LNCrawler

ผลตรวจ

คุณหนูใหญ่ซ่งอวิ๋น — novel.dek d.com · All chapters

ผลตรวจ

“บังเอิญได้ภาพนี้มาจากคุณป้าคนนึงครับ” ชายชุดดำบอกเล่าเหตุการณ์ให้นายท่านผู้เฒ่าฟังโดยละเอียด

พวกเขาได้ลองไปสืบดูจากอสังหาริมทรัพย์ตามที่ได้ข้อมูลว่าเจียงกั๋วไปบ่อยครั้ง กระทั่งได้เจอคุณป้าข้างบ้านคนหนึ่ง เธอเห็นพวกวนเวียนอยู่แถวนั้นหลายครั้ง จึงเข้ามาถามว่ามาหาใคร

พวกเขารับสมอ้างทันทีว่ามาตามหาญาติที่เคยอยู่บ้านหลังดังกล่าว ซึ่งป้าคนนั้นก็ครุ่นคิดอยู่เพียงชั่วครู่ แล้วกลับเข้าไปในบ้าน ก่อนจะกลับออกมาพร้อมภาพถ่ายใบหนึ่งในเวลาต่อมา

‘ใช่คนนี้หรือเปล่า’ ป้าวัยเกษียณยื่นภาพถ่ายให้เขา

‘ใช่ครับ เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของผมเอง ติดต่อไม่ได้มานานแล้ว’ เขาอึ้งไป

ป้าข้างบ้านร้อนใจ เมื่อเห็นชายวัยกลางคนเบื้องหน้าดูอึ้งไปเล็กน้อย เธอจึงรีบออกตัว ‘อย่าเข้าใจผิดนะ ป้าไม่ได้ตั้งใจถ่ายภาพนี้ไว้ แต่ตอนนั้นหลานป้ามันเพิ่งได้กล้องมาใหม่ บังเอิญถ่ายติดเจ้าของบ้านหลังข้าง ๆ นี่เท่านั้น’

‘แล้วตอนนี้พวกเขาไปอยู่ที่ไหนกันเหรอครับ บ้านหลังนี้เหมือนไม่มีคนมานานแล้ว’

‘โอ๊ย ป้าไม่เห็นมาหลายปีแล้วนะพ่อหนุ่ม อาจจะย้ายไปอยู่ที่อื่น ภาพนี้ก็ถ่ายไว้นานมากแล้ว’

‘ถ่ายไว้ประมาณกี่ปีแล้วครับ’

‘ประมาณสิบห้าปีได้แล้ว’

‘พี่สะใภ้มาอยู่ที่นี่ตลอดเลยเหรอครับ’

‘ส่วนมากป้าเจอแค่ผู้ชาย ส่วนผู้หญิงจะมาประมานอาทิตย์ละครั้ง ป่านนี้คงแต่งงานมีลูกไปแล้วกระมัง หน้าตาดีกันทั้งคู่เลยนี่นา’

‘ขอบคุณมากนะครับ รูปนี้ผมขอไว้เลยนะ’

‘ได้ ๆ เอาไปเถอะพ่อหนุ่ม แค่ไม่มาฟ้องป้าทีหลังก็พอแล้ว’ แม้เธอจะเป็นป้าข้างบ้านที่ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่นเป็นงานอดิเรก แต่เธอก็ยังกลัวเรื่องกฎหมาย ภาพนี้เธอไม่ได้ตั้งใจถ่ายไว้จริง ๆ ทุกอย่างเป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น

“อ่า ป้าข้างบ้านก็มีประโยชน์เหมือนกันนะคะ” ซ่งอวิ๋นหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก มั่นใจว่าผู้หญิงในรูปคือฮวาผิงจริง ๆ ในขณะที่หล่อนพัวพันอยู่กับพ่อ ก็คบซ้อนอยู่กับเจียงกั๋วด้วย

ที่น่าสงสัยในตอนนี้ก็คือ สรุปแล้วซ่งหว่านเป็นลูกสาวของใครกันแน่ แล้วถ้าคนที่เธอเจอวันนี้คือฮวาผิงเล่า จิ๊กซอว์ทุกตัวจะเชื่อมกันได้หรือไม่ หลายคนบอกว่าคนตายพูดไม่ได้ แต่ถ้าผู้หญิงคนนั้นยังไม่ตาย แต่ที่เข้ามาพัวพันกับคนรอบตัวเธอเป็นเพราะมีแผนอื่นในใจเล่า

