สุมไฟ
สุมไฟ
อาการชาค่อย ๆ แผ่ขึ้นมาตามฝ่ามือและท่อนแขนข้างซ้าย มันหนักอึ้งราวกับไม่ใช่ส่วนหนึ่งของร่างกาย ซ่งเซินพยายามกำมือ แต่ปลายนิ้วกลับขยับเพียงเล็กน้อยแล้วคลายออกอย่างไร้เรี่ยวแรง
“นี่มัน...เกิดบ้าอะไรขึ้นวะ...” น้ำเสียงของเขาเจืออาการตื่นตระหนกยิ่งขึ้น ขณะยกมือขวาขึ้นจับแขนซ้าย ทว่าเมื่อพยายามออกแรงบีบ กลับแทบไม่รู้สึกถึงแรงตอบสนอง
ไม่กี่วินาทีต่อมา ขาซ้ายก็เริ่มมีอาการเดียวกัน ความหนักอึ้งแผ่จากต้นขาลงไปจนถึงปลายเท้า ซ่งเซินลองลงจากเตียงและก้าวไปข้างหน้า แต่ขาซ้ายกลับลากอยู่กับพื้น ไม่ยอมขยับตามที่สมองสั่ง
และสิ่งนี้ส่งผลให้ร่างกายเขาเสียสมดุลทันที มือขวารีบคว้าขอบตู้ข้างเตียงเอาไว้ ขณะที่ขาซ้ายทรุดลงจนต้องคุกเข่ากับพื้น
หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นจนเริ่มเจ็บหน่วงอยู่ในอก ขยับแขนขวาไปคว้าขอบโต๊ะไว้แน่นได้
“พะ...พี่ใหญ่ ช่วยด้วย” เขาไม่ว่าเปล่า กลั้นใจกระโดดกระต่ายขาเดียวไปปลดล็อกกลอนประตูห้องอย่างยากลำบาก
ซ่งซูตกใจเมื่อประตูเปิดออก เห็นน้องชายทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด สั่นสะท้านไปทั่วทั้งร่างกาย “อาเซิน เกิดอะไรขึ้น เป็นอะไร”
“พี่ใหญ่ ผมขยับแขนกับขาไม่ได้ พี่ใหญ่พาผมไปโรงพยาบาลหน่อย” ซ่งเซินพยายามรวบรวมสติ อธิบายอาการของตนให้พี่ชายฟังอย่างละเอียด แต่น้ำตาเขาคลอเบ้าด้วยความพรั่นพรึง
ตอนนี้เขาเพิ่งอายุ 20 ปีเท่านั้น เป้าหมายหลายอย่างในชีวิตยังไม่ประสบความสำเร็จ จะมาเป็นอัมพาตได้อย่างไร
“ใจเย็น ๆ ฉันจะโทรเรียกรถพยาบาลเดี๋ยวนี้” ซ่งซูใจคอไม่ดี รีบกดโทรเรียกรถพยาบาล จากนั้นก็วิ่งไปบอกแม่ว่าเกิดอะไรขึ้น
ซ่งเซียงถูกลูกชายปลุกกลางดึก มีโอกาสงัวเงียเพียงไม่กี่วินาที พอรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับลูกชายคนรอง เธอก็คว้าเสื้อโค้ตตัวใหญ่คลุมทับชุดนอนแล้วรีบวิ่งไปที่ห้องนอนของลูกชายทันที
“เจ้ารองเป็นยังไงบ้าง” เธอโผเข้าไปหาลูกชายที่นั่งหน้าซีดอยู่บนพื้น
“ผม...ผม...” ซ่งเซินตะครุบปากตัวเอง เพราะเห็นจากเงาสะท้อนในกระจกบนตู้ว่าปากเขาเบี้ยวไปข้างหนึ่ง ยิ่งพาให้อาการหวาดกลัวพุ่งสูงกว่าเดิม
...
ซ่งอวิ๋นรู้ข่าวว่าซ่งเซินถูกพาส่งโรงพยาบาลกลางดึก เธอทั้งตกใจและสับสน เพราะจุดจบของพี่ชายคนรองในความฝันไม่ได้เป็นแบบนี้ อย่างน้อยเขาก็ยังมีชีวิตไปอีกนาน จนกว่านางเอกจะมองว่าเขาหมดประโยชน์
หรือว่า...ตอนนี้เขาหมดประโยชน์กับซ่งหว่านแล้ว?
