แค้น
แค้น
เจียงกวนสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ ปรับสีหน้าแข็งค้างให้เป็นปกติ ก่อนหันกลับไปหาซ่งอวิ๋นด้วยรอยยิ้มไร้พิษสง
“คุณซ่งอวิ๋นหมายถึงอะไรครับ ทำไมถึงต้องพูดจารุนแรงแบบนี้ด้วย คุณน่าจะรู้ว่าทุกคนเลือกเกิดไม่ได้”
ซ่งอวิ๋นกอดอก เอนหลังพิงกำแพงด้วยท่าทีสบาย ๆ “ไม่เห็นต้องเสแสร้งเลย ฉันได้ยินสิ่งที่คุณพูดตั้งแต่ต้นจนจบ การตีสองหน้า เป็นสกิลติดตัวของพวกลูกเมียน้อยหรือเปล่า ไม่ว่าหน้าไหนก็เชี่ยวชาญกันทั้งนั้น”
“อ่า ผมเข้าใจแล้ว คุณตั้งใจใส่ร้ายผมสินะครับ ปั้นแต่งเรื่องราวขึ้นมาได้ ทั้งที่ผมมาเยี่ยมพี่รองเพราะคุณพ่อเป็นห่วง แต่คุณกลับพูดเรื่องลูกเมียน้อยไม่จบไม่สิ้น พูดจาไม่รักษาน้ำใจคนอื่นแบบนี้ ไม่สมกับที่เป็นตระกูลซ่งผู้สูงส่งเลยนะ”
ซ่งเซินกะพริบตาปริบ ๆ เดิมทีเขาไม่ชอบยามต้องเผชิญกับนิสัยต่อปากต่อคำคล้ายไม่อินังขังขอบของน้องสาว แต่วันนี้พอเห็นเธอทำใส่คนอื่น จู่ ๆ เขาก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“ฮ่า ๆ” ซ่งอวิ๋นหัวเราะเสียงใส แต่แววตากลับเย็นเยียบ พาให้บรรยากาศที่น่าอึดอัดอยู่แล้วค่อย ๆ เย็นเฉียบลงในชั่วพริบตา
เจียงกวนใจกระตุกแรง จู่ ๆ ก็รู้สึกหนาวไปถึงไขสันหลัง ทั้งที่ซ่งอวิ๋นยืนกอดอกอยู่ตรงนั้น แต่สมองเขากลับจินตนาการภาพว่าเธอกระโจนเข้ามาบีบคอเขาอย่างเลือดเย็น
“มีอะไรน่าขำหรือไงครับ” ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามตั้งสติว่าซ่งอวิ๋นก็เป็นแค่คุณหนูจอมเอาแต่ใจ แรงกดดันของเธอทำอะไรเขาไม่ได้หรอก
ร่างอ้อนแอ้นหุบยิ้มฉับ สาวเท้าเข้าไปใกล้เจียงกวนทีละก้าว ทั้งที่เธอไม่ได้แสดงท่าทีคุกคาม แต่เจียงกวนกลับรู้สึกว่าสายตาของอีกฝ่ายทำให้เขาหายใจติดขัดมากขึ้นเรื่อย ๆ
“กลับไปซะเจียงกวน ถึงพี่รองจะโง่ไปหน่อย แต่ไม่ได้แปลว่าตระกูลซ่งจะปล่อยให้นายยั่วยุง่าย ๆ”
“ผม..” เขากำลังจะแก้ต่าง แต่ซ่งอวิ๋นกลับชูโทรศัพท์ขึ้นมาพลางแสยะยิ้มร้าย
“ฉันไม่เคยใส่ร้ายใคร ทุกเรื่องที่พูดมีหลักฐานเสมอ กลับไปก่อนที่ฉันจะหมดความอดทน” ซ่งอวิ๋นไม่พูดเปล่า ตวัดปลายเท้าเตะข้อพับขาเขาหนึ่งที
“โอ๊ย!!” เจียงกวนร้องเสียงหลง เขาไม่ทันตั้งตัวก็โดนลูกเตะหนัก ๆ ของเธอทำให้เสียหลักล้มลงไปชันเข่าข้างหนึ่งบนพื้น
“อันนี้แถมให้ จะวิ่งโร่ออกไปแจ้งตำรวจอีกรอบก็ได้นะ ฉันจะได้บอกตำรวจพร้อมหลักฐานว่านายมายั่วยุพวกเราถึงในห้องพยาบาล ฉันรักพี่ชายขนาดนี้ ต้องระบายความโกรธแทนเขาอยู่แล้ว”
ซ่งเซิน “...”
