LNCrawler

หลีกเลี่ยงไม่ได้

คุณหนูใหญ่ซ่งอวิ๋น — novel.dek d.com · All chapters

หลีกเลี่ยงไม่ได้

การส่องกล้องของซ่งเหวินไม่ต้องงดน้ำและอาหาร เนื่องจากหลายชั่วโมงก่อนหน้านี้ยังไม่มีสิ่งใดตกถึงท้องเขาเลย ช่วงนี้เขามีอาการเบื่ออาหารอย่างเห็นได้ชัด กอปรกับอาการปวดท้องหายไป จึงมัวแต่ทำงานและไม่ได้สนใจโรคกระเพาะของตัวเองมากเท่าไหร่นัก

“พยายามผ่อนคลาย หายใจทางจมูกตามปกตินะครับ”

กล้องค่อย ๆ เคลื่อนผ่านลำคอเข้าสู่กระเพาะอาหาร ภาพปรากฏชัดบนจอมอนิเตอร์ แพทย์หมุนกล้องสำรวจผนังกระเพาะทีละด้านอย่างละเอียด ก่อนจะชะงักลงเมื่อพบความผิดปกติบริเวณหนึ่ง

ตรงผนังกระเพาะมีรอยโรคขนาดค่อนข้างใหญ่ เนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าวนูนขึ้นผิดจากส่วนอื่น ๆ โดยรอบ ขอบเขตไม่เรียบ และมีแผลบุ๋มลึกอยู่ตรงกลาง พื้นผิวดูขรุขระและผิดปกติจนเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับเยื่อบุกระเพาะที่อยู่ข้างเคียง

แพทย์ขยับกล้องเข้าไปใกล้อีกเล็กน้อย เปลี่ยนมุมมองเพื่อสำรวจรอยโรคนั้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น สีหน้าที่เคยผ่อนคลายค่อย ๆ เคร่งขรึมลง

“ตรงนี้…น่าสงสัยมาก ต้องนำชิ้นเนื้อส่งตรวจ” กล้องหยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แพทย์หนุ่มตรวจดูซ้ำอีกครั้งอย่างละเอียด ก่อนบันทึกภาพเอาไว้หลายภาพ จากนั้นจึงใช้งานเครื่องมือขนาดเล็กผ่านทางกล้อง เพื่อเก็บชิ้นเนื้อจากบริเวณที่ผิดปกติ

“ลักษณะของก้อนค่อนข้างเข้าได้กับมะเร็งกระเพาะอาหารครับ” แพทย์หนุ่มพูดหลังการตรวจเสร็จสิ้น น้ำเสียงจริงจังกว่าก่อนหน้าหลายเท่า “แต่เรายังยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์จากการส่องกล้องอย่างเดียวไม่ได้ ต้องรอผลตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา”

ซ่งเหวินนั่งนิ่งอยู่บนเตียง ความชาที่ลำคอยังไม่จางหาย แต่คำว่า มะเร็งกระเพาะอาหาร กลับชัดเจนกว่าความรู้สึกใด ๆ

“หมายความว่า…ผมเป็นมะเร็งแล้วเหรอครับ”

แพทย์หนุ่มเงียบไปชั่วครู่ ก่อนตอบอย่างระมัดระวัง “ยังยืนยันไม่ได้ครับ ต้องรอผลตรวจชิ้นเนื้อก่อน คนไข้ทำใจให้สบายนะครับ กำลังใจก็สำคัญ”

“ต้อง.. รอผลตรวจนานเท่าไหร่ครับ” ซ่งเหวินได้ยินเสียงวิ้ง ๆ ในหู แต่ก็ยังถามด้วยน้ำเสียงแข็งทื่อ คล้ายว่าโลกทั้งใบกำลังถล่มตรงหน้า

“ประมาณ 5-7 วัน ผลตรวจออกแล้วทางเราจะรีบแจ้งทันที”

“ขะ ขอบคุณครับหมอ”

ซ่งเหวินถูกเข็นกลับมาที่หน้าห้องฉุกเฉินอีกครั้ง เขายังไม่มีสติมากนัก บางครั้งอยากหลอกตัวเองว่าเมื่อครู่เขาฝันไป ทว่าความจริงกองอยู่ตรงหน้าแล้ว ต่อให้อยากหลอกตัวเองเท่าไหร่ มันก็ไม่มีทางเป็นไปได้

