลับมากมาย หากจะเดบิวต์เป็นนักดนตรีก็เริ่มได้โดยไร้อุปสรรค ทว่าสิ่งที่ทำให้เธอนอนไม่หลับไม่ใช่เรื่องนี้ แต่เป็นเพราะฉินชางไม่รับโทรศัพท์เธอหลายวันแล้ว
เธอไม่ได้กังวลว่าเขาจะทอดทิ้งเธอ รู้ดีว่าผู้ชายคนนั้นหลงรักเข้าขั้นหลงใหล เขาไม่มีทางทิ้งเธอกลางทางทั้งที่ตามมาเกิดใหม่พร้อมเธอเช่นนี้หรอก
ขณะที่หญิงสาวเป็นกังวล คนที่เธอกำลังคิดถึงอยู่ตอนนี้นอนคว่ำอยู่บนเตียง ร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่า เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อบริเวณแผ่นหลัง ทว่าความสวยงามนั้นถูกลดทอนด้วยแผลมากมายทั่วแผ่นหลัง
รอยแผลจากการถูกเฆี่ยนพาดเป็นแนวยาวหลายรอยบนแผ่นหลังของชายหนุ่ม ผิวตามแนวบาดแผลแดงจัดสลับกับรอยช้ำสีคล้ำจากแรงกระแทก บางส่วนแตกเป็นทาง ผิวหนังแยกออกเล็กน้อยจนเห็นเลือดสีแดงสดซึมตามขอบแผล
ทุกครั้งที่ฉินชางขยับตัว รอยแผลจะตึงรั้งจนเกิดความเจ็บแปลบขึ้นมาเป็นระลอก เขาเกร็งไหล่และขบกรามแน่น พยายามนอนนิ่งให้พ่อบ้านประจำตระกูลใส่ยา ความแสบร้อนทำให้ลมหายใจของเขาหนักขึ้นเรื่อย ๆ
“ไปก่อเรื่องใหญ่อะไรมาล่ะน้องรอง ถึงขั้นโดนคุณปู่สั่งลงโทษตามกฎประจำตระกูล”
“...” ฉินชางนัยน์ตาแดงฉานไม่ต่างจากสัตว์ป่าบาดเจ็บ เหลือบสายตาขึ้นมองพี่ชายที่เข้ามาในห้องนอนเขาอย่างถือวิสาสะ
“มองแบบนี้น่ากลัวเหมือนกันแฮะ ฉันเริ่มไม่แปลกใจเท่าไหร่แล้ว ขนาดคุณปู่ป่วยหนักขนาดนั้น ยังสั่งลงโทษรุนแรง แสดงว่าแกทำผิดแบบไม่น่าให้อภัย” คุณชายใหญ่ฉินเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาไร้ซึ่งความเห็นอกเห็นใจ
“ไม่ใช่เรื่องของแก” ฉินชางขบกรามแน่น เมื่อไม่กี่วันก่อนเขาถูกพ่อเรียกกลับบ้าน ก่อนพ่อจะสั่งลูกน้องในตระกูลฉินลากเข้าไปในห้องใต้ดิน ฟาดแส้เฆี่ยนตีเขาตามกฎตระกูล
เป็นแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแผ่นหลังเขาเต็มไปด้วยบาดแผล ทว่าเขากลับไม่ร้องโหยหวน เพียงถามสั้น ๆ ถึงเหตุผลที่พ่อทำเช่นนี้กับเขา ผู้ชายไร้หัวใจคนนั้นทวนคำพูดของปู่ฉินให้เขาฟัง
‘อย่าล้ำเส้นแตะต้องคนที่ไม่ควรแตะ ฉันยังไม่ตาย ยังไม่ต้องรีบโผล่หางถึงขนาดนั้น’
เพียงเท่านั้นเขาก็เกิดข้อสงสัยในใจ คนที่ไม่ควรแตะหมายถึงใคร อาเล็กเฟิงมู่หาน หรือซ่งอวิ๋น ที่ผ่านมาเฟิงมู่หานถูกปองร้าย ปู่ฉินไม่อาจออกหน้าปกป้องมากนัก เพราะตระกูลฝั่งแม่ของเขายังมีอำนาจ มาวันนี้อำนาจนั้นถูกลดทอนไปแล้ว คิดจะแสดงความเป็นพ่อ มันสายไปสำหรับเฟิงมู่หานหรือไม่
“เหอะ ฉันไม่อยากยุ่งหรอก แต่แกกำลังจะทำให้สายรองเดือดร้อน หัดเจียมกะลาหัวซะบ้าง”
คุณชายใหญ่ฉินหุบยิ้มฉับ แม้จะมีสายเลือดเดียวกัน แต่พวกเขากลับไม่เคยสนิทสนมกันตามประสาพี่น้อง เรียกได้ว่าถูกเลี้ยงดูมาอย่างบิด ๆ เบี้ยว ๆ จึงส่งผลต่อความคิดและทัศนคติ