LNCrawler

เสวี่ยหลาน

คุณหนูใหญ่ซ่งอวิ๋น — novel.dek d.com · All chapters

เสวี่ยหลาน

“หลังจากนี้พวกเราจะไม่พลาดอีกค่ะ” ฮวาผิงค้อมศีรษะลงต่ำ บรรยากาศอึดอัดกดทับบ่าจนหายใจไม่คล่องนัก

นายหญิง เสวี่ยหลาน รับเธอและรุ่ยถิงมาดูแลตั้งแต่อายุยังน้อย ชีวิตท่านผ่านเรื่องราวขมขื่นมาเยอะเกินไป ทั้งความรักและความแค้นปนเปไม่อาจแยกแยะ

หากกล่าวถึงปมความแค้นที่มีต่อตระกูลซ่ง ก็ต้องเริ่มมาจากที่เสวี่ยหลานถูกภรรยารองของนายท่านเสวี่ยผู้เป็นพ่อวางแผนร้าย ทำให้รถยนต์ที่นั่งไปนั้นประสบอุบัติเหตุ พุ่งชนประสานงากับรถอีกคันหนึ่ง

สุดท้ายรถที่เสวี่ยหลานนั่งมาพุ่งตกจากภูเขา กลายเป็นบุคคลหายสาบสูญ เสวี่ยหลานเข้าใจมาตลอดว่าอุบัติเหตุในครั้งนั้น คู่กรณีคือซ่งเต๋อ เพราะอยู่ในแวดวงเดียวกัน ในยุคนั้นรถยนต์ไม่ได้ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศ

ทว่าอุบัติเหตุนั้นรุนแรงเกินไป เธอสูญเสียความทรงจำ ถูกช่วยเหลือจากสามีภรรยาแซ่เฉา ที่ดำเนินชีวิตด้วยการหาของป่าขาย พอเธอจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน สองสามีภรรยาสูงวัยก็มอบชื่อแซ่ให้เธอเสียใหม่ เฉาจิ้งอี๋

และช่วงเวลานั้น หมู่บ้านท่ามกลางป่าเขาที่สองสามีภรรยาอาศัยอยู่เริ่มมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาสำรวจ และสั่งให้คนในหมู่บ้านต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนอย่างเป็นทางการ เฉาจิ้งอี๋จึงมีชื่อและตัวตนใหม่

วันหนึ่งเฉาจิ้งอี๋นำของป่าไปขายในเมือง บังเอิญเจอนายท่านเจียง ทั้งสองตกหลุมรักกัน นายท่านเจียงในเวลานั้นหลอกเธอว่าเขายังไม่แต่งงาน ทั้งสองมีความสัมพันธ์กัน โดยเฉาจิ้งอี๋ไม่รู้เลยว่าตนกำลังโดนหลอก

นายท่านเจียงเห็นว่าเธอดูซื่อ ๆ หลอกง่าย จึงมาหาเธออยู่เรื่อย ๆ กระทั่งสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เธอตั้งครรภ์ทั้งที่ยังไม่ได้แต่งงาน ท่านเจียงดีใจมาก ด้วยความที่อยากมีลูกมาตลอด แต่ก็รู้เช่นกันว่าเขาเลิกกับภรรยาแล้วยกให้เธอเป็นที่หนึ่งไม่ได้

เขารับเธอไปอยู่ด้วยในบ้านหลังหนึ่ง รอจนกระทั่งเธอคลอดลูกออกมา ก่อนจะทำเรื่องที่โหดร้ายกับเธออย่างไม่น่าให้อภัย เก็บลูกไม่เก็บแม่

หลังจากเธอคลอดลูกเพียงหนึ่งเดือน เขาใช้อำนาจในมือพรากลูกไปจากอกเธออย่างโหดเหี้ยม ก่อนจะสั่งให้คนปิดปากเธอ นำเธอไปทิ้งไว้ในป่า

แต่อาจเพราะเธอยังไม่ถึงที่ตาย จึงได้รับความช่วยเหลือจากนายพราน แต่คราวนี้ความทรงจำของเธอกลับมาทั้งหมด รู้ว่าแท้จริงแล้วเธอคือ เสวี่ยหลาน ลูกสาวเพียงคนเดียวของตระกูลเสวี่ย

เสวี่ยหลานเก็บความแค้นไว้ในใจ กลับบ้านตระกูลเสวี่ยอีกครั้ง ทว่าลูกสาวที่กลับมาบ้านมีสภาพยับเยินเช่นนี้ นายท่านเสวี่ยกลัวเธอจะถูกนินทาว่าร้าย จึงไม่เคยพาเธอออกงานสังคม ให้เธออยู่ในบ้านเสวี่ยอย่างเงียบ ๆ