“คุณพ่อ.. ผลตรวจเป็นยังไงบ้างคะ โรคกระเพาะกำเริบเหรอคะ” ซ่งหว่านถามเสียงสั่นเครือ ทำให้ฝ่ายตรงข้ามเข้าใจว่าเธอเป็นลูกสาวกตัญญู ขนาดเจ็บแผลยังมีแก่ใจเป็นห่วงพ่อ

“ตรวจเจอรอยโรคค่ะ คุณหมอสงสัยว่าเป็นเนื้อร้าย จึงทำการตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจแล้ว จะได้รู้ผลสัปดาห์หน้าค่ะ” พยาบาลตอบแทนผู้ป่วยบนรถเข็น เพราะสติเขายังล่องลอย

“นะ เนื้อร้ายเหรอคะ” ซ่งหว่านเบิกตากว้าง น้ำตาคลอเบ้า ก่อนจะสะอึกสะอื้นราวกับสั่งได้

“ใจเย็น ๆ นะคะ สิ่งที่ผู้ป่วยต้องการที่สุดในตอนนี้คือกำลังใจ” พยาบาลหน้าเสีย เกรงว่าเป็นเช่นนี้ต่อไป อาการคนป่วยอาจทรุดตัวลงในเวลาอันสั้น

“อาหว่านใจเย็น ๆ” ฉินชางลูบแผ่นหลังเธอเบา ๆ ร่วมแสดงละครฉากใหญ่ไปกับเธออย่างแนบเนียน ราวกับพวกเขาไม่รู้มาก่อนว่าจุดจบของซ่งเหวินคือการตายด้วยโรคมะเร็ง

“ค่ะพี่ชาง ฮึก มีโอกาสที่มันจะไม่ใช่มะเร็งหรือเปล่าคะคุณพยาบาล” หญิงสาวปาดน้ำตาป้อย ๆ ถามพยาบาลด้วยเสียงขาดห้วง

“เอ่อ..” พยาบาลไม่กล้าให้ความหวัง เธอเห็นรอยโรคบ่อยครั้ง และมั่นใจอย่างยิ่งว่าสิ่งที่เห็นจากการสองกล้องเป็นก้อนมะเร็งจริง ๆ

“อาหว่านอย่าร้องไห้” ซ่งเหวินได้สติกลับมาเพราะเสียงสะอื้นของลูกสาว เขาเอื้อมมือออกไปบีบมือเธอเบา ๆ “พ่อไม่เป็นไรหรอก ค่อย ๆ รักษากันไปตามอาการ”

ปากบอกเช่นนั้น แต่เขากลับทรมานใจแทบกระอัก ตอนนี้เขายังอยู่ในวัยกลางคน โรคมะเร็งใจร้ายกับเขาเกินไปหรือไม่ เขารู้สึกว่ายังใช้ชีวิตมาไม่คุ้มค่าเลยสักนิด

ไม่ เขายังไม่เป็น ต้องรอผลชิ้นเนื้อ เขาจะจิตตกไม่ได้

...

ค่ำคืนนั้นซ่งอวิ๋นนอนไม่หลับ พลิกกายนอนกระสับกระส่ายตลอดทั้งคืน บางครั้งการรู้เห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าผ่านความฝัน เป็นทั้งพรและคำสาป หากเป็นการเสียชีวิตที่เกิดจากอุบัติเหตุ เธอยังพอจะช่วยได้ด้วยการวางแผนให้รอบคอบ

แต่การจากไปเพราะอาการป่วยทางกาย เธอช่วยอะไรไม่ได้จริง ๆ เพราะมันคือสิ่งที่ร่างกายมนุษย์สั่งสมมาก่อให้เกิดโรค เรื่องพ่อเธอทำใจไว้แล้ว แต่เธอก็ยังไม่วางใจเรื่องแม่กับคุณปู่ กลัวว่าจู่ ๆ ท่านจะล้มป่วยขึ้นมาโดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว

“อาอวิ๋นนอนไม่หลับเหรอ” เฟิงหรงถามขึ้นเมื่อตื่นมาแล้วเห็นซ่งอวิ๋นดูเพลีย ๆ

“อื้ม เมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับเท่าไหร่”

“มีอะไรไม่สบายใจบอกพวกเราได้นะ” ฟ่านเยว่ยันกายขึ้นจากเตียงอย่างงัวเงีย

“มีเรื่องให้คิดจริง ๆ นั่นแหละ แต่ฉันจะไม่เป็นไร ขอบคุณมากนะ”

“ขอบคุณอะไรกัน เพื่อนกันทั้งนั้นนี่นา” เฟิงหรงกอดเอวเป็นเชิงให้กำลังใจ คาดเดาไปว่าซ่งอวิ๋นคงรู้สึกไม่ดีที่โดนพ่อต่อว่า

เธอเข้าใจดีเลยว่าเพื่อนรู้สึกยังไง เพราะเธอก็ผ่านมาเหมือนกัน ตอนนี้พ่อยังพยายามติดต่อมาหาเธออยู่เลย แต่เธอไม่รับสาย พยายามหลีกเลี่ยงไม่ไปเจอเขา

...

