หมดประโยชน์
หมดประโยชน์
ซ่งอวิ๋นได้รู้จากปู่ซ่งว่าพ่อของเธอเป็นมะเร็งหลังจากนั้นสองวัน หญิงสาวบอกไม่ถูกว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร จะว่าเสียใจก็คงไม่ถึงขั้นนั้น เธอรู้อยู่แล้วว่าเขาจะจบไม่สวย แต่ในฐานะลูกสาว เธอก็ต้องแสดงท่าทีบ้างเล็กน้อย
คิดได้ดังนั้นเธอจึงส่งข้อความไปหาเขา ‘ขอให้การรักษาของคุณพ่อผ่านพ้นไปได้ด้วยดีนะคะ’ ซึ่งเขาอ่านข้อความของเธอ แต่ไม่ตอบอะไรกลับมา
ซ่งอวิ๋นไม่รู้จริง ๆ ว่าควรพูดอะไรมากกว่านี้หรือไม่ เธอกับพ่อห่างกันไปไกลแล้ว มีกำแพงสูงกั้นไว้ ในใจของเขา ลูกสาวคนโตสำคัญที่สุด คงไม่อยากเห็นหน้าเธอเท่าไหร่นัก
“เสี่ยวอวิ๋น พี่ใหญ่เอาขนมมาฝาก” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นพร้อมกับขนมหวานวางลงเบื้องหน้าซ่งอวิ๋นและเพื่อน ๆ ซึ่งตอนนี้เธอทานข้าวอยู่ในโรงอาหาร
“ขอบคุณค่ะ พี่ใหญ่กินอะไรหรือยังคะ นั่งก่อนไหม” ซ่งอวิ๋นเงยหน้ายิ้มแฉ่งให้พี่ชาย ปกติแล้วพี่ใหญ่ไม่ค่อยมีเวลามาหาเธอมากนัก เนื่องจากช่วงนี้เขาเรียนหนัก ว่างแล้วเขาถึงจะแวะมานั่งทานข้าวเที่ยงด้วย
“พี่กินมาแล้ว..” ซ่งซูวางมือลงบนศีรษะเธอ เขาตั้งใจแวะมาหาน้องสาวโดยเฉพาะ ด้วยเกรงว่าสภาพจิตใจเธอจะย่ำแย่หลังรู้ว่าลุงใหญ่เป็นมะเร็ง แต่เห็นเธอยังยิ้มได้ เขาค่อยสบายใจขึ้นมาบ้าง
“งั้นจะไปแล้วเหรอคะ”
“ครับ พี่ต้องไปแล้ว”
“งั้นก็ได้ค่ะ ขอบคุณสำหรับขนมนะคะ” ซ่งอวิ๋นไม่ดึงดันให้พี่ชายอยู่ต่อ โบกมือลาเขาหย็อย ๆ ก่อนจะมองตามแผ่นหลังเขาไปจนลับตา
ตอนนี้การหย่าร้างของอาหญิงรองยังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ แต่พี่ชายทั้งสองก็เปลี่ยนมาใช้แซ่ซ่งเรียบร้อยแล้ว ส่วนเรื่องของพี่รอง เธอไม่รู้ว่าเขากลับมาเรียนตามปกติหรือยัง
ความจริงมักเจ็บปวดเสมอ หวังว่าเขาจะดึงตัวเองกลับมาได้เร็ว ๆ และไม่สร้างปัญหาให้อาหญิงรองปวดหัวก็พอ
โรคมะเร็งของซ่งเหวินถูกวินิจฉัยว่าอยู่ในระยะที่สาม ลุกลามไปถึงต่อมน้ำเหลือง เขาต้องรับการรักษาด้วยการให้ยาเคมีบำบัด ก่อนจะผ่าตัดนำก้อนเนื้อร้ายออกจากกระเพาะ
