LNCrawler

เข้าใกล้อีกขั้น

คุณหนูใหญ่ซ่งอวิ๋น — novel.dek d.com · All chapters

เข้าใกล้อีกขั้น

ซ่งอวิ๋นกลับขึ้นมาที่ห้องพักผู้ป่วย การตรวจยังดำเนินต่อไป แต่สีหน้าเธอแทบกักเก็บความสับสนไว้แทบไม่อยู่

ผู้เฒ่าซ่งสังเกตเห็นความผิดปกติของหลานสาว พอเธอมองมา เขาก็พยักหน้านิด ๆ ให้เธอรู้ว่าถ้ามีเรื่องอะไรไม่สบายใจ ให้บอกเขาหลังจากการตรวจร่างกายจบลง

“อืม…หัวใจเต้นแบบนี้” เฟยเทียนหรี่ตาลง แม้ท่าทางจะดูหลุดโลกไปบ้าง แต่ทันทีที่ได้จับชีพจรหรืออ่านผลตรวจ แววตากลับเปลี่ยนไปอย่างน่าประหลาด ทุกอย่างเงียบลง เหลือเพียงความเฉียบคม

“ตรงนี้ผิดปกติ” เขาเคาะกระดาษหนึ่งครั้ง

“หมายความว่ายังไง” ผู้เฒ่าซ่งอ่อนใจ สหายคนนี้เก่งกาจ แต่ออกจะเพี้ยนไปสักหน่อย ชอบพูดในสิ่งที่คนอื่นไม่ค่อยเข้าใจ

ที่สำคัญคือเฒ่าเฟยเก่งทั้งในด้านแพทย์แผนจีน และแพทย์แผนปัจจุบัน โรงพยาบาลรัฐและเอกชนอยากได้ตัวเขาแทบตาย แต่เขาไม่ยอมตกลง และบอกว่าอยากใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบ

“หมอคนอื่นอาจมองไม่เห็น แต่ฉันเห็น” จากนั้นก็เดินกลับไปที่โต๊ะ หยิบลูกอมขึ้นมาแกะกินอย่างอารมณ์ดี

“...” ซ่งเซินได้แต่มองตามอย่างไม่แน่ใจว่า ตนเองกำลังอยู่ต่อหน้าหมออัจฉริยะ หรือคนแก่สติเฟื่องที่บังเอิญอัจฉริยะเกินไปกันแน่

แต่ก่อนที่เขาจะได้ถามอะไร ชายชราก็หยุดแกะลูกอมกลางคัน “ยกแขนขวาขึ้น”

“ครับ” ซ่งเซินพยายามทำตาม ทว่าปลายนิ้วกลับกระตุกเพียงเล็กน้อย แขนทั้งข้างยังคงแน่นิ่งอยู่ข้างลำตัว

ชายชราหรี่ตาลงแล้วเดินเข้ามาใกล้กว่าเดิม “ลองกำมือ”

นิ้วมือของชายหนุ่มขยับช้า ๆ ก่อนจะเกร็งค้าง ริมฝีปากเริ่มซีดลงเล็กน้อย

ชายชราจับข้อมือ ตรวจชีพจรซ้ำอีกครั้ง จากนั้นจึงใช้ปลายเข็มเล็ก ๆ แตะลงบนปลายนิ้วและหลังมือ สังเกตปฏิกิริยาอย่างละเอียด

“รู้สึกเจ็บไหม”

“รู้สึกครับ แต่.. ผมขยับไม่ได้”

“ดี” คำตอบนั้นทำให้ทุกคนในห้องชะงัก ชายชราหันไปหยิบไฟฉาย ส่องเข้าไปในดวงตาของซ่งเซินทีละข้าง เขาสังเกตการณ์หดตัวของรูม่านตา ก่อนจะยกแขนชายหนุ่ม แล้วปล่อยลงอย่างกะทันหัน แขนตกลงตามแรงโน้มถ่วง แต่กล้ามเนื้อยังมีการเกร็งตอบสนองอยู่เล็กน้อย

เขาไม่พูดอะไร เพียงเดินกลับไปที่โต๊ะแล้วหยิบผลตรวจขึ้นมาอ่านอีกครั้ง “ผลสแกนสมองปกติ”

