LNCrawler

กระชากหน้ากาก

คุณหนูใหญ่ซ่งอวิ๋น — novel.dek d.com · All chapters

กระชากหน้ากาก

“อาอวิ๋น.. เข้าไปดูในฟอรัมของมหาวิทยาลัยหรือยัง” ฟ่านเยว่ปั่นจักรยานจากคณะวิศวะ มาหาเพื่อนที่คณะบริหารอย่างร้อนอกร้อนใจ

“เกิดเรื่องอะไรขึ้นใช่ไหม ฉันก็รู้สึกว่ามีมองเสี่ยวอวิ๋นแปลก ๆ เหมือนกัน” เฟิงหรงขยับแว่น ลนลานตามไปด้วย

“ฉันยังไม่ได้ดูฟอรัม เกิดอะไรขึ้น” ซ่งอวิ๋นขมวดคิ้วมุ่น คว้าโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกง กดเข้าไปในฟอรัมของมหาวิทยาลัย ก่อนพบหัวข้อกระทู้ที่กำลังมีการถกเถียงอย่างร้อนแรงอยู่ในตอนนี้

อันดับหนึ่งของผู้เข้าสอบเกาเข่าแล้วยังไง? ทอดทิ้งพ่อที่ป่วยเป็นมะเร็ง อกตัญญูสุด ๆ

เมื่อคืนมีคนส่งข้อมูลมาให้ฉัน บอกว่าผู้หญิงคนนี้คืออันดับหนึ่งของผู้เข้าสอบเกาเข่า ผลการเรียนยอดเยี่ยม อนาคตสดใส ใคร ๆ ต่างก็ชื่นชมว่าเป็นอัจฉริยะ แต่พ่อแท้ ๆ ของเธอกลับกำลังป่วยเป็นมะเร็งและรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

แล้วลูกสาวที่ทุกคนยกย่องว่าเก่งที่สุดคนนี้เคยไปเยี่ยมพ่อหรือไม่? ไม่เคยเลยสักครั้ง คนหนึ่งนอนอยู่ในโรงพยาบาลต่อสู้กับโรคร้าย ขณะที่อีกคนยังใช้ชีวิตอยู่ในมหาวิทยาลัยเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เก่งกาจจนสอบได้อันดับหนึ่ง แล้วความกตัญญูอยู่ที่ไหน?

[หมายถึงคุณหนูใหญ่ซ่งใช่ไหม]

[ก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่หรอก ส่วนมากคนเก่ง ๆ อีคิวต่ำกันทั้งนั้น ไม่ค่อยมีความเห็นอกเห็นใจหรือกตัญญู]

[ไม่อยากเชื่อเลย ฉันเจอเธอในหอบ่อยนะ เธอก็ดูไม่เหมือนคนใจดำ]

[ฉันรู้มาว่าพ่อแม่ของเธอหย่ากันแล้ว เพราะพ่อของเธอมีลูกนอกสมรสอยู่ข้างนอก แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลให้เธออกตัญญู]

[ลูกนอกสมรสก็อันดับสองเกาเข่านั่นไง แต่ฉันไม่เห็นว่าพวกเธอมีปัญหากันนะ]

[ผิดหวังจัง คนเก่ง ๆ ทำไมเป็นแบบนี้ไปหมด]

[ทำไมถึงคิดว่าเธอไม่ได้ไปเยี่ยมพ่อล่ะ แม่ของฉันป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล เจอเธอไปโรงพยาบาลหลายครั้งนะ]

[ฉันรังเกียจคนอกตัญญูแบบนี้ที่สุดเลย]

“อ้อ เรื่องนี้เองเหรอ” ซ่งอวิ๋นไหวไหล่น้อย ๆ ไม่สะทกสะท้อนกับข่าวลือ ถึงบางคนจะทำเธอหงุดหงิดนิดหน่อยก็ตาม

ยังไงมันก็เป็นความจริง เธอไปแอบดูพ่อ แต่ไม่ได้เข้าไปเยี่ยมเขาโดยตรง

“เธอไม่โกรธเหรอ มีคนเหน็บแนมเยอะมาก อ่านแล้วฉันยังควันออกหูเลย” ฟ่านเยว่โกรธแทนเพื่อน พวกนั้นกล้าดียังไงเอาเรื่องในครอบครัวคนอื่นมาพูดกันสนุกปาก

