ถักรังไหม พันธนาการตัวเอง
ถักรังไหม พันธนาการตัวเอง
“คุณชายรอง อย่าเพิ่งขยับตัว” พ่อบ้านประจำตระกูลกล่าวเสียงเครียด ตอนนี้บาดแผลค่อนข้างน่ากลัว หากทำแผลและใส่ยาไม่ดีพอ อาจทำให้อักเสบและกลายเป็นแผลเป็น
“เข้าใจแล้ว” ฉินชางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามไม่ใส่ใจพี่ชายที่ยืนกวนโมโหอยู่ข้างเตียง
อันที่จริงแผลแค่นี้ทำอะไรเขาไม่ได้หรอก เขาเติบโตมาท่ามกลางการกดดันและเคี่ยวเข็ญอย่างหนักจากผู้เป็นพ่อ การโดนซ้อมหรือเจ็บตัวถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา
ทว่าสิ่งที่คุณปู่ทำในครั้งนี้ถือเป็นการเตือนเขาขั้นเด็ดขาด หากเขากล้าแตะต้องสิ่งที่ปู่หวงแหน บางทีครั้งหน้าอาจไม่ใช่การเจ็บตัวแบบนี้
“เอาเถอะ ถ้าไม่อยากคุยก็ไม่เป็นไร แต่ตอนนี้ฉันได้ยินมาว่าบัตรเครดิตของแกโดนสั่งระงับวงเงินทั้งหมด คงใช้ชีวิตสุรุ่ยสุร่ายไม่ได้ไปพักใหญ่เลยนะ” คุณชายใหญ่ฉินเบ้ปากเมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ลุกขึ้นมาเต้นผางอย่างที่เขาอยากเห็น
หมดสนุกเลย..
“หึ..” ฉินชางพ่นลมออกจมูกอย่างไม่แยแส เขาไม่ได้พึ่งพาเงินจากครอบครัวเพียงอย่างเดียว ธุรกิจส่วนตัวเขาก็มี แค่โดนตัดบัตรเครดิต ไม่ทำให้เขาสะทกสะท้านเลยสักนิด
แต่ที่เขากังวลอยู่ตอนนี้คือคุณปู่อาจจะยื่นมือมาวุ่นวายกับของรักของเขา คนอย่างฉินไห่เทาโหดเหี้ยมไม่น้อยกว่าใคร ไม่อย่างนั้นจะปล่อยให้เมียรักกับลูกชายระหกระเหินอยู่ข้างนอกได้อย่างไร
ซึ่งในชีวิตนี้ สิ่งเดียวที่เขาอยากปกป้องคือซ่งหว่าน หากเธอโดนปู่ของเขาหมายหัว ก็คงใช้ชีวิตต่อไปลำบากแล้ว คิดมาถึงตรงนี้ เขาก็เอี้ยวคอมองพ่อบ้านที่ยังใส่ยาให้เขาอยู่ด้านหลัง
“การลงโทษตามกฎตระกูลจบลงแล้ว คืนโทรศัพท์ให้ผมได้หรือยัง”
“ครับ รอสักครู่ ใส่ยาเสร็จแล้วผมจัดการให้”
...