คุณป้าที่เธอเจอวันนี้หน้าคล้าย แต่ไม่เหมือนเสียทีเดียว เธอไม่ชอบปริศนาที่ต้องหาคำตอบแบบนี้ที่สุด

“มีข้อมูลอะไรเพิ่มเติมอีกไหม เส้นทางการเงินล่ะ” ผู้เฒ่าซ่งลูบไล้หัวพยัคฆ์บนไม้เท้า ดวงตาราบเรียบดุจผิวน้ำนั้นเฉียบคมขึ้นหลายระดับ

“ครับ ผมตรวจสอบมาแล้ว เส้นทางการเงินของประธานเจียงมีส่วนเกี่ยวข้องกับฮวาผิงอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก”

“อืม.. คงต้องตรวจดีเอ็นเอ” ผู้เฒ่าซ่งหันไปมองหลานสาว สีหน้าเธอเต็มไปด้วยความสับสน

“ต้องให้หนูช่วยไหมคะ หนูจะหาโอกาสเอาเส้นผมจากซ่งหว่าน”

“ไม่เป็นไร ปู่มีวิธีของปู่ ตอนอยู่ที่มหาวิทยาลัย หลานต้องทำตัวเป็นปกติ เหมือนไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น” ผู้เฒ่าซ่งยื่นมือออกไปลูบศีรษะหลานสาวเบา ๆ

โจวจิ่วซึ่งนั่งฟังเงียบ ๆ มาตลอดเริ่มไม่สบายใจ “คุณพ่อกับเสี่ยวอวิ๋นกำลังสงสัยว่าฮวาผิงยังไม่ตายใช่ไหมคะ”

“ใช่ แต่การจะจัดฉากให้ตัวเองตายได้แนบเนียนขนาดนี้ แสดงว่าเบื้องหลังของเธอไม่ธรรมดาเลย”

“มีเหตุผลอะไรให้แม่คนนึงจัดฉากว่าตัวเองตาย แล้วทิ้งลูกไว้แบบนี้” เธอไม่เข้าใจความคิดของฮวาผิง

หล่อนลงทุนเกินไป ยอมเป็นเมียน้อยของผู้ชายถึงสองคน มีความแค้นใหญ่หลวงกับตระกูลซ่งถึงขั้นนั้นเลยเชียวหรือ

“บางคนก็ไม่ได้มีความเป็นแม่ขนาดนั้น” ผู้เฒ่าซ่งทอดถอนใจ

...

ซ่งอวิ๋นกลับมาเรียนหนังสือในเช้าวันจันทร์ตามปกติ เธอทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น และรอดูว่าคุณปู่จะใช้วิธีไหนในการนำเส้นผมของซ่งหว่านและเจียงกั๋วไปตรวจดีเอ็นเอ

แต่ทว่าซ่งหว่านก็มาหาเธอพร้อมดวงตาแดง ๆ อย่างน่าสงสาร “คุณซ่ง.. พี่รองเป็นยังไงบ้าง เขายังไม่ยอมรับโทรศัพท์ฉันเลย”

“พี่รองยังอยู่โรงพยาบาล ถ้าเธอเป็นห่วงก็ลองไปเยี่ยมดูสิ” ซ่งอวิ๋นคลี่ยิ้มจาง ๆ ท่ามกลางผู้คนมากมาย ซ่งหว่านก็ยังแสดงได้แนบเนียนเหมือนเดิม

“ฉันไปได้จริง ๆ ใช่ไหม”

“แน่นอน อารองเป็นคนใจดี เธอจะแวะไปตอนเย็นก็ได้” ซ่งอวิ๋นพยักหน้ายืนยัน

“งั้นเดี๋ยวฉันไปเย็นนี้เลยดีกว่า ขอบคุณนะคะคุณซ่ง” ซ่งหว่านแสร้งยกมือปาดน้ำตาอย่างโล่งใจ

“ไม่เป็นไร” ซ่งอวิ๋นเดินเลี่ยงออกมา

ตกเย็น ซ่งหว่านเพิ่งก้าวขาออกจากมหาวิทยาลัยไปได้ไม่ไกล ซ่งอวิ๋นก็ได้ยินว่าหล่อนถูกรุ่นพี่คนหนึ่งเข้าไปหามาหาเรื่อง เนื่องจากเข้าใจผิดว่าซ่งหว่านเป็นมือที่สาม

