เร็วขึ้นกว่าเดิม
เร็วขึ้นกว่าเดิม
หนานชิวบอกเล่าเรื่องราวในมุมมองของเธอให้ซ่งเหวินฟังอย่างละเอียด เธอรู้เพียงว่าซ่งหว่านตั้งใจนำถ้วยบะหมี่กลับไปหาเถ้าแก่ เพื่อขอลูกชิ้นเพิ่ม แต่ดันสะดุดล้ม ซึ่งซ่งหว่านจะไม่บาดเจ็บขนาดนี้ ถ้าไม่โดนเก้าอี้ของซ่งอวิ๋นกระเด็นมาชน
แน่นอนว่าเธอเล่าโดยใส่อคติลงไปเต็มที่ เพราะรู้สึกว่าซ่งอวิ๋นจงใจ โดยไม่ได้คิดเลยว่าหากซ่งอวิ๋นไม่พยายามหลบ คนบาดเจ็บในวันนี้คงไม่พ้นซ่งอวิ๋นเอง
ซ่งเหวินได้รับสารด้านเดียวก็โกรธเกรี้ยวจนควันออกหู แม้ว่ามันจะเป็นอุบัติเหตุ แต่ในฐานะน้องสาว อาอวิ๋นไม่แม้แต่จะตามมาดูที่โรงพยาบาล ทั้งที่อาหว่านบาดเจ็บถึงขนาดนี้
เขาต่อสายหาซ่งอวิ๋นโดยไม่ต้องคิดพิจารณาให้มากความ ด้านซ่งอวิ๋นซึ่งนั่งอยู่ภายในร้านบัวลอยเล็ก ๆ ข้างมหาวิทยาลัยจดจ้องสายเรียกเข้านั้นนิ่ง ๆ บัวลอยใส้งาดำยังอวลอยู่ในปาก แต่เธอรู้สึกเหมือนกำลังเคี้ยวเทียนเพราะทราบว่าปลายสายโทรมาด้วยสาเหตุใด
“ไม่รับสายเหรอครับ” เฟิงมู่หานถามเสียงนุ่ม เมื่อเห็นเธอปล่อยให้โทรศัพท์สั่นอยู่แบบนั้น
“กินบัวลอยให้หมดก่อนดีกว่าค่ะ รับสายตอนนี้คงหมดอร่อยแล้วจริง ๆ” ซ่งอวิ๋นหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
เธอมาทานขนมกับพี่เฟิงเพราะต้องการขอบคุณความช่วยเหลือจากเขา ซึ่งเฟิงหรงและฟ่านเยว่แยกตัวไปดูของกระจุกกระจิกตรงถนนคนเดิน และจะกลับมาเจอกันอีกครั้งในหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า
“เรียกชื่อก็ได้นะ”
“อะไรนะคะ” ร่างอ้อนแอ้นเงยหน้าขึ้นจากบัวลอยน้ำขิงในถ้วย เมื่อครู่เสียงเขาเบาจนเธอแทบจับใจความไม่ได้
“พี่บอกว่าเรียกแค่ชื่อก็พอ” เฟิงมู่หานเสตามองทางอื่น เขาอยากได้ยินหมวยน้อยเรียกเขาว่า ‘พี่หาน’ เหมือนตอนเด็ก ๆ แต่เมื่อก่อนกลัวเธอจะอึดอัด เลยค่อยเป็นค่อยไป ให้เธอสบายใจ
หญิงสาวนิ่งไปเล็กน้อย เผยอริมฝีปากเรียกชื่อเขา จู่ ๆ หัวใจก็เต้นแรงขึ้นมา “พี่หาน..”