ในที่สุดการรอคอยของซ่งหว่านก็จบลง ฉินชางติดต่อกลับมาและบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เธอฟังอย่างละเอียด พอรู้ว่าเขาเจ็บหนัก ความโกรธที่ไม่อาจหาที่ระบายก็สุมอยู่ในอกเธอตลอดทั้งวัน
ตกเย็นเมื่อสบโอกาส ได้พบศัตรูบนทางแคบ เธอก็ไม่ลังเลเลยที่จะวางแผนใช้ซ่งอวิ๋นเป็นเครื่องระบายอารมณ์
“อาอวิ๋น รีบกินรีบกลับกันดีกว่า ฉันว่าซ่งหว่านแอบมองเธอแปลก ๆ ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว” เฟิงหรงลดเสียงให้ได้ยินกันเพียงสามคน
ตอนนี้พวกเธออยู่ที่ร้านบะหมี่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัย หลังจากเข้ามาทานไม่นาน ก็เห็นว่าซ่งหว่านเข้ามาในร้านพร้อมหนานชิว ฝ่ายน้องสาวนอกสมรสคนนั้นดูอยากเข้ามาหาเรื่องพวกเธอมาก ซึ่งเธอเคยชินกับมัน และไม่กลัวอะไรอีกแล้ว
ทว่าเธอไม่อยากให้ซ่งอวิ๋นเจอเรื่องปวดหัวเพิ่มขึ้น เพราะเธอเองในฐานะคนตระกูลเฟิงก็รู้จากคุณยายใหญ่แล้วว่าตอนนี้กำลังเกิดสถานการณ์ไม่ปกติกับตระกูลซ่ง และเป้าหมายหลักก็คืออาอวิ๋น
แม้จะรู้แบบนี้แล้ว เธอกลับไม่คิดตีตัวออกหาก คนเป็นเพื่อนกันต้องอยู่ด้วยกันไม่ว่าจะยามทุกข์หรือสุข และเธอเชื่อมั่นว่าอาอวิ๋นไม่ใช่มะพลับนิ่มให้ใครมาเหยียบย่ำง่าย ๆ อีกฝ่ายต้องผ่านเรื่องเลวร้ายไปได้แน่
“ไม่เป็นไร หรงหรงวางใจเถอะ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงไปได้ตลอดหรอก” ซ่งอวิ๋นคลี่ยิ้มสบาย ๆ ไม่ใส่ใจว่าซ่งหว่านจะมาไม้ไหน
เธอมั่นใจว่าตัวเองเก่งในการพลิกแพลงสถานการณ์ และหากจะให้เธอจัดการขั้นเด็ดขาดกับนางเอกในตอนนี้ เธอเองก็ยังมั่นใจไม่เต็มร้อยว่าจะทำให้นิยายเรื่องนี้พังทลายลงหรือเปล่า ดังนั้นต้องค่อยเป็นค่อยไป
“ฉันชอบเธอที่เป็นคนแบบนี้นะ” ฟ่านเยว่คีบบะหมี่เข้าปากไปพลาง พูดไปพลาง
“หืม.. หมายถึงเป็นคนแบบไหนเหรอ”
“ก็เป็นคนใจเย็น พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ ถึงจะโดนบีบคั้นก็ยังมีสติ” เธอยกย่องตัวตนในด้านนี้ของเพื่อนสนิทอย่างมาก
“ฉันไม่ได้ใจเย็นขนาดนั้นหรอก ถ้าโดนจี้ประสาทมาก ๆ ก็อาจจะใช้กำลังบ้าง” ซ่งอวิ๋นสีหน้าเหยเก เมื่อนึกถึงตอนที่เธอซัดพี่รองลงไปนอนกองกับพื้น
ยอมรับเลยว่าเธอหมดความอดทนจริง ๆ ไม่รู้ว่าตอนนี้พี่รองเป็นยังไงหลังถูกรับออกจากสถานกักกันของฝ่ายปกครอง เพราะเขาก็ไม่ได้มามหาวิทยาลัย หวังว่าเขาจะคิดได้บ้าง สักนิดก็ยังดี
อย่างน้อยถ้ามองหน้ากันไม่ติดตลอดชีวิต เขาก็ควรเลิกคิดให้เธอไปทำตัวเป็นมิตรกับซ่งหว่านได้แล้ว
“ไม่เคยเห็นเธอหมดความอดทนเลยแฮะ คนโดนต้องทำตัวย่ำแย่ขนาดไหนกันนะ” ฟ่านเยว่นึกไม่ออกเลยว่าเพื่อนของเธอจะโกรธถึงขั้นลงไม้ลงมือได้อย่างไร
