LNCrawler

ไม่ปฏิเสธ

คุณหนูใหญ่ซ่งอวิ๋น — novel.dek d.com · All chapters

ไม่ปฏิเสธ

“พี่รอง เป็นยังไงบ้างคะ ฉันติดต่อพี่ไม่ได้เลย” ซ่งหว่านเดินเข้าไปยืนข้างเตียง แม้สถานการณ์ไม่เป็นไปดั่งใจ แต่เธอก็ยังควบคุมอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองได้เป็นอย่างดี

“ขยับตัวไม่ได้ แต่มันจะค่อย ๆ ดีขึ้น” การออกเสียงของซ่งเซินยังไม่ชัดเจนมากนัก แต่ดีกว่าหลายวันก่อน

ตอนนี้พิษในร่างกายเขากำลังถูกขับออกไป และปู่เฟยบอกว่าอาการมันจะดีขึ้นเรื่อย ๆ เขาจึงมีกำลังใจ ไม่หดหู่เศร้าซึมเหมือนช่วงแรก ๆ และแน่นอนว่าเขาเองก็เพิ่งทราบความจริงบางอย่างเช่นกัน

ชายหนุ่มคิดว่ามันเป็นเรื่องตลกร้ายที่สุดในชีวิตที่เขาเคยได้ยินมา แท้จริงแล้วซ่งหว่านเป็นน้องสาวต่างแม่ของเขา มีสายเลือดใกล้ชิดยิ่งกว่าลูกพี่ลูกน้อง มันทำให้เขารู้เลยว่าซ่งอวิ๋นรู้สึกอย่างไร

ที่ผ่านมาเขามันหูตามืดบอด ยึดความคิดตัวเองเป็นใหญ่ และไม่ค่อยอยากยอมรับว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด สุดท้ายแล้วเป็นอย่างไร เขาถูกตบหน้าด้วยความจริงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตอกย้ำว่าเขามันโง่เง่าขนาดไหน

“สาเหตุเกิดจากอะไรเหรอคะพี่รอง ทำไมจู่ ๆ ถึงขยับตัวไม่ได้” ซ่งหว่านน้ำตาคลอเบ้า

“ตอนแรกเราก็นึกว่าเป็นโรคทางสมอง แต่โชคดีคุณพ่อเจอหมอเก่ง เลยรู้ว่าเขาโดนวางยาพิษ ตอนนี้ไม่มีอะไรน่าห่วงแล้วล่ะ พิษกำลังถูกกำจัดออกไป” ซ่งเซียงอธิบายแทนลูกชาย ในใจเสียดลึกราวกับถูกเข็มแหลมทิ่มแทงตลอดเวลา

แต่เธอก็ยังต้องเก็บอารมณ์ เพราะพ่ออธิบายทุกอย่างให้เธอฟังหมดแล้ว เธอไม่รู้หรอกว่าเด็กคนนี้มีจุดประสงค์ใด แต่ในสายตาคนนอกที่มองเข้าไป เธอดูออกว่าตั้งแต่เด็กคนนี้ปรากฏตัวขึ้น หลายสิ่งหลายอย่างก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปในทางเลวร้าย

ไม่รู้ว่าซ่งหว่านร่วมมือกับแม่ตัวเองหรือไม่..

“อะไรนะคะ บนโลกมียาพิษร้ายแรงแบบนี้อยู่ด้วยเหรอ” ซ่งหว่านเสียงสูงขึ้นหลายระดับ เธอตกใจมากที่อีกฝ่ายรู้ตัวว่าโดนยาพิษ และรักษาอย่างทันท่วงที

มันเป็นไปได้ยังไง หมอคนนั้นเก่งกาจขนาดนั้นเลยเหรอ

“ไม่รู้เหมือนกัน แต่ตรวจเจอจริง ๆ ตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการรักษา ไม่รู้ว่าจะหายดีเมื่อไหร่ อาจใช้เวลาหลักเดือน หรืออาจจะเป็นปี” ซ่งเซินคลี่ยิ้มขมขื่น “ยังไงก็ขอบใจที่มาเยี่ยมนะ”