“หลังจากนี้ก็เรียก ‘พี่หาน’ นะครับ” เฟิงมู่หานกลั้นยิ้ม หากสังเกตให้ดีจะพบว่าใบหูเขาแดงก่ำ
“ค่ะพี่หาน” เธอหลุบตาลงตักบัวลอยเข้าปากแก้เขิน จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าบัวลอยหวานกว่าเดิมอย่างอธิบายไม่ถูก
สายเรียกเข้ายังคงสั่นอยู่อย่างนั้น ราวกับว่าปลายสายจะไม่หยุดโทรจนกว่าเธอจะรับสาย ซ่งอวิ๋นกินบัวลอยจนหมดถ้วย แล้วกดรับสายด้วยท่าทางเฉื่อยชา
“ค่ะพ่อ”
“ทำอะไรอยู่ ทำไมไม่รับสายตั้งแต่แรก” เสียงดุดันนั้นดังมากพอให้เฟิงมู่หานได้ยิน เขาย่นหัวคิ้วเข้าหากัน นี่เป็นสิ่งที่คนเป็นพ่อสมควรปฏิบัติหลังจากไม่ได้คุยกับลูกสาวตัวเองมาพักใหญ่งั้นหรือ
“กินขนมอยู่ค่ะ” สีหน้าซ่งอวิ๋นยังคงเรียบเฉย ไม่ได้แสดงอาการเสียใจกับการกระทำของซ่งเหวิน
หากแต่คำตอบของเธอทำให้ซ่งเหวินหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม “แกจะบอกว่าตั้งใจไม่รับสายฉันเพราะกำลังกินขนมเหรอ”
ซ่งอวิ๋น “...”
“เงียบแบบนี้แสดงว่าฉันพูดถูกสินะ”
“พ่อโทรมาเพื่อหาเรื่องด่าหนูเหรอคะ” น้ำเสียงเธอราบเรียบแต่กลับเย็นเยือก
ถูกย้อนถามตรงประเด็น ซ่งเหวินก็เพิ่งนึกได้ว่าเขาโทรมาต่อว่าซ่งอวิ๋นจริง ๆ “ทำไมแกถึงไม่ช่วยอาหว่าน ปล่อยให้พี่เขามาโรงพยาบาลคนเดียวได้ยังไง แกยังมีหัวใจอยู่หรือเปล่า”
ฝ่ามือหนาซึ่งวางอยู่บนหน้าขากระตุกเบา ๆ ดวงตาคมดุจเหยี่ยววาวโรจน์ขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่เฟิงมู่หานยังไม่ได้พูดอะไร ฟังแล้วยังรู้สึกแย่แทนหญิงสาว
“ขอโทษนะคะ แม่ของหนูคลอดหนูออกมาคนเดียว ไม่เคยคลอดคนอื่น หากพ่ออยากให้หนูนับญาติกับซ่งหว่าน มันไม่มีทางเกิดขึ้น”
“!!” ซ่งเหวินเบิกตากว้าง กุมหน้าอกพลางหอบหายใจหนัก ไม่อยากเชื่อว่าลูกสาวคนเล็กจะก้าวร้าวยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า ลูกต้องโดนโจวจิ่วเสี้ยมสอนมาเป็นแน่
“อีกอย่างหนูไม่ได้ทำให้เธอบาดเจ็บ แล้วทำไมต้องไปโรงพยาบาลด้วย หนูไม่รู้ว่าพ่อฟังเรื่องราวมาแบบไหนนะคะ แต่ในร้านบะหมี่มีพยานตั้งหลายคน ถ้าหนูเป็นพ่อจะสืบก่อนตัดสิน”
“ฉันไม่ได้..”