“อาอวิ๋น..” เฟิงหรงเตือนเบา ๆ เมื่อเห็นซ่งหว่านและหนานชิวลุกขึ้นจากโต๊ะและกำลังถือชามบะหมี่
“ว้าย!!” ชั่วเสี้ยววินาทีนั้นเสียงหวีดร้องก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ซ่งหว่านทำราวกับเสียหลัก โถมกายเข้าหาซ่งอวิ๋นทั้งที่ในมือยังถือชามบะหมี่ซึ่งมีควันลอยกรุ่น
ซ่งอวิ๋นตัดสินใจลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ เอียงตัวเล็กน้อย พลางใช้เท้าเกี่ยวขาเก้าอี้ไม้ดันออกไปทางด้านหลัง ส่งผลให้ซ่งหว่านที่พุ่งเข้ามาสะดุดกับเก้าอี้ ล้มลงไปกับพื้น พร้อมถูกน้ำซุปและเส้นบะหมี่ร้อน ๆ ราดแขน
“กรี๊ดดดด!!” ซ่งหว่านหวีดร้องกับอาการปวดแสบปวดร้อนตรงท้องแขน ความร้อนนั้นลามขึ้นมาเกือบถึงใต้วงแขนของเธอ ผิวเนื้อเปลี่ยนเป็นสีแดงเถือกอย่างรวดเร็ว
“ตายแล้ว!” ซ่งอวิ๋นยกมือทาบอก รีบพุ่งเข้าไปเพื่อช่วยพยุง ท่ามกลางสายตานักศึกษาและผู้คนมากมายภายในร้าน “เป็นยังไงบ้าง ไปโรงพยาบาลก่อนดีกว่า ปล่อยไว้จะกลายเป็นแผลเป็นนะ”
ซ่งหว่านดวงตาแดงก่ำ สูดปากเพราะมันปวดแสบปวดร้อนจนน้ำตาเธอไหลพราก อาการพุพองเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทว่าการช่วยเหลือของซ่งอวิ๋นกลับถูกปฏิเสธด้วยวิธีรุนแรง หนานชิวที่เลือดขึ้นหน้าผลักซ่งอวิ๋นจนเสียหลัก ง้างฝ่ามือหมายจะตบหน้าซ่งอวิ๋นให้หายแค้น ทว่าข้อมือเธอถูกใครบางคนคว้าไว้และบีบจนข้อมือเธอแทบแหลกละเอียด
“โอ๊ย!!” สีหน้าหนานชิวเหยเก แต่เมื่อมองคนเบื้องหน้า ดวงตาเธอพลันเบิกกว้าง “ประ.. ประธานเฟิง”
“...” เฟิงมู่หานไม่ได้พูดอะไร ทว่าใบหน้าเขาเย็นชาประหนึ่งน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย เขายอมปล่อยข้อมือหนานชิว แล้วหันไปประคองหมวยน้อยพร้อมเฟิงหรงและฟ่านเยว่
“แม่หนู.. เป็นยังไงบ้าง รีบไปโรงพยาบาลเถอะ ดูสิแขนพองไปหมดแล้ว” เถ้าแก่เจ้าของร้านหน้าตาตื่น ให้เด็กเสิร์ฟช่วยซ่งหว่านให้ลุกขึ้นยืน
“ปะ ไปโรงพยาบาลค่ะ หนูไม่ไหวแล้ว” ซ่งหว่านสมองตื้อไปในทันที ยิ่งเห็นว่าผิวหนังชั้นนอกถูกความร้อนทำลายจนตุ่มพุพองใส ๆ เริ่มแตกและลอกออกมาเป็นแผ่น เธอยิ่งสติหลุดมากขึ้น
ลูกค้าภายในร้านลุกขึ้นมามุงดู บ้างเห็นใจ บ้างสงสาร บ้างก็ยกมืออาสาจะพาเธอไปส่งที่โรงพยาบาล แต่ไม่มีใครโทษว่ามันเป็นความผิดของซ่งอวิ๋น
เนื่องจากพวกเขาล้วนเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุ คนบาดเจ็บเผลอเดินสะดุดขาโต๊ะตัวหนึ่ง จึงเสียหลักโถมตัวไปข้างหน้า หากนักศึกษาอีกคนไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบโต้ว่องไว รีบลุกจากเก้าอี้ คนบาดเจ็บอาจเป็นเธอเองก็ได้