“ทุกคนหนีการติฉินนินทาไม่พ้นหรอก แค่เรื่องของฉันมันน่าเอามานินทามากไปหน่อย พวกเขาเลยสนุกปาก พอมีเรื่องอื่นน่าสนใจมากกว่า เดี๋ยวพวกเขาก็เลิกสนใจฉันไปเอง”

ก็นะ เรื่องของซ่งหว่านน่าสนใจกว่าตั้งเยอะนี่นา

“แล้ว.. อยากแก้ข่าวหน่อยไหม เดี๋ยวฉันช่วยเอง” ฟ่านเยว่รู้จักเพื่อนในมหาวิทยาลัยเยอะมาก การพูดปากต่อปากก็ช่วยแก้ความเข้าใจผิดได้

“ขอบใจนะอาเยว่ อาหรงก็ด้วย พวกเธอใจดีกับฉันตลอดเลย”

แม้เธอจะไม่รู้สึกอะไรกับข่าวลือมากนัก แต่เพื่อน ๆ กลับเป็นห่วงเป็นใย และเดือดร้อนแทนเธอขนาดนี้ ชีวิตนี้ไม่ต้องมีเพื่อนมากมาย แค่มีเพื่อนเปี่ยมคุณภาพไม่กี่คนก็พอแล้ว

“ก็พวกเราเป็นเพื่อนกันนี่นา” เฟิงหรงตบบ่าซ่งอวิ๋น ขณะที่ฟ่านเยว่ยิ้มกว้างแล้วส่ายหน้า เป็นเชิงว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร

...

เย็นวันเดียวกันนั้น ระหว่างที่ซ่งหว่านกำลังมีความสุขกับการเห็นซ่งอวิ๋นถูกนินทา พ่อของเธอก็โทรมาบอกให้เธอไปโรงพยาบาลด่วน

ตอนแรกเธอเข้าใจว่าอาการของเขาแย่ลง จึงเร่งรีบออกจากมหาวิทยาลัย แต่ใครจะรู้ว่าสิ่งที่รอเธออยู่คือเรื่องที่เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อน

หญิงสาวเปิดเข้าไปในห้องพักผู้ป่วย คนที่อยู่ด้านในนั้นนอกจากพ่อของเธอแล้ว ผู้เฒ่าซ่งยังนั่งอยู่ด้วยอีกคนหนึ่ง หัวใจเธอกระตุกวูบตกไปอยู่ตาตุ่ม ลางสังหรณ์ร้องเตือนเธอว่ามีบางอย่างผิดปกติ

“สวัสดีค่ะ” ซ่งหว่านพยายามสงบสติอารมณ์ เดินเข้าไปค้อมศีรษะทำความเคารพผู้เฒ่าซ่งอย่างนอบน้อม

“อาหว่าน.. อยู่กับฮวาผิงแทบจะตลอดเวลา เคยเห็นแม่เขาทำตัวแปลก ๆ หรือติดต่อใครบางหรือเปล่า” น้ำเสียงขมขื่นและเจ็บปวดไต่ถามลูกสาวนอกสายเลือด พอต้องเอ่ยเรื่องนี้ตามตรง เขาก็ปากคอสั่นไปหมด

“พ่อหมายถึงอะไรคะ หนูไม่เข้าใจ” เนื้อตัวเธอชาวาบ สายตาเลื่อนลงไปจับจ้องกระดาษสีขาวในมือผู้เป็นพ่อ พลันหูอื้อตาลายขึ้นมา

“ฉันสงสัยมาตั้งแต่แรกว่าเธออาจจะไม่ใช่ลูกสาวของเจ้าใหญ่ แต่เพราะมีผลตรวจดีเอ็นเอยืนยัน เลยปล่อยผ่าน แต่พอซ่งเหวินป่วยหนัก ฉันอยากแน่ใจอีกครั้งว่าเธอมีสายเลือดตระกูลซ่งจริง ๆ เลยตรวจดีเอ็นเอใหม่”

ผู้เฒ่าซ่งได้เห็นคลิปแล้ว ลับหลังซ่งเหวิน เด็กคนนี้มีท่าทีเป็นยังไง ดังนั้นจึงยิ่งเห็นด้วยกับสิ่งที่เสี่ยวอวิ๋นเสนอ กอปรกับวันนี้มีข่าวลือแย่ ๆ เกี่ยวกับหลานสาว เขายิ่งมั่นใจว่าไม่ควรให้เด็กคนนี้ไปไกลเกินควร