กว่าจะเคลียร์ความเข้าใจผิดกันได้ ซ่งหว่านก็โดนกระชากผมจนหนังศีรษะแสบยิบ ๆ

“เล่าต่อสิอาเยว่ สรุปแล้วซ่งหว่านไปยุ่งกับแฟนของรุ่นพี่คนนั้นจริงหรือเปล่า” เฟิงหรงกะพริบตาปริบ ๆ กรอบแว่นสะท้อนแสงไฟภายในห้อง

“เห็นว่าเข้าใจผิดกันนะ ซ่งหว่านโชคไม่ดี หน้าตาคล้ายกับมือที่สามพอดี เลยโดนกระชากหัว เกือบโดนตบแล้วเชียว โชคดีที่มีคนมาห้ามทัน”

“แล้ว.. ซ่งหว่านไม่แจ้งความเหรอ”

“อื้ม เห็นว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด ซ่งหว่านเลยขอแค่ให้รุ่นพี่ขอโทษ แล้วก็เลิกแล้วต่อกันไป”

“ยอมง่ายขนาดนั้นเชียว” เฟิงหรงประหลาดใจ

“ตอนแรกก็เหมือนจะไม่ยอม แต่รุ่นพี่คนนี้ค่อนข้างมีเส้นสาย เธอคงไม่อยากงัดข้อด้วย”

ซ่งอวิ๋นฟังเงียบ ๆ โดยไม่ได้ออกความคิดเห็นใด ๆ เธอมั่นใจว่ารุ่นพี่คนนี้ต้องเกี่ยวข้องกับปู่ของเธอแน่นอน และคนอย่างซ่งหว่านก็คงไม่คิดปล่อยผ่าน แค่ทดไว้ในใจ ไปคิดบัญชีภายหลัง

...

ใช้เวลาเพียงสองวัน เส้นผมของซ่งหว่านกับเจียงกั๋วก็ถูกส่งไปตรวจดีเอ็นเอ ระหว่างที่ผู้เฒ่าซ่งรอผลตรวจ เขาก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย นำข้อมูลของเจียงกั๋วมาตรวจสอบอย่างละเอียด

ขณะเดียวกันเขาได้รับภาพจากกล้องวงจรปิดที่ร้านเค้กไข่หน้าโรงพยาบาล จนได้เห็นใบหน้าหญิงวัยกลางคนที่ดูอ่อนเยาว์กว่าวัย หลานสาวเขาพูดถูก ผู้หญิงคนนั้นหน้าตาคล้ายคลึงฮวาผิง แต่ก็ไม่เหมือนเสียทีเดียว

“หรือผู้หญิงคนนี้เป็นญาติของฮวาผิงคะคุณพ่อ” โจวจิ่วครุ่นคิด จับจ้องภาพจากกล้องวงจรปิดซ้ำไปซ้ำมา

ต่อหน้าลูกสาวของเธอ ผู้หญิงคนนั้นดูมีเมตตาอย่างมาก แต่ทันทีที่ลูกของเธอหันหลัง บรรยากาศรอบตัวของหญิงปริศนาก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ไม่แปลกเลยที่อาอวิ๋นจะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ

“พ่อสืบดูแล้ว ฮวาผิงไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน เกิดและเติบโตมาไร้ญาติขาดมิตร ไม่มีตระกูลหนุนหลัง แต่ก็ไม่รู้ว่าข้อมูลนี้เชื่อถือได้ไหม เพราะถ้าเธอจัดฉากว่าตัวเองตายได้ ตัวตนแท้จริงของเธออาจจะไม่ใช่ฮวาผิงตั้งแต่แรก”

“หมายถึงเธอสวมรอยคนตายเหรอคะ”

“เป็นไปได้สูงทีเดียว” ผู้เฒ่าซ่งพยักหน้ารับ “ถ้าเธอมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ และมีเบื้องหลังแข็งแกร่ง การจะสร้างประวัติปลอมขึ้นมา หรือสวมรอยคนตายก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น”