“พี่รองห้ามยอมแพ้เด็ดขาดนะคะ ถ้าไม่ไหวก็โทรหาฉันได้เลย ฉันอยู่ตรงนี้กับพี่รองเสมอ” ซ่งหว่านคว้ามือเขาขึ้นมาบีบเบา ๆ ใบหน้าน่ารักเต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างจริงใจ

ทว่าครั้งนี้ซ่งเซินกลับรู้สึกว่ามือของอีกฝ่ายไม่ได้ให้ความรู้สึกอบอุ่น ราวกับเขาแตะของร้อน อยากจะชักมือออกก็ทำไม่ได้ ความคลื่นเหียนตีขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ เมื่อก่อนเขาเคยชอบที่เธอเรียก ‘พี่รอง’ มันฟังแล้วอ่อนโยนและน่ารัก ทว่าวันนี้มันแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

เขากลายเป็นพี่รองที่มีน้องต่างแม่ถึงสองคน เวรกรรมกำลังตามทันและตลบหลังเขาอย่างเจ็บแสบ

“อื้ม นี่ดึกมากแล้ว เธอแวะไปเยี่ยมลุงใหญ่เถอะ”

“เข้าใจแล้วค่ะ ไว้ฉันมาเยี่ยมพี่อีกครั้งนะคะ” ซ่งหว่านก็ไม่อยากอยู่ตรงนี้นานนัก เพราะเกรงว่าความรู้สึกแท้จริงจะหลุดรอดออกมาให้อีกฝ่ายเห็น คิดแล้วเธอก็หันไปค้อมศีรษะลง “หนูไปนะคะคุณอา”

“ไปเถอะ” ซ่งเซียงพยักหน้ายิ้มๆ

คล้อยหลังซ่งหว่าน สองแม่ลูกก็สบตากัน ต่างฝ่ายต่างเห็นความคิดอ่านในแววตาของกันและกันอย่างเด่นชัด

“แม่ครับ..” ซ่งเซินไม่รู้ว่าเขาตาฝาดไปหรือไม่ เพราะจังหวะที่เธอเขามาแล้วเห็นสภาพเขา แววตาเธอมีอารมณ์อื่นเจือปน

หากเป็นเมื่อก่อนเขาก็คงไม่ทันสังเกตเห็น แต่พอทุกอย่างประเดประดังเข้ามา ก็ราวกับทุกอย่างชัดเจนขึ้น

“แม่ก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน”

...

ซ่งหว่านออกมาจากห้องซ่งเซินพร้อมความรู้สึกหงุดหงิด ทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่เธอคาดหวังไว้ โชคดีที่เธอเป็นคนเก็บอาการเก่งมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ไม่อย่างนั้นก็คงหลุดแสดงพิรุธออกไปแล้ว

กล่าวถึงพี่ชายคนรอง แม้ชาติที่แล้วเขาไม่ได้ทำอะไรให้เธอ แต่เพราะเขาไม่เคยทำอะไรเลยนั่นแหละ เขาถึงผิดมหันต์ ดังนั้นเมื่อชาตินี้เขาหมดประโยชน์ เธอก็จำเป็นต้องกำจัด เหมือนกับพ่อของเธอที่ป่วยเป็นมะเร็ง และนอนอยู่ในห้องพักผู้ป่วยเบื้องหน้าเธอตอนนี้

“คุณพ่อ..” ซ่งหว่านเปิดประตูห้องพักผู้ป่วยเข้าไปในห้อง หลังปรับอารมณ์ให้กลับมาเป็นปกติ

“อาหว่าน ทำไมวันนี้ถึงมาหาพ่อล่ะ พรุ่งนี้ลูกต้องเรียนหนังสือไม่ใช่เหรอ” ดวงตาซ่งเหวินยังคงแดงก่ำ แต่ซ่งหว่านไม่สงสัยอะไร เพราะที่ผ่านมาเขาก็ดูหดหูเช่นนี้อยู่แล้ว

“คุณพ่อร้องไห้อีกแล้วสินะคะ เพราะหนูรู้ว่าพ่อกำลังเศร้า วันนี้เลยคิดว่าจะมาอยู่เป็นเพื่อนสักคืน ไม่ต้องห่วงนะคะ พ่อจะไม่โดดเดี่ยวแน่นอน” เธอนั่งลงข้างเตียง รินน้ำเปล่าให้ท่านดื่ม