ซ่งหว่านถูกพาส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงภายในเวลาอันสั้น ขณะที่เถ้าแก่ก็ถามไถ่ซ่งอวิ๋นด้วยความเป็นห่วง
“แม่หนู.. ที่โดนผลักเมื่อกี้ บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
“เจ็บนิดหน่อย แต่ไม่เป็นไรค่ะ” ซ่งอวิ๋นค้อมศีรษะน้อย ๆ “ขอบคุณนะคะ”
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว” เถ้าแก่ผมสีดอกเลาโล่งใจ จึงกลับไปดูความเรียบร้อยในส่วนอื่น ๆ ขณะที่พื้นถูกทำความสะอาดราวกับเมื่อครู่ไม่ได้เกิดอะไรขึ้น
“พี่เฟิงมาเร็วจังเลยค่ะ” ร่างอ้อนแอ้นพูดขึ้น จดจ้องหน้าหล่อเหลาที่มักแฝงความอบอุ่นอยู่เป็นนิจ
เธอตั้งใจนัดเขาออกมาทานขนมด้วยกัน เพราะอยากขอบคุณเขาต่อหน้า เรื่องที่เขาช่วยหาข้อมูลต่าง ๆ ทำให้คุณปู่ทำงานง่ายกว่าเดิม
“วันนี้ประชุมเสร็จเร็วครับ”
“งั้นสั่งบะหมี่สักชามไหมคะ” เฟิงหรงรู้สึกว่าบะหมี่ร้านนี้อร่อยมาก น้าเล็กน่าจะชอบ
“อืม..” ชายหนุ่มพยักหน้ายิ้ม ๆ ก่อนเดินไปสั่งบะหมี่กับเถ้าแก่เจ้าของร้าน
“ให้ตายเถอะ ฉันใจหายวาบเลย ถ้าอาอวิ๋นไม่รีบลุก คนโดนลวกต้องเป็นอาอวิ๋นแน่ ๆ” ฟ่านเยว่พ่นลมหายใจหนัก
นี่อย่างไรที่เธอชื่นชมซ่งอวิ๋นหนักหนา ดูไหวพริบและสติของซ่งอวิ๋นสิ หากเป็นเธอคงนั่งตัวแข็ง โดนน้ำซุปลวกตัวแน่นอน
“ถักรังไหมพันธนาการตัวเอง” เฟิงหรงขยับแว่น ไม่สงสารซ่งหว่านเลยแม้แต่น้อย
ตอนนี้เธอได้เรียนรู้แล้วว่า หากไม่เข้มแข็ง คนอื่นก็เหยียบหัว รังแกเราได้ทุกเมื่อ ซ่งหว่านทำตัวเอง หากเพื่อนเธอไม่ป้องกันตัว คงไม่รู้เลยว่าจะโดนกลั่นแกล้งไปถึงขนาดไหน
...
ซ่งหว่านกรีดร้องอยู่ภายในห้องฉุกเฉิน แขนข้างขวาตั้งแต่ท้องแขนลามขึ้นไปเกือบถึงรักแร้พุพองและบางส่วนเริ่มแตกและลอกเป็นแผ่น ๆ เผยให้เห็นเนื้อสีแดงอมชมพูด้านใน
“ใจเย็น ๆ นะคะคุณซ่ง ใกล้ทำแผลเสร็จแล้วค่ะ” พยาบาลสาวพยายามเกลี้ยกล่อมให้คนไข้สงบสติอารมณ์ลง
ซ่งเหวินมาถึงหน้าห้องฉุกเฉินหลังจากทราบข่าวว่าซ่งหว่านได้รับบาดเจ็บ เสียงหวีดร้องของลูกสาวทำให้เขาหน้าซีดไร้สีเลือด ในอกปวดแปลบจนแทบยืนไม่อยู่ ต้องใช้มือยันกำแพงเพื่อประคองตัวเองไว้
“คุณลุงนั่งก่อนนะคะ” หนานชิวสีหน้าย่ำแย่ไม่ต่างกัน เสียงร้องของเพื่อนยังทำให้เธอขวัญเสียไม่หาย
หลังจากนั้นไม่นาน ซ่งหว่านก็ถูกพยาบาลเข็นออกมาจากห้องฉุกเฉิน แขนถูกผ้าก็อซสีขาวพันไว้ประหนึ่งมัมมี่ ใจคนเป็นพ่อปวดหน่วงกว่าเดิมเมื่อเห็นน้ำตาเธอหยดแหมะ ๆ พลางสะอึกสะอื้นจนตัวโยน
“มันเกิดอะไรขึ้นเสี่ยวหว่าน ทำไมลูกถึงโดนน้ำร้อนลวก” ซ่งเหวินเข้าไปกอดลูกสาว พยายามซักไซ้ไล่เลียง แต่เธอกลับส่ายหน้าแล้วร้องไห้อย่างหนัก โดยไม่ยอมพูดหรือบอกอะไรเขาเลยสักคำ
“ถ้าอาหว่านไม่เล่า หนูเล่าเองค่ะ”