หมอหนุ่มที่ยืนอยู่ข้าง ๆ รีบตอบอย่างกระตือรือร้น “ครับ ไม่พบเลือดออก ไม่พบก้อนเนื้อ หรือความผิดปกติของเส้นเลือด”

“แล้วทำไมถึงสรุปว่าเป็นอัมพาตจากสมอง”

“อาการตรงกับระบบประสาทครับ แขนขาอ่อนแรง พูดช้าลง และควบคุมการเคลื่อนไหวไม่ได้”

ชายชราหัวเราะเบา ๆ “อาการเหมือน ไม่ได้แปลว่าสาเหตุมาจากการเจ็บป่วย”

เขาวางผลตรวจลง แล้วหันกลับไปตรวจซ่งเซินซ้ำ คราวนี้เขาใช้นิ้วกดลงบนลำคอ ใต้รักแร้ และข้อมือ ก่อนจะสังเกตสีผิวกับเหงื่อที่ซึมออกมาตามไรผม

“เริ่มมีอาการตั้งแต่เมื่อไร”

“ไม่กี่วันก่อนครับ ตอนแรกแค่ปลายนิ้วชา พอตื่นเช้ามาก็ขยับแขนขาไม่ได้”

“มีคลื่นไส้ อาเจียน หรือเห็นภาพซ้อนหรือเปล่า”

“มีคลื่นไส้ครับ แล้วก็รู้สึกเหมือนลิ้นชา”

ชายชรานิ่งไปครู่หนึ่ง เขาหยิบกระดาษแผ่นเดิมขึ้นมา ไล่ดูค่าการทำงานของตับ ไต และระดับเกลือแร่ ก่อนจะขมวดคิ้วแน่นขึ้นเรื่อย ๆ

“ค่าพวกนี้ไม่สอดคล้องกับอัมพาตจากสมองจริง ๆ”

หมอหนุ่มก้มมองผลตรวจ รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ฟังการวินิจฉัยจากเฟยเทียนอย่างใกล้ชิด “ถ้าอย่างนั้น..”

“สมองยังสั่งการได้ เส้นประสาทรับความรู้สึกยังทำงาน แต่สัญญาณที่ส่งไปยังกล้ามเนื้อถูกขัดขวาง”

เขาเคาะนิ้วลงบนโต๊ะช้า ๆ “ไม่ใช่ความเสียหายถาวร แต่เป็นการถูกกดการทำงานชั่วคราว ลองตรวจหาสารพิษดูสิ”

หมอหนุ่มชะงัก “สารพิษเหรอครับ”

“ใช่ ซ่งเซินไม่มีอาการชัก ไม่มีเลือดออก และความดันก็ไม่ได้สูงผิดปกติ” ชายชราหันไปมองแพทย์วัยกลางคน “พิษบางชนิดไม่ได้ทำให้คนตายทันที มันแค่ทำให้ร่างกายหยุดเชื่อฟังคำสั่งของสมอง”

“...” ซ่งอวิ๋นสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ ตั้งใจฟังคำวินิจฉัย ในใจก็ทบทวนไปด้วยว่าพี่รองจะโดนวางพิษเมื่อไหร่ เพราะหลังจากออกจากสถานกักกันของฝ่ายปกครอง เขาก็ไม่ได้ออกไปไหนเลย หรือในบ้านของอารองมีหนอนบ่อนไส้

“เข้าใจแล้วครับอาจารย์เฟย ผมจะสั่งตรวจหาสารพิษเดี๋ยวนี้”

หมอชรารีบยกมือให้เขาหยุด พลางเอ่ยอย่างอ่อนอกอ่อนใจ “อย่าเรียกฉันว่าอาจารย์ ฉันไม่เคยสอนใคร”

“ครับ ๆ อาจารย์เฟย” แพทย์วัยกลางคนไม่ได้สนใจว่าท่านจะอยากให้เรียกหรือไม่ ในวงการแพทย์ ใครไม่ยกย่องเฟยเทียนบ้าง แค่ได้มาฟังการวินิจฉัยของท่าน ก็เท่ากับว่าเขาใช้แต้มความโชคดีในชีวิตไปหมดแล้ว

“คุณปู่เฟยคะ ถ้าเป็นเพราะโดนวางยาพิษ แรก ๆ พี่รองแค่เป็นอัมพาตครึ่งเดียว แต่ตอนนี้กลับเป็นอัมพาตทั้งตัว เป็นเพราะได้รับยาพิษเพิ่มหรือเปล่าคะ”