ทั้งที่บอกว่ารักเขา แต่สีหน้าเธอไม่ให้ความร่วมมือเลยสักนิด
“อึก!” เจียงกวนพยายามข่มกลั้นอารมณ์ด้วยสีหน้าเหยเก ผู้หญิงบ้าอะไรเท้าหนักชะมัด
คิดแล้วเขาก็พยายามลุกขึ้นยืน เขารู้ว่าตอนนี้ตนเป็นรอง ซ่งอวิ๋นมีหลักฐานในมือ ไม่ว่าจะขยับตัวไปทางใดก็มีแต่เสียกับเสียทั้งสิ้น
“รีบออกไปสักที หรืออยากให้ฉันช่วยเตะข้อพับอีกข้างนึง จะได้สมดุลกัน” ซ่งอวิ๋นเขย่าปลายเท้าประหนึ่งนักเลงหัวไม้
“!!” เจียงกวนสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ รีบออกจากห้องไปทั้งที่ยังเดินกะเผลก ในใจก่นด่าซ่งอวิ๋นร้อยตลบ เขาไม่เคยเจอคุณหนูตระกูลใหญ่คนไหนเป็นเหมือนเธอเลย
คล้อยหลังเจียงกวน ซ่งอวิ๋นก็หันกลับมาจ้องพี่ชายรองที่ยังนอนทำหน้าอึ้ง ๆ อยู่บนเตียง หญิงสาวกลอกตามองบนราวกับเหนื่อยหน่ายหนักหนา “ฉลาดจริง ๆ โดนยั่วยุนิดหน่อยก็โมโหแล้ว”
“ยังเห็นฉันเป็นพี่อยู่หรือเปล่า วันนี้เธอด่าพี่ว่าโง่สองรอบแล้วนะ”
“ไม่ได้ด่า ฉันแค่พูดเรื่องจริง” ซ่งอวิ๋นพ่นลมออกจมูก ใจจริงเธอไม่ได้อยากช่วยเขาด่าใครทั้งนั้น แต่เพราะตอนนี้อาการของเขาเข้าได้กับโรคอัมพาตครึ่งซีก ไม่รู้ว่าถ้าเขาปล่อยให้อารมณ์พุ่งสูง จะเส้นเลือดสมองจะแตกขึ้นมาหรือเปล่า
และเธอรักอาหญิงรองกับพี่ใหญ่มาก ๆ ไม่อยากเห็นทั้งสองได้รับการกระทบกระเทือนทางใจ แค่เรื่องหย่ากับเจียงกั๋ว ก็สาหัสสากันมากพออยู่แล้ว
แน่นอนว่าเธอมั่นใจ สาเหตุที่หมอตรวจไม่เจอรอยโรคของพี่รอง อาจเพราะมันไม่ได้เกิดจากอาการเจ็บป่วยตามธรรมชาติ แต่อาจถูกวางยาพิษบางอย่าง
ซึ่งมันเป็นการคาดเดาล้วน ๆ เธอต้องขอให้คุณปู่ตามหาหมอมือฉมังมาตรวจร่างกายเขาให้ละเอียดอีกครั้ง
“เกลียดพี่มากเลยสินะ” น้ำเสียงซ่งเซินอ่อนลงเล็กน้อย ช่วงที่ผ่านมาเขาคิดอะไรได้มากมาย มาตอนนี้เขากลายเป็นคนไร้ประโยชน์ อีโก้ที่แบกไว้บนหลังก็คล้ายว่าจะหายไปด้วย
“เปล่า ฉันไม่ได้เกลียดพี่” พอเห็นท่าทางของเขา ซ่งอวิ๋นก็พรูลมหายใจยาวเหยียด “แต่ฉันปลงมากกว่า พี่สุดโต่งมาตั้งแต่เด็ก พอปักใจเชื่อเรื่องอะไรไปแล้ว ก็จะไม่เปลี่ยนใจ ในเมื่อฉันเปลี่ยนทัศนคติด้านลบที่พี่มีต่อฉันไม่ได้ เราก็แค่ต่างคนต่างอยู่”
“...” ซ่งเซินเม้มปากแน่น
“ที่ฉันช่วยพี่วันนี้ เพราะเห็นแก่อารองกับพี่ใหญ่ และไม่ว่าพี่จะเชื่อหรือไม่ ฉันยังยืนยันคำเดิมว่าฉันไม่เคยรังแกซ่งหว่านก่อนเลยสักครั้ง ก็แค่ไม่ญาติดี นับพี่นับน้องก็เท่านั้น”
