สั่นคลอน
สั่นคลอน
ผู้เฒ่าซ่งรีบเดินทางไปโรงพยาบาลหลังจากได้รับข่าวว่าหลานชายคนรองกลายเป็นอัมพาตโดยสมบูรณ์ ทันทีที่ได้เห็นสภาพซ่งเซิน ใจเขาก็ปวดหน่วง โดยปกติแล้วซ่งเซินมักจะชอบต่อปากต่อคำ มีความคิดสุดโต่ง แต่เวลานี้เขากลับหมดอาลัยตายอยาก ดวงตาเหม่อลอยไร้จุดโฟกัส
“คุณปู่คะ พวกเราเปลี่ยนโรงพยาบาลดีกว่า” ซ่งอวิ๋นขมวดคิ้วมุ่น ขนาดอยู่ในสายตาแท้ ๆ พี่รองยังอาการแย่ลงชั่วข้ามคืน เป็นไปได้ว่าศัตรูในเงามืดอาจมีเส้นสายที่เธอมองไม่เห็น
“อืม ปู่ก็คิดแบบนั้นอยู่เหมือนกัน” ซ่งเต๋อขบกรามแน่น เขาไม่ใช่คนโง่ ย่อมทราบดีอยู่แก่ใจว่าสถานการณ์นี้ผิดปกติ
อันที่จริงโรงพยาบาลนี้ก็ไม่ใช่โรงพยาบาลที่พวกเขามีเส้นสาย เนื่องจากซ่งเซียงเลือกโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เพื่อให้การรักษาเป็นไปได้อย่างทันท่วงที แต่เขาประมาทเกินไป จึงไม่ได้เตือนให้ลูกสาวย้ายโรงพยาบาลตั้งแต่แรก
“คุณพ่อคะ หนู.. ควรทำยังไงดี” ซ่งเซียงน้ำตาคลอเบ้า เธอสงสารลูก เรื่องราวหลาย ๆ อย่างเกิดขึ้นภายในเวลาไล่เลี่ยกัน สภาพจิตใจจึงย่ำแย่เกินจะรับ
“ไม่เป็นไร ใจเย็น ๆ ทุกอย่างจะโอเค” ซ่งเต๋อปลอบใจบุตรสาว สำหรับเธอมันคงหนักหนาเกินไป เพิ่งจะขึ้นศาลเรื่องการหย่าร้าง ลูกยังป่วยหนักอีก เป็นใครก็ต้องปวดใจกันทั้งนั้น
“คุณปู่.. หนูมั่นใจว่าพี่ใหญ่ไม่ได้มีอาการผิดปกติทางสมอง คุณปู่พอจะรู้จักหมอเก่ง ๆ เรื่องการตรวจหาสารพิษในร่างกายไหมคะ” ซ่งอวิ๋นถามตรงประเด็น เธอสงสารเข้าขั้นเวทนา แม้ว่าหลายเดือนที่ผ่านมาเขาเป็นพี่ชายไม่ได้เรื่อง เธอก็ไม่ได้ผูกใจเจ็บถึงขนาดนั้น
ผู้เฒ่าซ่งนิ่งงันไป ทว่าสมองเขาแล่นเร็วจี๋ สมองหวนนึกถึงหมอสติเฟื่อง อดีตสหายเก่าที่ตอนนี้ปลีกวิเวก ไม่ยอมพบเจอใคร
“ปู่รู้จักหมอเก่ง ๆ อยู่คนหนึ่ง เขาค่อนข้างแปลก ไม่รู้ว่าจะยอมช่วยเหลือหรือเปล่า แต่ต้องลองดูก่อน”
“งั้นหนูไปด้วยนะคะ” ซ่งอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็สบายใจขึ้น ตราบใดที่หมอคนนั้นไม่ถูกอำนาจเงินครอบงำ เธอเชื่อว่าเขาจะตามจรรยาบรรณอย่างตรงไปตรงมา
การที่ซ่งอวิ๋นบอกว่าจะไปหาหมอคนนั้นด้วย ทำให้สติของซ่งเซินกลับมา เขาจดจ้องใบหน้าน้องสาวอย่างรู้สึกผิด ริมฝีปากอ้า ๆ หุบ ๆ อยากจะเอ่ยบางอย่าง แต่เสียงของเขากลับไม่ยอมหลุดออกมาจากลำคอ
...