“ขอบใจนะอาหว่าน” ซ่งเหวินน้ำตานองหน้า แต่มันไม่ได้เกิดจากความซาบซึ้งใจ แต่เพราะเขากำลังทรมานกับการถูกหักหลัง ยิ่งมองหน้าซ่งหว่าน ก็ยิ่งตอกย้ำมากขึ้นว่าเธอมีส่วนคล้ายคลึงเจียงกั๋วจริง ๆ

“ไม่เอานะคะ อย่าร้องไห้” เธอใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตาให้เขาอย่างอ่อนโยน

“...” หากเป็นเวลาปกติ ซ่งเหวินคงรู้สึกว่าเขาโชคดีที่มีลูกสาวคนโตคอยดูแลใกล้ชิดเช่นนี้

“คุณพ่ออย่าปล่อยให้ตัวเองเศร้าเกินไป ยังมีหนทางรักษาอยู่ พ่อต้องเข้มแข็งนะคะ ถ้าไม่มีพ่ออยู่ บนโลกนี้หนูก็ไม่เหลือใครแล้ว ทรัพย์สมบัติที่พ่อจะให้ หนูดูแลมันคนเดียวไม่ไหวหรอกค่ะ”

ซ่งเหวินนิ่งไป หวนนึกถึงตอนคุยโทรศัพท์กับซ่งหว่านเมื่อสองวันก่อน เขาบอกว่าจะให้ทนายจัดการเรื่องทรัพย์สิน มอบทุกอย่างเป็นของซ่งหว่าน หลังจากเขาเสียชีวิตไปเธอก็จะไม่ต้องลำบาก

“อย่าเงียบสิคะคุณพ่อ รับปากหนูว่าพ่อจะไม่ทิ้งหนูไปไหน สมบัติพวกนั้นของพ่อ หนูไม่ได้ต้องการ”

ไม่ใช่เลย เธอกำลังกระตุ้นให้ซ่งเหวินมอบทุกอย่างให้เธอต่างหาก เธอจะได้ส่งเขาไปอยู่เป็นเพื่อนแม่เสียที

“ตกลง งั้นพ่อเลื่อนทนายออกไปก่อน พ่อจะหายดีแล้วอยู่กับลูกต่อไปเรื่อย ๆ” ซ่งเหวินกล่าวออกไปเช่นนี้ ขณะรอดูปฏิกิริยาของเธออย่างใกล้ชิด

ม่านตาซ่งหว่านวูบไหว ก่อนพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น “ดี ดีมากเลยค่ะ คุณพ่อรับปากหนูแล้วนะคะ”

“อืม ลูกวางใจเถอะ” ซ่งเหวินมองเห็นความผิดปกติ แต่เขาก็ยังหวังว่าตัวเองมองผิดไป

เขาเลี้ยงลูกกาเหว่ามา 18 ปี ต่อให้ไม่ใช่ลูกสาวแท้ ๆ แต่ความรักที่เขามีให้เธอก็มากมายมหาศาล ถ้าเธอเป็นคนมีความคิดซับซ้อนและร้ายกาจเหมือนมารดา เขาคงทำใจไม่ได้

“เดี๋ยวหนูไปล้างหน้าล้างตาก่อนนะคะ วันนี้เหนื่อยมากเลย” ซ่งหว่านต้องการพื้นที่สงบสติอารมณ์ตัวเอง ไม่อย่างนั้นเธอต้องระเบิดออกมาแน่ ๆ

วันนี้มีแต่เรื่องที่ไม่เป็นไปดั่งใจหวัง ช่างน่าโมโหเสียจริง

“ไปเถอะ นี่ดึกแล้ว ลูกจะได้รีบพักผ่อน” ซ่งเหวินพยักหน้ารับ

ทันทีที่เธอเปิดประตูเชื่อมไปยังห้องเฝ้าไข้สำหรับญาติผู้ป่วย ซ่งเหวินก็หยิบโทรศัพท์ออกมา และสิ่งที่เขาเห็นผ่านกล้องจิ๋วที่เพิ่งติดวันนี้สด ๆ ร้อน ๆ ทำให้ใจของเขาร้อนระอุดุจมีลาวาร้อนเดือดพล่านอยู่ภายใน

ซ่งหว่านเอนหลังพิงประตู มือทั้งสองข้างกำแน่น ขบกรามอย่างแรงจนขึ้นสันนูน พลางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าอากัปกิริยาของเธอถูกถ่ายทอดไปถึงซ่งเหวินที่นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย

...