“...” ซ่งเซินไม่ถกเถียง คราวนี้เขาเปิดใจฟังด้วยใจเป็นกลาง
“ฉันมั่นใจว่าตัวเองไม่ผิด น้องสาวสุดที่รักของพี่ต่างหากที่หาเรื่องฉันไม่จบไม่สิ้น ตอนนี้พี่เจอกับตัวเองแล้ว น่าจะเข้าใจอะไร ๆ ได้มากขึ้น” ซ่งอวิ๋นก็ไม่รู้ว่าเธอเสียเวลาพูดเรื่องเหล่านี้กับพี่ชายที่ไม่เคยยืนข้างเธอไปทำไม
อาจเพราะช่วงเวลาที่เติบโตด้วยกันมา มันดีมากจนลึก ๆ แล้วเธอก็ยังแอบคาดหวังให้เขาตาสว่าง แม้รู้ว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ก็ตาม
“อาอวิ๋น.. พี่ขอโทษ ที่ผ่านมาพี่ผิดเอง พี่อคติ รู้สึกว่าเธอใจแคบ พอเจอกับตัวเอง พี่ก็เข้าใจแล้วว่ามันรู้สึกขยะแขยงแค่ไหน แต่มันยอมรับได้ยากจริง ๆ”
“ทำไมจู่ ๆ ถึงได้..” ซ่งอวิ๋นชะงัก สบดวงตาคมอันสั่นไหวของเขา ฝ่ามือข้างลำตัวกำ ๆ คลาย ๆ อยู่อย่างนั้น
หรือเป็นเพราะเขาป่วยหนัก เลยคิดอะไรได้มากขึ้น
“ขอโทษนะ ต่อไปนี้พี่จะไม่บังคับหรือตั้งแง่อะไรกับเธอแล้ว เธอสบายใจอยากจะทำอะไรก็ทำเลย” ซ่งเซินกรอบตาร้อนผ่าว
เหตุผลที่เขาไม่ดึงดันเป็นเพราะตอนที่เขาอยู่ในสถานกักกัน คนที่บอกว่าเขาเหมือนพี่ชายแท้ ๆ คลานตามกันมา กลับไม่โผล่หน้ามาหาเขาเลยแม้แต่น้อย เพิ่งจะมาพยายามติดต่อตอนที่เขาออกมาแล้ว ยิ่งกว่านั้นเขายังสัมผัสถึงความเป็นห่วงจากซ่งหว่านไม่ได้เลย นั่นทำให้เขาสับสนอยู่หลายต่อหลายวัน
ในเมื่อวันนี้มีโอกาสเหมาะเจาะ เขาก็ควรต้องจัดการเรื่องที่สมควรทำเสียที น่าแปลก.. เขาแบกอีโก้มาตลอด พอได้เอ่ยปากขอโทษแล้ว มันกลับโล่งสบายกว่าที่คิด
ซ่งอวิ๋นยังไม่ทันจะพูดอะไรไปมากกว่านั้น พี่ชายคนโตของเธอก็เปิดประตูห้องพักผู้ป่วยเข้ามา พร้อมถุงอาหารพะรุงพะรัง สีหน้าเขาดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก
“พี่สวนกับเจียงกวนเมื่อกี้ หมอนั่นมาก่อกวนหรือเปล่า” เขาถามพลางนำอาหารวางไว้บนโต๊ะ
“เขามาก่อกวนจริง ๆ ค่ะ” ซ่งอวิ๋นเปิดคลิปเสียงที่อัดไว้ให้พี่ชายฟัง
ซ่งซูย่นหัวคิ้วเข้าหากัน “ส่งคลิปเสียงนี้ให้พี่หน่อยอวิ๋นเอ๋อร์”
“เอาไปทำอะไรเหรอคะ” ซ่งอวิ๋นถามขณะส่งไฟล์เสียงเข้าไปในวีแชทของพี่ชาย
“พี่จะส่งให้ประธานเจียง เขาควรเรียนรู้ที่จะล่ามปลอกคอสุนัขของตัวเองให้ดี”
ตอนนี้แม้แต่คำว่า ‘พ่อ’ เขาก็ไม่เรียกแล้ว
...