“แต่จะทำไปเพื่ออะไรกัน เสียเวลาวัยสาวไปหลายปีเพื่อเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้” ยิ่งคิดเธอยิ่งสับสนมากขึ้นเรื่อย ๆ

“เอาเถอะ ความลับไม่มีในโลก ตอนนี้รอผลตรวจดีเอ็นเอก่อน เดี๋ยวพ่อต้องสืบต่อไปว่า ผู้หญิงที่เสี่ยวอวิ๋น เจอในวันนั้นเป็นใครกันแน่” ผู้เฒ่าซ่งพยายามใจเย็น และค่อยเป็นค่อยไป

หญิงปริศนายังไม่รู้ว่าตัวเองพลาดขนาดไหนที่ปรากฏตัวต่อหน้าซ่งอวิ๋น เพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ และการใจอ่อนเพียงชั่วขณะ

...

สามวันต่อมา

ผลตรวจดีเอ็นเอวางเด่นหราอยู่บนโต๊ะทำงานของผู้เฒ่าซ่ง เขาจับจ้องตัวอักษรบนกระดาษสีขาว ปลายนิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะอย่างครุ่นคิด ผลตรวจเป็นไปตามที่คาด ซ่งหว่านเป็นลูกสาวแท้ ๆ ของเจียงกั๋ว

ชายชราพรูลมหายใจยาว ก่อนเงยหน้าถามชายชุดดำที่ยืนประสานมืออย่างสำรวมอยู่เบื้องหน้า

“เจ้าใหญ่เป็นยังไงบ้างหลังจากให้ยาเคมีบำบัด”

“ค่อนข้างแย่ครับนายท่าน เขากินอะไรไม่ได้เลย ต้องไปนอนอยู่ที่โรงพยาบาล”

“อืม งั้นเราไปเยี่ยมเจ้าใหญ่กันสักหน่อย” ผู้เฒ่าซ่งนำผลตรวจดีเอ็นเอใส่แฟ้มเอกสาร ไม่ลืมนำภาพถ่ายความใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างเจียงกั๋วและฮวาผิงใส่ไปพร้อมกันด้วย

แต่จะบอกความจริงเลยหรือไม่นั้น เขาก็ต้องดูสถานการณ์ก่อน ลูกชายเขาหูตามืดบอด บางทีการโพล่งความจริงออกไป อาจเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น

ซ่งเหวินนอนอยู่ในโรงพยาบาลอย่างโดดเดี่ยว ที่ผ่านมาเขาทานอะไรไม่ได้เลย อาการย่ำแย่จนต้องมานอนโรงพยาบาล ความทรมานนี้ทำให้เขานอนไม่หลับ บางครั้งก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า

แต่ทันทีที่เห็นว่าห้องพักผู้ป่วยอันเงียบเหงา จู่ ๆ ก็มีคนไม่คาดคิดโผล่มา ความโดดเดี่ยวอ้างว้างหายไป

“พ่อ..”

“ไง อาการแย่เลยเหรอ”

“ผม..” ซ่งเหวินพูดไม่ออก เสตามองทางอื่น ลึก ๆ แล้วในใจเขายังมีความขุ่นเคือง เพราะซ่งอวิ๋นไม่มาเยี่ยมเขาเลย ทั้งที่รู้ว่าเขาเป็นมะเร็ง ในขณะเดียวกันพ่อก็เพิกเฉย ราวกับไม่เคยเห็นลูกชายคนนี้อยู่ในสายตา

“ไม่อยากพูดก็ช่างเถอะ” ผู้เฒ่าซ่งนั่งลงข้างเตียง ราวกับไม่อยากคาดคั้นเอาคำตอบจากคนป่วย แต่ตลอดเวลาเขาก็สังเกตความรู้สึกนึกคิดของซ่งเหวินโดยไม่ละสายตา

“ทำไมพ่อเพิ่งมา..” นี่เป็นสิ่งที่ค้างคาใจเขาที่สุด ต่อให้ตัดพ่อตัดลูกอย่างไร เขาก็ยังไม่คิดว่าพ่อจะใจดำได้ถึงขนาดนี้ แต่แทนที่พ่อจะไขข้อข้องใจ กลับถามกลับด้วยคำถามที่เขาคาดไม่ถึง

“ถ้าวันนึงแกรู้ว่าลูกสาวของแกไม่ใช่ลูกแท้ ๆ แกจะทำยังไง”