ซ่งหว่านอดทนกับความแสบร้อนบริเวณบาดแผลตลอดหลายวัน จุดที่เคยพุพองก็แตกออก เธอไม่ได้ไปมหาวิทยาลัยเลยตั้งแต่เกิดเรื่อง เพราะต้องไปทำแผลที่โรงพยาบาลทุกวัน และทุกครั้งที่ถูกอุปกรณ์ทางการแพทย์ขูดชั้นเนื้อเยื่อที่ตายแล้วออกจากแผล เธอมักภาวนาให้ซ่งอวิ๋นพบเจอความเจ็บปวดมากกว่าเธอร้อยเท่าพันทวี

ซึ่งตอนนี้ผ่านมา 6 วันแล้ว แผลก็ยังไม่แห้งสนิทเสียที ทำเอาคนรักสวยรักงามอย่างเธอใกล้จะเป็นบ้าวันละหลาย ๆ ครั้ง ผนวกกับเรื่องราวหลายอย่างเกิดขึ้นเร็วกว่าชาติก่อน การที่เธอยังประคองสติอยู่ได้ก็นับว่าเก่งแล้ว

“เสี่ยวหว่าน” ซ่งเหวินลงมาจากชั้นบน เห็นลูกสาวนั่งลูบแผลผ่านผ้าก๊อซ พาให้เขาปวดใจ “ไปโรงพยาบาลวันนี้เป็นยังไงบ้างลูก”

“แผลยังไม่ค่อยดีขึ้นเท่าไหร่ค่ะพ่อ แต่หมอบอกว่าต้องใจเย็น มันจะดีขึ้นตามลำดับ ถ้าไม่อยากให้เกิดแผลเป็น ก็ต้องดูแลดี ๆ” เธอปั้นหน้ายิ้ม ก่อนจะสังเกตเห็นบางอย่าง “คุณพ่อแต่งตัว? ผลตรวจออกแล้วเหรอคะ”

“ใช่ พ่อกำลังจะไปฟังผลที่โรงพยาบาล ลูกเพิ่งกลับมาก็พักสักหน่อยเถอะ” แม้ว่าเขาอยากให้ลูกสาวไปนั่งให้กำลังใจ แต่ก็สงสารเพราะเธอก็เพิ่งกลับมาถึงบ้าน

“จะทำแบบนั้นได้ยังไงคะ หนูเจ็บแขน แต่ไม่ได้เป็นง่อยสักหน่อย เรื่องสำคัญแบบนี้หนูต้องไปอยู่ข้าง ๆ พ่ออยู่แล้ว” เธอลุกขึ้นไปหาเขา เอื้อมแขนข้างซ้ายที่ไม่ได้บาดเจ็บกอดแขนเขาไว้แน่น

“เด็กดี” ซ่งเหวินใจชื้น อย่างไรอาหว่านก็ดีกว่าอาอวิ๋นจริง ๆ นอกจากรู้จักเอาอกเอาใจแล้ว ยังมีเหตุมีผล ไม่เคยไม่เคารพเขาเลยสักครั้ง

พอคิดถึงซ่งอวิ๋นเขาก็ส่ายศีรษะ ลูกสาวไม่ได้เรื่องคนนั้นกู่ไม่กลับแล้ว เธอต้องสร้างปัญหาให้ตระกูลซ่งไม่ช้าก็เร็ว

เขาสลัดความคิดเหล่านั้นออกจากสมอง ก่อนเดินทางไปโรงพยาบาลพร้อมความหวังอันน้อยนิดว่าจะไม่เป็นมะเร็ง เมื่อมาถึงเขาก็เห็นแพทย์หนุ่มรออยู่พร้อมแฟ้มผลตรวจซึ่งวางอยู่บนโต๊ะ

“สวัสดีค่ะหมอ ผลตรวจเป็นยังไงบ้างคะ” ซ่งหว่านประคองซ่งเหวินนั่งบนเก้าอี้

เขาเปิดแฟ้มพลางไล่สายตาไปตามรายงานผลทางพยาธิวิทยา ก่อนเงยหน้าขึ้นมองซ่งเหวิน สีหน้าของเขาสงบนิ่ง แต่แววตากลับจริงจังกว่าครั้งก่อน