ชายชราวัยเจ็ดสิบห้าปี นั่งเอนอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่า ๆ กลางบ้าน เสื้อเชิ้ตตัวหลวมถูกปล่อยชายออกนอกกางเกง กระดุมติดไม่ครบเม็ด และแว่นตาที่ควรอยู่บนสันจมูกกลับถูกเสียบคาไว้บนศีรษะ เส้นผมกระเซอะกระเซิง ไม่เป็นทรง
รอบตัวเขาเต็มไปด้วยกองหนังสือทางการแพทย์ กระดาษผลตรวจ และขวดโหลใส่ของประหลาดที่ไม่มีใครรู้ว่าเก็บไว้ทำไม บางครั้งเขาก็หยิบหนังสือขึ้นมาเปิดอ่านอย่างจริงจัง ก่อนจะพึมพำกับตัวเองแล้วจดอะไรยุกยิกลงบนกระดาษ ซึ่งอีกไม่กี่นาทีต่อมาก็เอาไปใช้เป็นที่รองแก้วชาเสียอย่างนั้น
เขาเดินลากรองเท้าแตะไปทั่วบ้าน บ่นพึมพำเรื่องคนไข้ในอดีต สลับกับการเถียงกับวิทยุที่เปิดทิ้งไว้ แม้ไม่มีใครถามก็ตาม
“ผิดแล้ว! ความดันแบบนั้นไม่ใช่เพราะกินเค็ม เป็นเพราะนอนดึกต่างหาก!”
พูดจบก็หันไปมองวิทยุอย่างเอาเรื่อง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าคู่สนทนาของตนเป็นเพียงเสียงจากเครื่องใช้ไฟฟ้า
แต่ความเพี้ยนทั้งหมดนั้นกลับหายไปในทันทีเมื่อมีใครนำอาการหรือผลตรวจมาให้ดู ชายชราจะหยิบแว่นมาสวมอย่างถูกต้องเป็นครั้งแรกในรอบวัน พลิกกระดาษเพียงไม่กี่แผ่น แล้วไล่สายตาอ่านตัวเลขอย่างรวดเร็ว
แววตาที่เมื่อครู่ยังเลื่อนลอยกลับคมกริบขึ้นมา
“นี่ไม่ใช่โรคที่เขาบอกหรอก กลับไปตรวจปอดใหม่ แล้วจะรู้ว่าฉันพูดถูก”
จากนั้นเขาก็ถอดแว่น วางผลตรวจลงบนกองหนังสือ แล้วเดินไปค้นหาขนมกินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
คนที่เพิ่งเห็นฝีมือของเขาครั้งแรกมักอดสงสัยไม่ได้ว่า ชายแก่ท่าทางสติไม่เต็มคนนี้…เคยเป็นหมอที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของวงการได้อย่างไรกัน
“ตาเฒ่าเฟย ยังอยู่นิ่ง ๆ ไม่เป็นเหมือนเดิมเลยนะ” ซ่งเต๋อเดินนำหลานสาวเข้าไปในบ้านของเฟยเทียน แพทย์อันดับหนึ่งผู้ได้รับการยกย่องว่าเก่งกาจที่สุดในประเทศ
ซ่งอวิ๋นหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก เฟยเทียน แพทย์อัจฉริยะที่ไม่ว่าใครก็ต่างยกย่อง แก่ตัวลงกลับเป็นหมอสติเฟื่องที่ทุกคนต่างมองว่าเขาไม่ปกติ ซึ่งเธอคิดต่างออกไป ในหลาย ๆ ครั้ง หมอเก่ง ๆ ก็มักจะเป็นตัวเองมากเสียจนใครหลายคนไม่เข้าใจ
“หืม? หลานสาวแกโตขนาดนี้แล้วเรอะ ตอนนั้นยังสูงเท่าหัวเข่าฉันอยู่เลย” เฟยเทียนหัวเราะ ท่าทางเขาเหมือนไม่อินังขังขอบต่อสิ่งใด คล้ายว่าพูดไปตามมารยาท แต่ซ่งอวิ๋นกลับรู้สึกว่าแววตาเขาฉายความเอ็นดูเต็มเปี่ยม