แต่คล้ายว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัด หลังจากรู้ว่าเป็นมะเร็งไม่กี่วัน ร่างกายเขาก็ทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว อาจเพราะจิตใจอ่อนแอห่อเหี่ยว ร่างกายจึงย่ำแย่ตามไปด้วย
ครั้นเริ่มเคมีบำบัดได้ไม่กี่วัน อาการของซ่งเหวินเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ในช่วงแรกเขายังพยายามใช้ชีวิตตามปกติ เพียงแต่ความเหนื่อยล้าค่อย ๆ เพิ่มขึ้น จากคนที่เคยเดินขึ้นบันไดโดยไม่ต้องหยุดพัก กลับต้องจับราวบันไดและหยุดพักหายใจเป็นระยะ แม้แต่การลุกจากเตียงในตอนเช้าก็เหมือนต้องรวบรวมแรงทั้งหมดที่มี
อาการคลื่นไส้เริ่มหนักขึ้นในวันที่สามหลังได้รับยา เพียงได้กลิ่นอาหารจากห้องครัว กระเพาะของเขาพลันบิดเกร็ง ต้องรีบเดินเข้าห้องน้ำ ยืนก้มตัวอยู่เหนืออ่างล้างหน้า ปล่อยให้ร่างกายขย้อนเอาน้ำย่อยออกมา
แม้จะอาเจียนจนแทบไม่มีอะไรเหลือในกระเพาะ ความรู้สึกคลื่นไส้ก็ยังไม่หายไปง่าย ๆ
หลังจากนั้นอาหารทุกอย่างเริ่มมีรสชาติแปลกไป ข้าวที่เคยกินกลับจืดชืดจนแทบกลืนไม่ลง เนื้อสัตว์มีกลิ่นคาวผิดปกติ ส่วนอาหารบางอย่างทิ้งรสคล้ายโลหะไว้บนลิ้น เขาจึงกินได้เพียงไม่กี่คำก่อนจะวางช้อนลง
ส่งผลให้น้ำหนักของเขาค่อย ๆ ลดลง สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือความอ่อนเพลีย
บางวันซ่งเหวินตื่นขึ้นมาแล้วนอนนิ่งอยู่บนเตียงเกือบครึ่งชั่วโมง เพียงเพื่อรวบรวมกำลังพาตัวเองไปอาบน้ำ เขาไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดรุนแรง แต่เหมือนร่างกายถูกดึงพลังออกไปจนหมด เหลือเพียงความหนักอึ้งอยู่ตามแขนขา
ไม่นานเส้นผมบนหมอนก็เริ่มมีมากขึ้น ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นเพียงไม่กี่เส้น แต่เมื่อใช้นิ้วสางผม เส้นผมกลับหลุดติดมือออกมาทีละหลายเส้น
ช่วงเวลาแห่งความทรมานนี้ เขาต้องผ่านไปด้วยตัวคนเดียว เนื่องจากลูกสาวต้องกลับไปเรียนหลังจากบาดแผลน้ำร้อนลวกดีขึ้น เธอกลับบ้านได้เฉพาะวันเสาร์อาทิตย์เท่านั้น
ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังซาบซึ้งใจ เพราะลูกสาวคนโตไม่เคยละเลยเขา สมกับที่เป็นลูกสาวของฮวาผิง ส่วนซ่งอวิ๋นไม่ต้องพูดถึง เด็กนั่นอกตัญญู ส่งข้อความมาไม่กี่ข้อความเท่านั้น
...