กระทั่งเธอได้แต่งงานอีกครั้งกับนักการเมืองมือสะอาด เขาไม่สนใจว่าเธอเคยผ่านอะไรมา หรือร่างกายเธอเต็มไปด้วยแผลเป็นน่าเกลียด ทำให้จิตใจดำมืดของเธอพบเจอแสงสว่างอีกครั้ง

หากแต่เขาเสียชีวิตเร็วเกินไป ชีวิตที่กำลังจะดีขึ้นค่อย ๆ กลับไปสู่จุดมืดดำ เสวี่ยหลานเริ่มแก้แค้นทุกคนที่ทำให้ชีวิตเธอแหลกเหลว ไม่ว่าจะเป็นเมียรองของพ่อ นายท่านเจียงและภรรยา

แต่เธอไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าเจียงกั๋ว เพราะเธอสกปรกเกินไป จึงปกป้องและมองดูเขาอยู่ห่าง ๆ

คล้ายว่าสวรรค์เข้าข้าง ลูกชายของเธอแต่งงานกับลูกสาวตระกูลซ่ง จากที่คิดว่าอาจไม่มีโอกาสโค่นล้มตระกูลมหาเศรษฐี เธอจึงเริ่มวางหมากทีละขั้นตอนไปเรื่อย ๆ

ส่งฮวาผิงและรุ่ยถิงไปพัวพันและกัดกินตระกูลซ่งจากภายใน หลานสาวของเธอเป็นผลงานที่เธอพึงพอใจที่สุด เพราะการที่ซ่งหว่านมีความคิดเกลียดชังคนตระกูลซ่งเข้ากระดูกดำ เกิดจากการปลูกฝังของฮวาผิงล้วน ๆ

“ตาแก่ซ่งฉลาดขนาดนั้น จะพลาดก็ไม่แปลก แต่ทำไมเธอถึงใจอ่อน” เสวี่ยหลานยิ้มกว้างกว่าเดิม

“ฉัน..” ฮวาผิงสะดุ้งอยู่ในใจ นายหญิงผู้เฒ่ามีหูตามากมาย คงจับตาดูพวกเธออยู่ตลอด จึงรู้ว่าวันนั้นเธอทำเรื่องงี่เง่าลงไป ซึ่งเธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงตัดสินใจลงจากรถ

“หลังจากนี้ห้ามออกจากที่นี่เด็ดขาด ตาแก่ซ่งฉลาด เธอคิดว่าหลานสาวจะโง่เหรอ เจอคนหน้าตาคล้ายเมียน้อยพ่อตัวเอง ถึงจะไม่รู้ตัวในตอนแรก แต่ก็ต้องสะกิดใจทีหลังแน่” หญิงชรากลั้วหัวเราะไร้อารมณ์

“เข้าใจแล้วค่ะ”

“เรื่องนี้จบลงเมื่อไหร่ พวกเธอจะได้ไปมีชีวิตอิสระ”

“นายหญิงคะ วันนั้นคนที่ขับรถชนนายหญิงคือซ่งเต๋อจริง ๆ เหรอคะ บางทีอาจจะเป็นคนอื่น..” รุ่ยถิงทำใจกล้า ถามสิ่งที่คาใจมาตลอด

หากมันเป็นเพียงความเข้าใจผิด ไม่ใช่ว่าที่ผ่านมาท่านเสียเวลาหลายสิบปีคั่งแค้นคนคนหนึ่งไปโดยเปล่าประโยชน์หรือ

“เป็นมันนั่นแหละ” ความแค้นระหว่างเธอกับซ่งเต๋อ ไม่ได้เกิดจากที่เขาขับรถชนเท่านั้น ต่อให้เรื่องอุบัติเหตุเป็นการเข้าใจผิด เธอก็ไม่คิดละเว้นตระกูลซ่งอยู่ดี เพราะเจ้าสารเลวนั่นทำให้สามีเธอต้องตาย

...