คนถูกเรียกว่า ‘ปู่เฟย’ ดูพอใจกับสรรพนามนั้นจนกลั้นยิ้มไม่อยู่ “เป็นไปได้สูงทีเดียว ว่าไปแล้ว.. หลานชายแกนี่ไปสร้างศัตรูน่ากลัวแบบนี้มาจากไหน ยาพิษพวกนี้ไม่ได้หาง่ายขนาดนั้นหรอกนะ”

“ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันเป็นใคร” ผู้เฒ่าซ่งขบกรามแน่นเป็นสันนูน

เวลาผ่านไปสองชั่วโมง ผลตรวจหาสารพิษในร่างกายถูกพยาบาลนำเข้ามาด้วยสีหน้าตึงเครียด ก่อนยื่นให้ชายชราด้วยท่าทางอ่อนน้อมโดยไม่พูดอะไร

เฟยเทียนเปิดอ่านเพียงไม่กี่บรรทัด ดวงตาก็พลันเย็นเยียบ “ตรวจพบสารพิษที่มีฤทธิ์ยับยั้งการส่งสัญญาณของประสาท”

“แล้วรักษาได้หรือเปล่า มีโอกาสหายกี่เปอร์เซ็นต์”

“หายได้แน่ ใช้ยาที่ช่วยลดการดูดซึมและกำจัดสารพิษ พอในร่างกายขับสารพิษออกมาหมดแล้ว ระบบประสาทจะกลับมาทำงานได้ปกติ แต่มันต้องใช้เวลาเป็นเดือน ๆ ระหว่างนั้นห้ามรับสารพิษเพิ่มเด็ดขาด เพราะจากที่รักษาได้ จะกลายเป็นอัมพาตถาวร”

ซ่งเซินที่นอนรอฟังผลตรวจด้วยหัวใจกระวนกระวาย พรูลมหายใจออกทางปากอย่างโล่งอก น้ำตาสีใสไหลออกมาจากทางหางตา ซ่งเซียงเช็ดน้ำตาให้ลูกชาย หายใจได้คล่องขึ้นราวกับภูเขาลูกใหญ่ถูกยกออกไปจากอก

“เชื่อใจฉันหรือเปล่า” น้ำเสียงของเฟยเทียนดูจริงจังยิ่งกว่าเดิม ดวงตาที่เริ่มฝ้าฟางจับจ้องสหายเก่าไม่ละไปไหน

“แน่นอน” ผู้เฒ่าซ่งพยักหน้าหนักแน่น

“ดี หลังจากให้ยาจนร่างกายขับสารพิษออกหมดแล้ว ให้หลานชายแกมาอยู่กับฉัน การจะฟื้นฟูระบบประสาท ต้องใช้เวลาสักพัก”

“จะไม่รบกวนแกเกินไปใช่ไหมเฒ่าเฟย” ชายชราไม่ปกปิดความประหลาดใจ แค่สหายเก่ายอมออกจากบ้านก็นับว่าเกินความคาดหมายแล้ว นี่ยังยอมให้ซ่งเซินเข้าไปรักษาต่อที่บ้านอีก

“ไม่หรอก อยู่บ้านฉันยังดีกว่าอยู่ในโรงพยาบาลที่มีคนเข้านอกออกในได้ตลอดเวลา หลานแกรับสารพิษมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว”

บ้านของเฟยเทียนไม่ต่างจากป้อมปราการเหล็ก แม้คนอื่นจะมองว่าเขาเป็นหมอสติเฟื่อง แต่แท้จริงหากตอนซ่งเต๋อมาหา เขาไม่อนุญาตให้เข้าบ้าน ซ่งเต๋อก็อยู่ได้แค่หน้าประตูเท่านั้น

“ขอบคุณนะคะลุงเฟย ขอบคุณจริง ๆ” ซ่งเซียงค้อมศีรษะลงต่ำ ในใจรู้สึกซาบซึ้งที่เขายอมช่วยเหลือ

“ช่างเถอะ ๆ คนกันเองทั้งนั้น ไม่ต้องพิธีรีตองอะไรให้มากหรอก” เขาโบกมือปัด ท่าทางไม่อินังขังขอบ ก่อนหันไปพึมพำสิ่งที่ไม่มีใครเข้าใจอีกครั้ง

...