ซ่งอวิ๋นออกมาเข้าห้องน้ำในช่วงกลางดึก หอพักหญิงเงียบสนิทเพราะทุกคนเข้านอนกันหมดแล้ว แต่เมื่อมาถึงห้องน้ำ เธอกลับต้องสะดุ้งในใจ
ใต้แสงไฟสีขาวซีดที่ส่องลงมาจากเพดาน ซ่งหว่านยืนอยู่หน้ากระจกเพียงลำพัง
หล่อนสวมเพียงเสื้อกล้ามตัวบาง กางแขนข้างขวาออกเล็กน้อย ราวกับกำลังสำรวจร่างกายของตัวเองอย่างละเอียด ดวงตาจับจ้องบาดแผลบนผิวหนังผ่านเงาสะท้อนในกระจกโดยไม่ไหวติง
เส้นผมยาวสีดำขลับตกลงมาปรกกรอบหน้า ปิดบังดวงตาไปเกือบครึ่ง สิ่งที่ทำให้ซ่งอวิ๋นขนลุกกลับไม่ใช่บาดแผล แต่เป็นบรรยากาศน่าขนลุกรอบกายซ่งหว่าน
หล่อนยืนนิ่งเกินไป นิ่งเสียจนแทบเหมือนตุ๊กตาที่ถูกวางทิ้งไว้หน้ากระจก
ซ่งหว่านค่อย ๆ ยกมือขึ้นแตะบาดแผลน้ำร้อนลวก แม้ตอนนี้มันแห้งสนิทแล้ว แต่กลับทิ้งร่องรอยไว้เด่นชัดจนเธอไม่กล้าใส่เสื้อแขนสั้นให้คนอื่นเห็น
ซ่งอวิ๋นขมวดคิ้วมุ่น เธออยากเข้าห้องน้ำ แต่ซ่งหว่านยังคงมองตัวเองในกระจกผ่านช่องว่างระหว่างเส้นผม ทว่าหญิงสาวก็ต้องสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพราะในกระจกนั้น ซ่งหว่านไม่ได้กำลังมองตัวเอง หล่อนกำลังมองเธอต่างหาก
ริมฝีปากของซ่งหว่านค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ แต่กลับชวนให้ขนหัวลุกอย่างน่าประหลาด “เห็นฉันเป็นแบบนี้ สะใจหรือเปล่า”
“น่าสะใจตรงไหน ทำตัวอย่างกับผี ดึก ๆ ดื่น ๆ มายื่นส่องกระจก” ซ่งอวิ๋นกอดอกพลางกลอกตามองบน ตอนแรกเธอนึกว่าผีด้วยซ้ำ ตกใจแทบแย่ แต่สภาพแบบนี้ หล่อนกำลังสติหลุดไปแล้วหรือเปล่า
“แกเองไม่ใช่เหรอที่ทำให้ฉันเป็นแบบนี้”
“ผายลมอะไรของเธอ ถ้าฉันเอาน้ำร้อนไปสาดเธอก็ว่าไปอย่าง ล้มเองแท้ ๆ ยังมาโทษคนอื่น ถ้าวันไหนอึไม่ออก จะบอกว่าฉันผิดด้วยไหมที่ไม่เตือนให้เธอกินผักเยอะ ๆ”
“ฮ่า ๆ” ซ่งหว่านกลั้วหัวเราะแต่กลับไปไม่ถึงดวงตา ก่อนย่างสามขุมเข้าไปเผชิญหน้ากับซ่งอวิ๋น “ฉันชอบเธอมากจริง ๆ ยิ่งเธอเก่งแบบนี้ฉันยิ่งชอบมากขึ้นไปอีก”
“ชอบแบบไหนล่ะ ถึงขนาดอยากเก็บลูกตา หรือชิ้นส่วนร่างกายของฉันไว้ในโหลดองเลยไหม” ซ่งอวิ๋นสาวเท้าขึ้นหน้า จ้องเข้าไปในดวงตาหงส์ในระยะประชิด
“...” รูม่านตาซ่งหว่านวูบไหวเล็กน้อย ซ่งอวิ๋นพูดราวกับมาอยู่กลางใจเธอ มีหลายครั้งที่เธอคิดเช่นนั้นจริง ๆ
“ป่วยก็ไปหาหมอ” ซ่งอวิ๋นพรูลมหายใจหนัก ๆ ตั้งใจจะเดินเลี่ยงไปเข้าห้องน้ำ
บอกแล้วว่านิยายเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่พระเอกโรคจิต นางเอกเองก็ใช่ย่อยเช่นกัน
“แกว่าใครป่วย?” เธอรั้งแขนซ่งอวิ๋นไว้พลางออกแรงบีบแน่น แต่มันกลับสร้างความเจ็บปวดให้ซ่งอวิ๋นไม่ได้เลยแม้แต่น้อย อีกฝ่ายปัดมือเธอออกอย่างง่ายดาย