เช้าวันต่อมา
ซ่งเซินตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกแปลกประหลาด คล้ายว่าตอนนี้ร่างกายไม่ใช่ของเขาอีกต่อไป จากที่เคยขยับแขนขวาและขาขวาได้ ตอนนี้มันกลับอ่อนแรง จะกระดิกนิ้วก็ยังลำบาก
“แม่ พี่ใหญ่!” ชายหนุ่มตะโกนสุดเสียง เขาขวัญเสียถึงขนาดไม่อาจควบคุมสติตัวเองได้
ซ่งซูและซ่งเซียงที่นอนอยู่บริเวณใกล้เคียงพากันสะดุ้ง ก่อนรีบมาหาซ่งเซินที่เริ่มร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหลอย่างคนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
“เจ้ารองเกิดอะไรขึ้น เป็นอะไรรีบบอกแม่เร็วเข้า”
“ใจเย็น ๆ อย่าเพิ่งร้องไห้” ซ่งซูปลุกสติน้องชาย แต่ทันทีที่อีกฝ่ายบอก ร่างกายเขาก็ชาวาบ
“ตะ ตอนนี้ผมขยับไม่ได้เลย” แม้เขาจะยังพูดสื่อสารได้ ทว่าปากเขาก็เริ่มขยับลำบากแล้ว
...
หญิงวัยกลางคนฟังคำรายงานจากลูกน้องชุดดำ ปลายนิ้วเรียวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ ดวงตาวาววับราวตื่นเต้นกับสิ่งที่ได้ฟังนักหนา
“งานสำเร็จแล้วค่ะ ตอนนี้คุณชายซ่งเซินขยับตัวไม่ได้เลย เขาโวยวายจนคนตกอกตกใจกันหมดแล้ว”
“ดี ทำงานได้ยอดเยี่ยมตามคำสั่ง ไอ้แก่นั่นคงร้อนใจจนนั่งไม่ติดเก้าอี้แล้ว” เธอหัวเราะเสียงต่ำ นึกถึงหน้าผู้เฒ่าซ่ง ซึ่งต้องเห็นหลานชายตัวเองทรมาน เธอก็สะใจอย่างบอกไม่ถูก
“แต่ฤทธิ์ยาตัวนี้ อาจจะอยู่ได้ไม่กี่เดือน พวกเราต้องคอยเพิ่มยาไปเรื่อย ๆ หรือเปล่าคะ” สาวชุดดำถามพลางก้มหน้าคางชิดอก
“แค่โดนยาพิษตัวนี้ซ้ำกันสี่ครั้ง ก็เป็นอัมพาตโดยสมบูรณ์แล้ว หลังจากนี้หาโอกาสเพิ่มตัวยาเข้าไปเรื่อย ๆ แต่ต้องรอบคอบหน่อย ตาแก่นั่นฉลาดมาก ป่านนี้คงรู้ตัวแล้วว่าอาการป่วยของหลานชายตัวเองไม่ปกติ”
“รับทราบค่ะนายหญิง” สาวชุดดำก้าวออกจากห้องไปด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง
หญิงวัยกลางคนเดินออกไปเปิดผ้าม่านหนาทึบ ทำให้แสงแดดด้านนอกลอดผ่านเข้ามา “ยายแก่จ้าว ตาแก่ซ่ง โทษตัวเองเถอะ ที่ลูกหลานต้องเจอเรื่องแบบนี้ก็เพราะพวกแกสองคนนั่นแหละ”