หัวใจของซ่งเหวินกระตุกวูบ กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ แพทย์หนุ่มถอนหายใจยาว “พบเซลล์มะเร็งในชิ้นเนื้อที่เก็บจากกระเพาะอาหารครับ”

ห้องตรวจโรยตัวลงสู่ความเงียบ สมองของซ่งเหวินไม่สามารถประมวลผลคำพูดนั้นได้ในทันที ในขณะที่ซ่งหว่านต้องแสดงละครลูกสาวกตัญญู ตัวสั่นเทาไม่ต่างจากลูกนกตกน้ำ

“ผมเป็นมะเร็งจริงเหรอครับ”

“ครับ” แพทย์พยักหน้าช้า ๆ “ผลตรวจยืนยันว่าเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร”

เพียงประโยคเดียว อากาศรอบตัวก็เหมือนหนักอึ้งขึ้นกว่าเดิม ปลายนิ้วของซ่งเหวินที่วางอยู่บนตักค่อย ๆ กำเข้าหากันแน่น เขาพยายามสูดหายใจเข้าลึก ๆ แต่กลับรู้สึกเหมือนอากาศไม่เพียงพอ

“แล้ว...ระยะไหนครับ”

แพทย์หนุ่มส่ายศีรษะ “ตอนนี้เรายังบอกระยะไม่ได้ครับ ผลชิ้นเนื้อยืนยันว่ามีเซลล์มะเร็ง ต้องทำ CT scan เพื่อดูว่าก้อนลุกลามไปถึงไหนและมีการกระจายไปต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะอื่นหรือไม่”

ซ่งเหวินไม่ได้ตอบ สายตาของเขาเลื่อนกลับไปยังแฟ้มผลตรวจบนโต๊ะ

คำว่า ‘มะเร็งกระเพาะอาหาร’ ที่ปรากฏอยู่ในรายงานไม่ได้เปลี่ยนไปไหน มันเป็นเพียงตัวหนังสือไม่กี่คำ แต่กลับทำให้โลกทั้งใบของเขาพังทลายลงชั่วพริบตา

ก่อนหน้านี้เขายังหลงเหลือความหวัง แต่ตอนนี้แค่จะหายใจยังลำบาก

...

แม่ชีจ้าวนั่งสำรวมอยู่เบื้องหน้ารูปปั้นพุทธองค์ นัยน์ตาดอกท้อที่คล้ายหลานสาวถึงเก้าส่วนวูบไหว ในขณะที่ผู้เฒ่าซ่งก็นั่งเยื้องอยู่ด้านหลัง ซึ่งชายชรามาหาที่พึ่งทางใจหลังจากรู้จากลูกน้องคนสนิทว่าลูกชายคนโตเป็นมะเร็งระยะที่สาม

จิตใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่ ต่อให้ลูกจะผิดพลาดมากมายขนาดไหน ก็ไม่เคยอยากสาปแช่งให้ลูกตายไปอย่างทรมาน

“ทำใจเถอะ สิ่งนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ กรรมใครกรรมมัน สำหรับซ่งเหวิน นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น” จ้าวอิ๋นหลุบตาลงต่ำ

“จุดเริ่มต้น? ยังมีเรื่องที่รุนแรงกว่านี้อีกเหรอ”

“เขาต้องพบเจอสิ่งนี้เพราะความไม่ซื่อสัตย์ของตัวเอง ใครก็ช่วยเขาไม่ได้” หางเสียงของแม่ชีชราขาดห้วงไปเล็กน้อย เพราะอาการเย็นวาบที่หลังคอกำลังย้ำเตือนว่าเธอไม่ควรพูดอะไรมากกว่านี้

ซ่งเต๋อเข้าใจแล้ว ก่อนหน้านี้ภรรยาเคยเตือนเขาว่าไม่ต้องทำสิ่งใดกับซ่งเหวินมากนัก เพราะมันจะกลายเป็นการผูกกรรมต่อกันในชาติหน้า ที่แท้แล้วต่อให้เขาไม่ต้องทำอะไร ลูกชายคนโตที่เขาเคยภาคภูมิใจเกือบห้าสิบปีก็ต้องพบจุดจบเลวร้ายอยู่แล้ว


อาหว่านดีกว่าอาอวิ๋น? เดี๋ยวรู้เลย 555