“อาอวิ๋น เป็นอะไรไป วันนี้ดูไม่ค่อยมีสมาธิเรียนเลย” เฟิงหรงถามเพื่อนด้วยความเป็นห่วง โดยปกติแล้ว พอถึงวันศุกร์แบบนี้ทีไร ซ่งอวิ๋นมักกระตือรือร้นเป็นพิเศษ เพราะดีใจที่จะได้กลับบ้านไปหาแม่กับคุณปู่
ทว่าวันนี้แตกต่างออกไป เพื่อนของเธอคล้ายมีอะไรให้คิดอยู่ในสมองตลอดเวลา
“พอดีเกิดเรื่องนิดหน่อย ฉันรีบกลับบ้านก่อนนะ” ซ่งอวิ๋นยัดของใช้ส่วนตัวใส่กระเป๋าแบบลวก ๆ ก่อนจะเร่งรีบลงจากหอพักไป ทำเอาฟ่านเยว่และเฟิงหรงอดเป็นกังวลเสียไม่ได้
ทว่าระหว่างออกจากลิฟต์ ซ่งอวิ๋นกลับพบซ่งหว่านเดินสวนมาพอดี
“ดูรีบร้อนจังเลยนะ หรือมีนัดกับหนุ่ม ๆ ที่ไหน” ซ่งหว่านกลั้วหัวเราะ ดวงตาหงส์หยีลง ดูแล้วทั้งเจ้าเล่ห์และน่ารักในเวลาเดียวกัน
ซ่งอวิ๋นชะงักฝีเท้า โคลงศีรษะเล็กน้อย “เธอกับพี่รองสนิทกันนี่นา ยังไม่รู้อีกเหรอว่าเขาเข้าโรงพยาบาล”
“เอ๊ะ จริงเหรอ เกิดอะไรขึ้น พี่รองเป็นยังไงบ้าง เขาไม่รับสายฉันมาพักใหญ่แล้ว” ซ่งหว่านยกมือป้องปาก พลางเบิกตาโพลง รอยยิ้มสดใสเลือนหายไปจากใบหน้าสวย
ถึงอย่างนั้นซ่งอวิ๋นก็ยังรู้สึกได้ว่านั่นเป็นเพียงการแสดง เพราะวินาทีแรกที่เธอบอกว่าพี่รองเข้าโรงพยาบาล อีกฝ่ายไม่ได้ตกใจอย่างที่แสดงออก
“ยังไม่รู้เหมือนกัน ขอตัวนะ” ซ่งอวิ๋นหลุบตาลง น้ำเสียงหวานเย็นเยือกขึ้นอีกหลายระดับ ก่อนเดินผ่านหน้าซ่งหว่านไปพร้อมความรู้สึกขยะแขยง
นางเอกโรคจิต พระเอกวิปริต นี่มันตัวร้ายที่จับฉลากได้บทพระเอกนางเอกชัด ๆ อยากรู้จริง ๆ ในฐานะคนอ่านนิยายเรื่องนี้ เห็นนางเอกร้ายกาจถึงเพียงนี้ ไม่รู้สึกว่าแปลก ๆ บ้างเลยหรือไง
...
ห้องมืดสลัวแทบไม่มีแสงสว่างจากภายนอกลอดเข้ามา หญิงวัยกลางคนใบหน้าอ่อนกว่าวัยเอนหลังพิงโซฟาตัวยาว มือข้างซ้ายถือแก้วแชมเปญ มือข้างขวาคีบซิการ์ พ่นควันลอยเอื่อยอยู่ภายในห้อง ริมฝีปากแต้มลิปสติกสีแดงกำมะหยี่แย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดี
“เด็กนั่นฉลาดขึ้นมาบ้างแล้ว?”
“เอ่อ ประมาณนั้นค่ะ”
“แบบนี้ค่อยรู้สึกคุ้มค่าหน่อย เลี้ยงดูมาตั้งหลายปี ถ้าโง่เง่าเหมือนพ่อ คงน่าเสียดายแย่” ว่าแล้วเธอก็ยกแก้วแชมเปญขึ้นจิบช้า ๆ
“นายหญิงคะ เรื่องนั้น...”