“นั่นมันผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว ตอนนี้อาอวิ๋นโตจนเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว”
“งั้นเองเรอะ เวลาผ่านไปเร็วจริง ๆ” เฟยเทียนพยักหน้าหงึก ๆ ก้าวเท้าเข้าหาหญิงสาว ก่อนกุมมือเธอขึ้นมาจับชีพจร “อืม ชีพจรปกติ ร่างกายแข็งแรงดี แต่ช่วงนี้มีเรื่องให้เครียดใช่ไหม”
“เอ่อ มีเรื่องเครียดจริง ๆ ค่ะ” ซ่งอวิ๋นยิ้มแหย เหลือบมองผู้เป็นปู่อย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
“ถ้าอย่างนั้น คนที่มีปัญหาไม่ใช่เสี่ยวอวิ๋นสินะ” ชายชราเคราขาวหันไปถามซ่งเต๋อ
“หลานฉันมีปัญหาจริง ๆ แต่ไม่ใช่เสี่ยวอวิ๋น ไปตรวจให้หน่อยได้ไหม ฉันสงสัยว่าอาเซินอาจโดนยาพิษที่ขายกันในโลกใต้ดิน ตอนนี้อาเซินขยับตัวแทบไม่ได้แล้ว”
เฟยเทียนเงียบไป นี่เป็นครั้งแรกที่คนอย่างซ่งเต๋อ ยินยอมมาข้อร้องเขา หากไม่ช่วยก็ดูใจไม้ไส้ระกำเกินไป ที่สำคัญ สาเหตุหลักที่ทำให้เขาไม่กลับไปรักษาคนไข้ตามโรงพยาบาล เป็นเพราะเขาเองก็รู้ว่าระบบมันเน่าเฟะเพียงใด
“ตกลง ฉันจะช่วย แต่หลังจากนี้ถือว่าหนี้เก่าจบลงแล้วนะ?”
“ฉันไม่ได้มาทวงหนี้บุญคุณ แต่มาขอร้อง หวังว่าแกจะเมตตาหลานฉันบ้าง” ผู้เฒ่าซ่งยอมก้มหัวให้อีกฝ่ายอย่างไม่ลังเล
หลาน ๆ ของเขา แม้จะโง่เง่า ไร้สมอง แต่ก็ยังเป็นหลานที่เขาเห็นมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก เขาไม่สามารถปล่อยให้ซ่งเซินเผชิญชะตากรรมโหดร้ายได้
“ได้ ฉันเป็นคนใจกว้างอยู่แล้ว” เฟยเทียนเบ้ปาก ก่อนจะยอมก้าวขาออกจากบ้านในรอบหลายปี
...
ซ่งเซินถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลหมายเลขหนึ่ง แม้สภาพจิตใจเขาจะไม่ปกติ แต่ก็ถือว่าดีขึ้นกว่าวันแรก ๆ ที่รู้ว่าตัวเองไม่สามารถขยับแขนขาได้ ยิ่งรู้ว่าคุณปู่ต้องไปติดต่อเพื่อนเก่าที่เคยมีความหลังต่อกันมาก่อน เขายิ่งละอายใจ
ที่ผ่านมาเขามองคุณปู่ในแง่ลบเกินไปจริง ๆ
“อาเซิน วันนี้เป็นไงบ้าง” ซ่งเต๋อเดินนำสหายเก่าเข้ามาในห้องพักผู้ป่วย ซึ่งการปรากฏตัวของหมอเฟยดึงความสนใจจากหมอหลาย ๆ คน โดยเฉพาะเฉพาะหมอเจ้าของเคส
“ขะ ขยับไม่ได้เลยครับคุณตา” ดวงตาเขาร้อนผะผ่าว ก้อนสะอื้นตีตื้นขึ้นมาจุกลำคอ
“ไหน ให้ฉันตรวจดูหน่อย”
ชายชรายืนกอดอกอยู่ข้างโต๊ะตรวจ หลังค่อมลงเล็กน้อยตามวัย แต่ดวงตาหลังแว่นหนายังคมกริบราวกับมองทะลุความคิดของคนตรงหน้าได้ เขาเคาะปลายนิ้วกับโต๊ะเป็นจังหวะ ขณะพึมพำสูตรบางอย่างที่ไม่มีใครฟังรู้เรื่อง