ความหนาวเย็นที่ค่อย ๆ แทรกซึมไปทั่วมหาวิทยาลัยชิงหวา ต้นแปะก๊วยสองข้างทางเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลืองทอง ใบไม้ที่ร่วงหล่นเกลื่อนพื้นถูกลมหนาวพัดให้ไหลไปตามทางเดินเป็นระลอก นักศึกษาหลายคนสวมเสื้อโค้ตหนา ผ้าพันคอ และเสื้อไหมพรม ขณะรีบเดินข้ามลานมหาวิทยาลัยไปยังอาคารเรียน

ซ่งอวิ๋นปั่นจักรยานไปยังอาคารเรียนพร้อมกับเฟิงหรง เธอยังคงใช้ชีวิตในรั้วมหาลัยราวกับว่าชีวิตไม่มีเรื่องราวเคร่งเครียดใด ๆ สดใสและมีความสุขมากเสียจนซ่งหว่านที่เฝ้ามองอยู่ไกล ๆ เป็นฝ่ายร้อนรุ่มใจ

ซึ่งเธอได้เสนอกับปู่ซ่งไปแล้วว่าไม่จำเป็นต้องปิดบังเรื่องที่ซ่งหว่านไม่ใช่ลูกสาวตระกูลซ่ง เพราะเขาสามารถตบตาคนอื่นได้ว่าเขาสงสัยว่าซ่งหว่านอาจไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของซ่งเหวิน เนื่องจากเธอหน้าตาไม่คล้ายคลึงกับคนตระกูลซ่ง จึงแอบตรวจดีเอ็นเออย่างลับ ๆ

ผู้เฒ่าซ่งเห็นด้วยกับความคิดหลานสาว เขาจึงถามความเห็นซ่งเหวินว่าต้องการหรือไม่ ตอนแรกเขานึกว่าซ่งเหวินจะปฏิเสธ เพราะใจหนึ่งก็ยังรักซ่งหว่าน

ทว่าผิดคาด ซ่งเหวินตอบตกลงโดยไม่ลังเล เพราะเขาเห็นพฤติกรรมแปลก ๆ ของซ่งหว่านผ่านกล้อง จนรู้สึกว่าชีวิตตนเองเริ่มไม่ปลอดภัยขึ้นมา

“อาอวิ๋น ฉันว่ามีคนมองเธอแปลก ๆ นะ” เฟิงหรงปั่นจักรยานตีคู่มากับเพื่อนสนิท เธอรู้สึกว่าวันนี้สายตาของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยจ้องมองซ่งอวิ๋นแปลก ๆ

ไม่เพียงแค่มองเท่านั้น แต่ยังแอบหันไปซุบซิบกันอย่างออกรส

“จริงเหรอ” ซ่งอวิ๋นมัวแต่คิดอะไรเพลิน ๆ จึงไม่ทันสังเกต เมื่อเธอตั้งใจกวาดสายตาไปโดยรอบ ถึงรู้ว่าเฟิงหรงพูดถูกต้อง

“เกิดเรื่องอะไรขึ้นอีกหรือเปล่า” เฟิงหรงกังวลแทนซ่งอวิ๋น

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” ซ่งอวิ๋นคิ้วกระตุก เดาว่าซ่งหว่านคงสร้างเรื่องอะไรขึ้นมาอีกแล้ว

แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร หล่อนก็คงไม่รู้ว่าเรื่องของตัวเองใหญ่กว่าหลายเท่า และหากเธอรู้ว่าตนเองโดนอะไร ถึงทำให้สายตาทุกคนมองเธอแปลก ๆ เช่นนี้ เธอจะทำให้เรื่องที่ซ่งหว่านไม่ใช่ลูกสาวแท้ ๆ ของพ่อดังสนั่นยิ่งกว่า