“อ้อ อยากขอความเมตตาให้เพื่อนเหรอ เธอคิดว่าคนที่ทำงานไม่สำเร็จ ฉันจะเก็บมันไว้ข้างกายทำไม รอดตายมาได้ก็นับว่าฉันปรานีมากแล้วนะ” เธอแค่นเสียงขึ้นจมูกอย่างหงุดหงิด อารมณ์ดี ๆ ถูกพัดพาให้หายวับไปกับตา
หากวันนั้นแผนใส่ร้ายสำเร็จ ตระกูลซ่งคงสูญเสียชื่อเสียงจนแทบจะเรียกคืนความเชื่อใจได้ยาก ทว่าเด็กนั่นกลับฉลาดเป็นกรด และดวงดีจนน่ากลัว
โชคดีที่เธอระวังตัวมาตลอด เจ้านั่นไม่สามารถซัดทอดมาหาเธอ จึงได้แต่รับว่าตัวเองเป็นคนติดยา แต่ไม่อาจขยายผลได้มากกว่านั้น
“ขะ...เข้าใจแล้วค่ะ นายหญิง ฉันจะไม่พูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีก” หญิงสาวชุดดำหดคอพลางกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ
ยอมรับว่านายหญิงก็เมตตามากแล้วจริง ๆ โดยปกติแล้วหากทำงานพลาด ยากนักที่จะรักษาชีวิตไว้ได้ แต่เพื่อนของเธอยังมีชีวิตอยู่ แค่ต้องลำบากทำงานอื่นเท่านั้น
“หล่อนก็เหมือนกัน อย่าทำงานพลาดเล่า ฉันไม่ชอบพวกใช้การไม่ได้” สีหน้าหญิงวัยกลางคนผ่อนคลายขึ้นอีกครั้ง ซิการ์สีน้ำตาลเข้มคั่นอยู่ระหว่างปลายนิ้ว เธอค่อย ๆ ยกมันขึ้นแตะริมฝีปาก ก่อนสูดควันเข้าไปช้า ๆ
หญิงชุดดำกลั้นหายใจ แม้เธอจะเริ่มชินกับควันภายในห้องแล้ว แต่ความกดดันที่มีพร้อมกันนั้น เธอไม่เคยชินเสียที
“อ้อ ไหน ๆ เด็กนั่นก็เริ่มเปิดเกมแล้ว พวกเราก็ช่วยสุมไฟให้หนักขึ้นอีกหน่อยแล้วกัน รู้ใช่ไหมว่าฉันหมายถึงอะไร”
“เข้าใจแล้วค่ะนายหญิง ฉันจะจัดการตามนั้น”
...
ซ่งเซินนอนมองเพดานพร้อมอาการเหม่อลอยไร้จุดโฟกัส จากการตรวจร่างกายโดยละเอียด หมอวินิจฉัยว่าอาจเป็นเพราะสมองขาดเลือดเฉียบพลัน ทว่าเมื่อทำ MRI กลับไม่พบความผิดปกติของสมอง ไม่เห็นรอยโรคเลยแม้แต่น้อย
สิ่งนี้สร้างความสับสนแก่เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ แม้กระทั่งอาจารย์หมอลงมาดูเคสด้วยตัวเอง ก็ยังหาสาเหตุของโรคไม่ได้
เสียงเปิดประตูห้องพักผู้ป่วยไม่อาจดึงความสนใจจากซ่งเซิน เพราะเขายังทำใจยอมรับไม่ได้ หากป่วยแบบมีสาเหตุ ยังมีหนทางรักษา แต่การตรวจแล้วไม่เจอรอยโรค มันหนักหนาเสียยิ่งกว่า
“พี่รอง.. เป็นยังไงบ้างครับ”
เสียงคุ้นหูทว่าไม่คุ้นเคยดังลอดโสตประสาท ทำลายอาการเหม่อลอยของซ่งเซินจนหมดสิ้น รูม่านตาเขาหดเกร็งเมื่อกวาดสายตาไปมองแล้วเห็นว่าคนที่เข้ามาในห้องคือลูกนอกสมรส ‘เจียงกวน’
“แกมาที่นี่ทำไม” ซ่งเซินพยายามเปล่งเสียงพูดให้ชัด แต่เพราะเขามีอาการปากเบี้ยวเล็กน้อย เสียงที่เปล่งออกไปจึงแปลกแปร่ง
มันมาได้จังหวะราวกับถูกจับวาง เพราะแม่เขาต้องกลับไปจัดการเอกสารหลักฐานการหย่าให้ทนายความ ส่วนพี่ใหญ่ก็เพิ่งลงไปซื้อของกิน ส่วนอีกคนที่อยู่ในห้องน้ำ ต่อให้เขาโดนเจียงกวนรังแก ก็ยังไม่คิดจะออกมาช่วยเขาแน่
ก็เหมือนกับที่เขาไม่เคยเข้าข้างเธอเลยสักครั้ง...