…
ในเวลาเดียวกันนั้น ซ่งอวิ๋นเดินออกมาหน้าโรงพยาบาล เพื่อซื้อขนมทานรองท้องระหว่างหมอเฟยกำลังตรวจร่างกายพี่ชาย
แต่ระหว่างที่กำลังจะจ่ายเงิน ก็พบว่าหญิงวัยกลางคน หน้าตาอ่อนเยาว์คนหนึ่งยืนโงนเงน ราวกับจะเป็นลมได้ทุกเมื่อ
“คุณน้าไหวหรือเปล่าคะ?” ซ่งอวิ๋นช่วยประคองหลังจากพิจารณาจนแน่ใจแล้วว่าผู้หญิงคนนี้ไม่มีอาวุธอันตรายติดตัว
แต่จะว่าไปแล้ว เธอคุ้นหน้าอีกฝ่ายอย่างมาก เหมือนเคยเห็นมาก่อน
“วะ ไหวลูก น้าแค่หน้ามืด ตอนนี้ดีขึ้นนิดหน่อยแล้ว” ดวงตาเธอไหววูบเล็กน้อย จับจ้องทีท่านุ่มนวลอ่อนโยนของซ่งอวิ๋น ในใจดำมืดและแข็งกระด้างคล้ายจะอ่อนลง
“หนูว่าไปตรวจในโรงพยาบาลหน่อยดีกว่านะคะ” ซ่งอวิ๋นเกรงว่าอีกฝ่ายจะเป็นลม
“ไม่เป็นไรหรอกลูก น้าดีขึ้นบ้างแล้ว ขอบใจนะ หนูเป็นเด็กดีจริง ๆ”
“ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะคุณน้า”
“แม่หนู เค้กไข่ของหนูได้แล้วลูก” แม่ค้าเรียกด้วยน้ำเสียงเอื้อเอ็นดู
“ขอบคุณค่ะ” ซ่งอวิ๋นรับกล่องขนม ดวงตาเป็นประกาย หันไปถามหญิงวัยกลางคนอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ “หนูต้องไปแล้ว คุณน้าไม่เป็นไรแล้วจริง ๆ ใช่ไหมคะ”
“น้าโอเคแล้วลูก หนูไปเถอะ”
“โอเคค่ะ” ร่างอ้อนแอ้นยิ้มนุ่มนวล จากนั้นก็หมุนกายเดินกลับเขาไปในโรงพยาบาล
ทว่าจู่ ๆ ก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ สมองนึกถึงภาพถ่ายฮวาผิงผู้ล่วงลับ คุณน้าคนเมื่อครู่หน้าตาคล้ายฮวาผิง แต่ก็ไม่เหมือนเสียทีเดียว
คิดได้ดังนั้นเธอก็รีบหันกลับไปมองอีกครั้ง แต่คุณน้าที่เคยยืนด้านหน้าร้านเค้กไข่กลับหายไป ราวกับไม่เคยยืนอยู่ตรงนั้น
ภายในรถตู้กลางเก่ากลางใหม่ ไม่สะดุดตา หญิงชุดดำถามเจ้านายด้วยความสับสน
“นายหญิง ทำไมถึงได้..” ก่อนหน้านี้รถของพวกเธอกำลังจะเคลื่อนตัวผ่านโรงพยาบาล เห็นซ่งอวิ๋นเดินออกมาพอดี เจ้านายของเธอสั่งให้หยุดรถ แล้วเดินลงไปยืนใกล้ ๆ ซ่งอวิ๋น
เธอไม่รู้ว่าเจ้านายทำไปเพื่ออะไร ยิ่งกลับขึ้นรถมาแล้ว ท่าทีก็แปลกไปอย่างเห็นได้ชัด
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” เธอหลับตาลง ปกปิดแวววูบไหวในดวงตา “กลับเถอะ”
เด็กคนนั้น..อ่อนโยนเกินไป ไม่น่าเชื่อว่าการเผชิญหน้ากันเพียงหนึ่งครั้ง จะทำให้ความรู้สึกของเธอสั่นคลอนได้ถึงเพียงนี้