“ไม่จริง! หนูจะไม่ใช่ลูกของคุณพ่อได้ยังไงคะ คุณปู่เห็นว่าพ่อกำลังแย่ เลยใช้โอกาสนี้กำจัดหนูใช่ไหม” ซ่งหว่านแทบล้มทั้งยืน สะอึกสะอื้น น้ำตาไหลราวสั่งได้ “ทำไมถึงใจร้ายกับหนูขนาดนี้ ตอนนี้หนูเหลือแค่พ่อคนเดียวแล้วนะคะ”

“ถ้าฉันอยากกำจัดเธอ มีหลายวิธีที่คนอย่างฉันสามารถทำได้ ไม่ต้องเสียเวลาแบบนี้ แล้วที่ฉันบอกความจริง เพราะอยากให้เธอรู้จุดยืนของตัวเอง” ผู้เฒ่าซ่งอธิบายด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ สายตาจับจ้องซ่งเหวินวูบหนึ่ง อาการป่วยของลูกชายแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด แต่จะอย่างไรก็แล้วแต่ ซ่งเหวินควรตื่นมาพบความจริง ไม่ใช่ฝันหวานอยู่อย่างนั้น

“แล้วหนูทำอะไรผิดคะ ที่ผ่านมาหนูก็พยายามไม่ไปรบกวนแล้ว หนูแค่อยากอยู่สงบ ๆ กับคุณพ่อ มันผิดขนาดนั้นเลยเหรอคะ”

“สิ่งที่เธอทำ พ่อของเธออาจรักเธอจนดูไม่ออก แต่มันไม่ได้แนบเนียนขนาดนั้นหรอก อีกอย่าง.. เสี่ยวอวิ๋นไม่เคยประมาทเลยสักครั้ง เก็บหลักฐานที่เธอพูดไว้ทั้งหมด อยากลองฟังดูไหม”

ผู้เฒ่าซ่งชูโทรศัพท์ขึ้นกลางอากาศ เพิ่งได้ฟังคลิปเสียงจากหลานสาว จึงรู้ว่าที่ผ่านมาซ่งอวิ๋นอดทนอดกลั้นขนาดไหน บางทีข่าวลือในฟอรัมของมหาวิทยาลัย อาจเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้หลานสาวของเขาหมดความอดทน

หากซ่งอวิ๋นรู้ความคิดของผู้เฒ่าซ่ง เธอคงยอมรับตรง ๆ ว่าเธอไม่อยากทนแล้วจริง ๆ มีสกิลนางเอกแล้วยังไง สู้แล้วแพ้ก็แค่ตาย มาถึงจุดนี้แล้วเธอก็ทำได้แค่ดับเครื่องชน

ซึ่งซ่งเหวินก็ได้ฟังทั้งหมดแล้วเช่นกัน เขาได้รู้จักลูกสาวแสนดีที่เขาเฝ้าทะนุถนอมมาตลอด หน้ากากอ่อนหวานแสนบริสุทธิ์ของเธอถูกกระชากออก เผยให้เห็นเนื้อในอันน่ารังเกียจ

ซ่งหว่านถอยหลังไปหลายก้าว ใบหน้างดงามบิดเบี้ยวไม่น่าดู พลางส่ายศีรษะ แขนขาเธอชาแทบจะไม่มีเรี่ยวแรงพยุงร่างกาย หญิงสาวเพิ่งพบความจริงข้อหนึ่ง

ที่ผ่านมาเธอประมาทซ่งอวิ๋นเกินไป คิดว่าตัวเองเหนือกว่าเพราะได้รับโอกาสเกิดใหม่ จึงเผลอใช้อารมณ์เหนือเหตุผล เปิดเผยความเกลียดชังต่อหน้าซ่งอวิ๋น ทำให้อีกฝ่ายมีโอกาสเก็บหลักฐานไปได้

“เอาเถอะ ฉันเข้าใจว่าเธอมีปม เกิดมาแล้วก็อยู่ในเงามืด เธอคิดมาตลอดว่าตัวเองควรได้เป็นคุณหนูใหญ่ พูดไปพูดมา ความผิดก็เกิดจากซ่งเหวินจริง ๆ ดังนั้นฉันจะชดเชยให้”

“...” ซ่งเหวินหลับตาลง เขาไม่มีเรี่ยวแรงมากพอจะอ้าปากพูดอีกแล้ว

“ชดเชย?” ซ่งหว่านดวงตาแดงก่ำ ลมหายใจถี่กระชั้น ทุกอย่างกำลังพังทลายลงไปต่อหน้าต่อตา