บ้านตระกูลซ่ง

“อวิ๋นเอ๋อร์ วันนี้เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า” ผู้เฒ่าซ่งถามไถ่หลานสาวทันทีที่กลับมาถึงบ้าน

“คุณปู่ช่วยติดต่อขอกล้องวงจรปิดจากร้านเค้กไข่หน้าโรงพยาบาลได้ไหมคะ วันนี้หนูเจอป้าคนนึง ตอนแรกหนูคิดว่าคุ้นหน้ามาก แต่เพิ่งมานึกออกว่าคล้ายแม่ของซ่งหว่านที่หนูเคยเห็นในภาพ”

“หลานกำลังคิดว่าแม่ของซ่งหว่านยังไม่ตายเหรอ”

“หนูก็ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ แต่หนูรู้สึกแปลก ๆ”

“ตกลง ปู่จะจัดการให้”

“สิ่งที่นายท่านผู้เฒ่าให้สืบ อยู่ในนี้หมดแล้วนะครับ” ชายชุดดำเดินเข้ามาหาผู้เฒ่าซ่ง ในมือเขาถือประวัติของเจียงกั๋ว ในนั้นมีข้อมูลตั้งแต่เด็กจนโต เท่าที่จะหาได้

“เล่าให้ฉันฟังคร่าว ๆ เดี๋ยวฉันอ่านข้อมูลเพิ่มเติม”

“อย่างที่ทุกคนทราบ เจียงกั๋วเป็นลูกบุญธรรมที่ท่านเจียงและคุณนายเจียงในตอนนั้นรับมาเลี้ยงดู เพราะคุณนายเจียงมีลูกไม่ได้ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่แบบนั้นเลยครับ เขาเป็นลูกชายแท้ ๆ ของท่านเจียงกับผู้หญิงคนอื่น”

ซ่งอวิ๋นโคลงศีรษะ การบอกสังคมแบบนั้นก็ถือเป็นความคิดที่ฉลาด จะได้ไม่ถูกนินทา ประเด็นก็คือ “คุณนายเจียงรู้หรือเปล่าคะว่าเขาเป็นลูกแท้ ๆ ของท่านเจียง”

“ไม่ทราบครับ เข้าใจมาตลอดว่าเป็นลูกบุญธรรม นายท่านเจียงพยายามปกปิดทุกทาง จนเสียชีวิตก็ยังไม่รู้ความจริงข้อนี้”

“แล้ว.. แม่แท้ ๆ ของเขาล่ะคะ เสียชีวิตหรือยัง”

“หายตัวไปหลังจากคลอดลูกครับ”

“หายไป?” ซ่งอวิ๋นประหลาดใจ ท่านเจียงจะใจไม้ไส้ระกำถึงขั้นฆ่าแม่เก็บลูกเลยเชียวเหรอ

“ใช่ครับ เธอหายสาบสูญ ไม่มีใครรู้ว่าอยู่หรือตาย” หนุ่มใหญ่ร่างกายกำยำอธิบายต่อ “หลังจากพ่อแม่เสียชีวิต ประธานเจียงก็รับช่วงต่อ ดูแลบริษัทที่ใหญ่โตอยู่แล้ว ให้พัฒนาขึ้นไปอีก เขาฉลาด ทำทุกอย่างได้ดี ก่อนแต่งงานก็มีการคบหากับผู้หญิงอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก เขาวางตัวต่อหน้าสังคมได้ดีมากจริง ๆ ครับ แต่ว่าหลังแต่งงาน..”

ซ่งอวิ๋นเห็นเขาหยิบภาพถ่ายเก่า ๆ ออกมาหนึ่งใบ ในภาพนั้นคือเจียงกั๋วที่ดูอ่อนเยาว์กว่าปัจจุบันนี้หลายปี กับผู้หญิงที่มีหมวกแก๊ปปิดบังใบหน้าครึ่งบนไว้ ถึงอย่างนั้นก็ยังดูออกว่าเป็นคนสวยหยาดเยิ้ม

“นี่มัน..เหมือน” เธอไม่กล้าพูด ได้แต่หันไปมองหน้าปู่ซ่งเพื่อยืนยันว่าตนไม่ได้คิดไปเอง

“ไปได้ภาพนี้มายังไง” ผู้เฒ่าซ่งหรี่ตาลงอย่างอันตราย