“พ่อได้ข่าวว่าพี่ใหญ่ป่วยหนัก แต่ท่านต้องขึ้นศาล ผมเลยอาสามาแทน สภาพพี่ใหญ่ดูย่ำแย่มากเลยนะครับเนี่ย” เจียงกวนกะพริบตาปริบ ๆ ทว่าริมฝีปากกลับไม่ปกปิดรอยยิ้มเย้ยหยัน
“ฉันไม่ใช่พี่แก” ซ่งเซินหอบหายใจหนักหน่วง เส้นเลือดบริเวณขมับเต้นตุบ ๆ ถ้าเขาลุกไปได้ คงอยากจะซัดหน้ามันอีกสักหมัด ทว่าเมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่เขาต้องอยู่ในสถานกักกันของฝ่ายปกครอง เขาก็ต้องกลืนความโมโหนั้นลงไป
“อย่าพูดแบบนี้สิครับ ยังไงพวกเราก็มีพ่อคนเดียวกัน สายเลือดเดียวกัน ตั้งแง่รังเกียจกันถึงขนาดนี้ ผมปวดใจนะครับ”
“พอ! เลิกเสแสร้งสักที ออกไปจากที่นี่ซะ” มือขวาของซ่งเซินกำผ้าไว้แน่น ลมหายใจถี่กระชั้น
“พี่นี่ใจร้ายเสมอต้นเสมอปลายจริง ๆ เลยนะครับ แม่ใหญ่สอนให้พี่เป็นคนใจคอแข็งกระด้าง และไม่แยกแยะขนาดนี้เลยเหรอ ความขัดแย้งของผู้ใหญ่ ทำไมต้องเอามันมาลงกับผมด้วยล่ะ” เจียงกวนสาวเท้าขึ้นหน้า แล้วโน้มตัวลงไปถามด้วยสีหน้าสนุกสนาน
“หุบปาก ไม่ใช่เรื่องของแก”
“โธ่ พี่รองอย่าตะคอกสิครับ ปากเบี้ยวน่าเกลียดไปหมดแล้ว”
ก่อนซ่งเซินจะกล่าวสิ่งใดออกไป เสียงแกร๊กจากประตูห้องน้ำก็ทำให้เจียงกวนแข็งทื่อไปทั้งร่างกาย ใบหน้าหล่อเหลาเผือดสีลงอย่างเห็นได้ชัด
“แหม ลูกเมียน้อยเนี่ย มีปมเหมือนกันหมดเลยนะคะ” ซ่งอวิ๋นก้าวขาออกจากห้องน้ำ นัยน์ตาดอกท้อวาววับยามจับจ้องเจียงกวน
ก่อนหน้านี้เธอแอบมาดูพ่อที่ต้องให้เคมีบำบัด โดยไม่ได้ปรากฏตัวให้เขาเห็น แต่คิดไปคิดมาก็ตัดสินใจว่าจะแวะมาดูอาการซ่งเซิน เพราะรู้ว่าวันนี้เหลือพี่ใหญ่เฝ้าอาการคนเดียว
คุณปู่ของเธอมาที่นี่แล้วและกลับไปแล้ว เนื่องจากอาหญิงรองไม่อยากให้คุณปู่อยู่โรงพยาบาลนาน ๆ ด้วยเห็นว่าท่านอายุมากแล้ว
แต่ใครจะรู้ว่าการที่เธอแวะมาดูอาการพี่รอง จะทำให้เธอได้หลักฐานการเสแสร้งและตีสองหน้าของเจียงกวน