มันรวดเร็วเกินไป เธอตั้งตัวไม่ทัน อารมณ์มากมายผสมปนเปอยู่ภายใน ยังยืนอยู่ได้ก็นับว่ามีสติมากแล้ว

“เธอจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับตระกูลซ่งอีกแล้ว แต่ฉันจะให้ทรัพย์สินส่วนหนึ่งกับเธอ ตราบใดที่เธอไม่กลับมาวุ่นวาย เธอก็จะสุขสบายไปตลอดชีวิต”

ไม่ใช่เลย เขาไม่ได้มีเมตตาถึงขนาดนั้น เขาปล่อยเธอไปเพราะต้องการรอดูว่าเด็กคนนี้จะทำยังไงต่อ หากหล่อนสิ้นคิด เขาก็มีเหตุผลให้จัดการขั้นเด็ดขาด และบางทีสายป่านเส้นนี้อาจล่อให้ฮวาผิงออกมาจากเงามืด

...

ภายในบ้านสวนในทางใต้ของเมือง หญิงชราผู้หนึ่งเอนกายนอนอยู่บนเก้าอี้โยกใต้ต้นไม้ สวมเสื้อตัวบางท่ามกลางอากาศหนาว แต่เธอกลับไม่สะทกสะท้านราวกับร่างกายไม่อาจสัมผัสถึงอุณหภูมิใด ๆ  ตามผิวหนังยังมีร่องรอยแผลเป็นเก่า ๆ ให้เห็น

“ที่ผ่านมา ฉันคงให้อิสระกับพวกเธอมากเกินไป ถึงได้ประมาทจนแผนพังไม่เป็นท่าขนาดนี้” หญิงชราพูดไปยิ้มไป คล้ายพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ แต่กลับทำให้หญิงวัยกลางคนทั้งสองที่ยืนอยู่เบื้องหน้าสั่นสะท้านไปทั่วสรรพางค์กาย

“นายหญิงผู้เฒ่า..” ฮวาผิงหลุบตาลง ขบเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น ไม่หลงเหลือมาดนางพญายามสั่งงานกับลูกน้อง

“ไม่มีอะไรจะแก้ตัวสินะฮวาผิง รุ่ยถิง.. เธอล่ะ ใช้ชีวิตอยู่กับ ลูกชาย ของฉันมาหลายปี ไปทำอีท่าไหนถึงโดนนังโง่ตระกูลซ่งจับได้” หญิงชราหันไปยิ้มให้รุ่ยถิง

เธอเก็บเด็กสองคนนี้มาเลี้ยงดู และฝึกฝนจนเชื่อง เพื่อให้ทำงานสำคัญหลายอย่าง และสองคนนี้ล้วนพัวพันกับลูกชายของเธอทั้งคู่ แต่ทุกอย่างล้วนเกิดจากคำสั่งของเธอ

เธอรู้อยู่แก่ใจว่าฮวาผิงไม่ได้รู้สึกรักหรือชมชอบอากั๋ว ทำเพื่อให้งานสำเร็จ แต่กับรุ่ยถิงนั้นทำเกินหน้าที่ไปมาก หลายปีมานี้คงใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเกินไป จนหลงคิดไปว่าตัวเองจะเป็นภรรยาของลูกชายเธอจริง ๆ

“ปะ เป็นเพราะผู้เฒ่าซ่งค่ะ”

“ฮะ ฮ่า ๆ ตาแก่สารเลวนั่นก็ฉลาดจริง ๆ แต่ก็อีกนั่นแหละ เป็นเพราะมัน ชีวิตฉันถึงต้องเหลวแหลกแบบนี้”


เรื่องนี้คล้ายนิยายเก่าของไรท์ใช่ไหมคะ มันน่าเบื่อหรือเปล่าคะ ไรท์ไม่รู้ตัวเลยว่าเหมือน แค่เขียนตามแบบที่ชอบ พล็อตที่รู้สึกว่าเขียนแล้วสนุก เรื่องหน้าไรท์จะเปลี่ยนไปเขียนพล็อตอื่นบ้าง สปอยว่ามี 4 พาร์ท แต่ละพาร์ทจะทำอีบุ๊กลงก่อนนิยายจบด้วย ฝากเป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รัก.