“อย่าปฏิเสธเลยค่ะ พ่อกำลังทำแบบนั้นอยู่ แค่ฟังความข้างเดียวแล้วโทรมาตำหนิว่าหนูไม่ดีแบบนั้นแบบนี้ หนูอดคิดไม่ได้เหมือนกันว่า เป็นเพราะพ่ออายุมากขึ้น การคิดวิเคราะห์ และแยกแยะเลยเสื่อมลง หรือจริง ๆ แล้วในสายตาพ่อ หนูทำอะไรก็ผิดไปหมด”
เฟิงมู่หานกระตุกยิ้มมุมปาก ถูกต้องแล้ว หมวยน้อยต้องตอบโต้ให้ชัดเจนและตรงประเด็นแบบนี้ เขาชอบที่เธอสู้คน ไม่ได้หม่นเศร้าเพราะเรื่องที่ตนเองควบคุมไม่ได้
“...” ซ่งเหวินหน้าเขียวคล้ำสลับซีดขาว ริมฝีปากอ้า ๆ หุบ ๆ แต่เถียงไม่ทันเลยสักประโยค ยิ่งยั่วยุอารมณ์เขาให้ย่ำแย่ลงกว่าเดิม
“ถ้าคุณพ่อโทรมาเท่านี้ หนูวางสายนะคะ” ซ่งอวิ๋นดึงโทรศัพท์ออกห่างจากหู ทว่าเธอยังได้ยินเสียงราวกับมีบางอย่างตก ก่อนเสียงตื่นตระหนกจะดังลอดผ่านเข้ามา
“คุณลุง.. คุณลุงเป็นอะไรไปคะ”
“คุณพ่อ.. หมอคะ จู่ ๆ พ่อก็ล้มไป ช่วยคุณพ่อด้วยค่ะ”
ซ่งอวิ๋นขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น สายถูกตัดไปแล้ว แต่ในสมองเธอยังวนเวียนอยู่กับเนื้อหานิยายที่เห็นในความฝัน เธอไม่อยากเชื่อว่ามันถึงเวลาแล้ว เพราะตามไทม์ไลน์เดิม อาการป่วยของพ่อไม่ควรแสดงให้เห็นรวดเร็วขนาดนี้
“อาอวิ๋นเป็นอะไรไป” เฟิงมู่หานยื่นมือข้ามโต๊ะไปแตะไหล่ซ่งอวิ๋นเบา ๆ หลังจากปล่อยให้เธอตกอยู่ในห้วงความคิดอยู่พักใหญ่
หญิงสาวได้สติกลับมาก็รีบสลัดความคิดทุกอย่างออกจากสมอง “ไม่มีอะไรค่ะพี่หาน ขอโทษนะคะ อุตส่าห์นัดพี่ออกมาทานขนม แต่เกิดเรื่องไม่ค่อยดีเท่าไหร่”
เรื่องคุณพ่อ เธอแก้ไขไม่ได้ และไม่อาจแสดงออกว่ารู้ชะตากรรมของเขา มันเป็นกรรมที่เขาต้องเผชิญ ดังนั้นเธอทำได้แค่ปล่อยให้เรื่องราวดำเนินต่อไปทั้งอย่างนั้น
“ไม่เห็นต้องขอโทษเลย พวกเราก็กินกันจนเกลี้ยงเลยนี่” ชายหนุ่มส่ายศีรษะน้อย ๆ พลางจดจ้องถ้วยบัวลอย อันมีน้ำขิงติดก้นถ้วยเพียงเล็กน้อย “อีกอย่าง..”
ซ่งอวิ๋นลมหายใจสะดุด เมื่อเขาโน้มกายมาด้านหน้า นัยน์ตาคู่คมมีความรู้สึกที่เธอไม่เข้าใจวนเวียนเต็มไปหมด แต่ต้องยอมรับว่าหัวใจเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ “พี่หาน.. มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“พี่แค่จะบอกว่าร้านนี้อร่อยมาก ครั้งหน้าเธอมากินกับพี่อีกได้ไหมครับ”
“อ่า ได้แน่นอนค่ะ” ซ่งอวิ๋นเม้มปากพลางลูบปลายจมูกอย่างประหม่า เขาเกิดมาหน้าตาดี แถมพระเจ้ายังให้คู่มือการใช้งานมาด้วย เชื่อเลยว่าถ้าเขาไปยิ้มแบบนี้ให้กับสาว ๆ คนอื่น คงมีคนอยากเป็นภรรยาประธานเฟิงอีกนับไม่ถ้วน
“เด็กดี..”
...