“น่ารำคาญจริง” ซ่งอวิ๋นทำเสียงจิ๊จ๊ะ ก่อนเดินไปทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำ
ระหว่างนั้นเธอเห็นว่าด้านนอกเงียบไป จึงคิดว่าซ่งหว่านตัดใจกลับห้องไปแล้ว แต่พอออกมาก็เห็นว่าหล่อนยังยืนอยู่ตรงอ่างล้างหน้า
ซ่งอวิ๋นส่ายศีรษะ ตั้งใจว่าจะเดินผ่านไปเฉย ๆ แต่ประโยคที่อีกฝ่ายพูดออกมา ทำให้เธอชะงักฝีเท้า
“เชื่อไหมว่าฉันจะทำให้เธอเจ็บปวดมากกว่าฉันในตอนนี้” ซ่งหว่านพูดโดยไม่มองหน้าซ่งอวิ๋น ปลายนิ้วลากไล้บาดแผลขรุขระไม่เรียบเนียน แววตามีแต่ความเย็นชา
“เชื่อสิ คนบ้ามักทำเรื่องเหนือความคาดหมายอยู่แล้ว” ซ่งอวิ๋นพยักหน้าหงึก ๆ เธอเห็นมาแล้วว่าซ่งหว่านเล่นงานตระกูลซ่งได้ร้ายกาจขนาดไหน
“แต่ไม่กลัวสินะ” ซ่งหว่านชะงัก ในน้ำเสียงอีกฝ่ายดูเฉื่อยชาราวกับฟังเธอพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ
“อืม อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ แต่ฉันก็จะโต้กลับทุกครั้งที่มีโอกาสเหมือนกัน” ร่างอ้อนแอ้นไหวไหล่อย่างไม่แยแส
เธอจะสู้ ต่อให้หลังชนฝาแค่ไหนก็จะสู้ ตอนนี้เธอยังมีคุณปู่ช่วยเหลือ แถมยังมีพี่หานช่วยหาข้อมูลให้ ไม่ได้ตัวคนเดียว ไม่มีอะไรต้องกลัวทั้งนั้น
“ได้ งั้นหลังจากนี้ก็ขอให้สนุกแล้วกัน” ซ่งหว่านยิ้มกว้าง ขนกายลุกชันเพราะความตื่นเต้น
ตอนนี้เธออาจจะทำอะไรซ่งอวิ๋นตรง ๆ ไม่ได้ ฉินชางเองก็อธิบายให้เธอฟังแล้วว่าตอนนี้ผู้เฒ่าฉินเพ่งเล็งเขา พวกเราจึงต้องอยู่เงียบ ๆ สักพัก แต่นั่นไม่ได้แปลว่าคนรอบตัวซ่งอวิ๋นจะปลอดภัยเสียหน่อย โดยเฉพาะคนไร้ประโยชน์คนนั้น
...
ซ่งเซินนอนไม่หลับทั้งคืน นับตั้งแต่วันที่เขาถูกปล่อยตัวออกจากสถานกักกันของฝ่ายปกครอง เขาก็ใช้เวลาทบทวนตัวเอง แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเขา จู่ ๆ แขนขาของเขาก็อ่อนแรงอย่างไม่ทราบสาเหตุ
เขาพลิกตัวไปมา สุดท้ายก็ยังนอนไม่หลับ เขาจึงหยัดกายลุกขึ้นแล้วเอื้อมมือออกไปคว้าแก้วน้ำข้างเตียงมาดื่ม ทว่าแก้วน้ำนั้นกลับหลุดมือเขาอย่างง่ายดาย
เพล้ง!
เศษแก้วกระจัดกระจายอยู่บนพื้น ซ่งเซินเบิกตากว้าง มองมืออันสั่นเทาของตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตา เขามั่นใจว่าตัวเองจับแก้วได้อย่างมั่นคง แต่มันหลุดมือไปได้อย่างไร
“อาเซิน มีอะไรหรือเปล่า ฉันได้ยินเสียงของแตก” ซ่งซูเคาะประตูห้องน้องชาย วันนี้เขากลับบ้านดึก เดินผ่านห้องนอนน้องชายแล้วได้ยินของหล่นแตกพอดี
“ฉัน..” ซ่งเซินสับสนงุนงง ความหวาดกลัวเกาะกุมหัวใจของเขา มั่นใจแล้วว่าตอนนี้สภาพร่างกายตนเองผิดปกติ ปลายนิ้วเริ่มมีอาการชามากขึ้นเรื่อย ๆ