ซ่งเหวินถูกส่งตัวเข้าห้องฉุกเฉิน ผลปรากฏว่าเมื่อครู่เขาความดันขึ้น จึงเป็นลมไปด้านหน้าห้องไอซียู ทว่าความทรมานของเขาไม่จบลงเพียงเท่านั้น เนื่องจากเมื่อได้สติ อาการปวดท้องก็โจมตีเขากะทันหัน
ซ่งเหวินขดตัวเป็นกุ้ง ฝ่ามือกดแน่นอยู่บนลิ้นปี่ ความปวดบีบรัดจากภายในกระเพาะค่อย ๆ ทวีขึ้นจนใบหน้าซีดเผือด ลมหายใจถี่กระชั้น เหงื่อเย็นผุดขึ้นตามไรผม
ผ่านไปครู่ใหญ่ ความปวดจึงค่อย ๆ ทุเลาลง เหลือเพียงความหนักอึ้งและแสบร้อนบริเวณลิ้นปี่ ซ่งเหวินหอบหายใจหนัก ก่อนจะคลายมือที่กำเสื้อบริเวณหน้าท้องออกช้า ๆ มั่นใจแล้วว่าอาการปวดท้องในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากโรคกระเพาะธรรมดา
“หมอครับ.. ผมอยากส่องกล้อง ตัดชิ้นเนื้อ หรืออะไรก็ได้ มันต้องไม่ใช่โรคกระเพาะแน่ ๆ” ซ่งเหวินบอกกับแพทย์สาวด้วยสีหน้าอิดโรย ลางสังหรณ์บอกว่าเข้ากำลังจะเข้าใกล้ความตายในไม่ช้า
“ได้ค่ะ ทางเราจะตรวจร่างกายคุณให้ละเอียด”
ซ่งหว่านยังคงรออยู่ด้านหน้าห้องฉุกเฉิน ตอนนี้แขนขวาของเธอแสบร้อนจนกลายเป็นความรู้สึกชา เธอจึงพอจะมีสติกลับมาบ้าง แต่สิ่งที่ยังรบกวนใจเธอก็คือ รอยแผลเป็นที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
“หว่านเอ๋อร์ เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึง..” ฉินชางหอบสังขารอันบาดเจ็บของตัวเองมาหาซ่งหว่าน หลังจากรู้ว่าเธอได้รับบาดเจ็บ นัยน์ตาคมจับจ้องแขนข้างขวาที่ถูกพันไว้ด้วยผ้าก๊อซมีของเหลวซึมออกมาให้เห็น พานให้ริมฝีปากบางเฉียบสั่นเทา
“พี่ชาง..” ซ่งหว่านน้ำตาคลอเบ้า ในที่สุดเธอก็พบคนที่สามารถเล่นงานซ่งอวิ๋นแทนเธอได้แล้ว ให้หวังพึ่งพ่อคงไม่ได้เรื่อง งั้นก็ต้องพึ่งฉินชางแล้ว
“เล่ามาเถอะครับ มันเกิดอะไรขึ้น”
“ฉันกลับชิงหวาก่อนนะอาหว่าน ประตูหอจะปิดแล้ว” หนานชิวเห็นว่าซ่งหว่านมีฉินชางคอยดูแลแล้ว เธอต้องรีบกลับก่อน
“เธอจะกลับยังไงอาชิว”
“วางใจเถอะ ที่นี่อยู่ห่างชิงหวาแค่ห้านาทีเอง ไปนะ” หญิงสาวไม่รอให้ซ่งหว่านทักท้วงใด ๆ ขึ้นมาอีก เธอไม่อยากขัดขวางช่วงเวลาแห่งความสุขของเพื่อน
เขาน่าจะช่วยปลอบใจเพื่อนเธอได้ดีกว่า
“สรุปแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับ?”
“คือว่า..” เสียงของเธอหายไปในลำคอ เมื่อพยาบาลเข็นพ่อของเธอออกมา หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่น ในใจเกิดลางสังหรณ์แปลก ๆ
“ทางเราจะพาผู้ป่วยไปส่องกล้องดูกระเพาะอาหารนะคะ”
“ลูกรออยู่นี่ก่อน เดี๋ยวส่องกล้องเสร็จพ่อกลับมา” ซ่งเหวินอยากพูดอะไรมากกว่านี้เมื่อเห็นฉินชาง แต่เขาไม่มีเรี่ยวแรงมากพอ
ครั้นพยาบาลเข็นซ่งเหวินออกไปแล้ว ฉินชางพลันแตะไหล่ซ่งหว่านพลางกระซิบข้างหูเธอเบา ๆ ในสมองเขาเต็มไปด้วยความสับสน
“มันยังไม่ถึงเวลาไม่ใช่เหรอหว่านเอ๋อร์ เขาจะรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งเร็วขนาดนี้เลยเหรอ”
“หรือว่าฉันใจร้อนเกินไป..” ซ่งหว่านขบกรามแน่น สงสัยว่าการที่เธอเข้าไปหาเรื่องซ่งอวิ๋น ทำให้ซ่งเหวินรู้ตัวเร็วขึ้นหรือไม่