ซ่งหว่านพาตัวเองออกจากห้องพักผู้ป่วยของซ่งเหวิน สีหน้าเธอยังคงบิดเบี้ยว ริมฝีปากสั่นระริก การถูกเปิดโปง และความจริงที่ว่าเธอไม่ได้มีสายเลือดตระกูลซ่งกำลังสร้างบาดแผลเหวอะหวะ

ทว่าเมื่อเดินออกมาเธอกลับเห็นซ่งอวิ๋นนั่งพิงเก้าอี้อยู่หน้าห้องด้วยท่าทางไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ราวกับมารอดูเรื่องสนุก อารมณ์ที่เธอข่มกลั้นไว้ก็ปะทุขึ้นมาราวกับภูเขาไฟระเบิด

“ซ่งอวิ๋น” ดวงตาเธอแดงก่ำไม่ต่างจากสัตว์ป่าบาดเจ็บ ทันทีที่สบตากัน เธอก็พุ่งเข้าไปหาอย่างไม่ลังเล

ซ่งอวิ๋นไหวตัวทัน เอี้ยวกายหลบมือที่หมายจะจิกเส้นผมเธอพร้อมพายุอารมณ์ ก่อนจะใช้สันมือสับข้อมืออีกฝ่ายอย่างไม่ปรานี

“โอ๊ย!” ซ่งหว่านหน้าซีด ข้อมือปวดแปลบจนใบหน้าเธอบิดเบี้ยวเหยเก แต่ความเจ็บปวดนั้นยังไม่อาจระงับอารมณ์ของเธอได้ จึงพุ่งเข้าไปหาซ่งอวิ๋นอีกครั้ง

“ให้ตายสิ อย่าดื้อด้านได้ไหม ปกติฉลาดนักไม่ใช่หรือไง” ซ่งอวิ๋นฉวยจังหวะนั้นบิดแขนซ่งหว่านไพล่หลัง

ความห่างชั้นระหว่างคนที่ฝึกศิลปะต่อสู้ตั้งแต่เด็ก กับคนที่ไม่เคยฝึกฝนมาก่อนแสดงออกให้เห็นอย่างเด่นชัด

“ปล่อย ฉันบอกให้แกปล่อย” ซ่งหว่านในตอนนี้ไม่ต่างจากหมาบ้า เธอสติหลุดเพราะเรื่องไม่คาดฝัน ภาพลักษณ์ใสซื่ออ่อนหวานที่เพียรสั่งสมมามลายหายไปหมดแล้ว

“ปล่อยให้เธอหันมาแว้งกัดฉันอีกเหรอ” ซ่งอวิ๋นกลอกตามองบน เธอไม่ได้โง่เสียหน่อย “อย่าสร้างปัญหาเลย ตอนนี้เธอไม่ใช่คนตระกูลซ่งด้วยซ้ำ พ่อปกป้องเธอไม่ได้อีกแล้ว”

“เพราะแกนั่นแหละ แกร่วมมือกับตาแก่นั่นปลอมผลตรวจดีเอ็นเอใช่ไหม” ซ่งหว่านพยายามดิ้นให้หลุดจากพันธนาการ แต่ซ่งอวิ๋นแข็งแรงเกินไป เธอสู้แรงอีกฝ่ายไม่ได้เลยสักนิด ยิ่งดิ้นมากเท่าไหร่ แรงบีบจากมือของซ่งอวิ๋นก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ

“ถ้าการหลอกตัวเองทำให้เธอสบายใจก็ทำไปเถอะ หรือถ้าเธอไม่เชื่อผลตรวจจริง ๆ กลับเข้าไปขอเส้นผมจากพ่อแล้วเอาไปตรวจก็ดะ!!” เสียงของซ่งอวิ๋นขาดห้วงทันควัน

“ทำบ้าอะไรของเธอวะ” ฉินชางพุ่งเข้ามาผลักซ่งอวิ๋นจนเสียหลักไปชนกำแพง และเสียงตะคอกของเขาดังมากพอที่จะเรียกความสนใจจากพยาบาล รวมถึงผู้เฒ่าซ่งที่อยู่ในห้อง

ซ่งอวิ๋นไหล่กระแทก แม้จะมึนงงในแวบแรก แต่ร่างกายเธอกลับเคลื่อนไหวรวดเร็ว หันกลับไปปล่อยหมัดลุ่น ๆ กระแทกใบหน้าฉินชางโดยที่เธอเองก็ไม่ทันคิด

ผลั่ว!!

ฉินชางไม่ทันตั้งตัว ศีรษะสะบัดไปตามแรงกระแทก ร่างทั้งร่างเซถอยหลังไปสองก้าว ความมึนงงแล่นวาบขึ้นมาในหัวจนต้องยกมือขึ้นกุมปลายคางเอาไว้

ประตูห้องพักผู้ป่วยถูกเปิดออกในจังหวะนั้นพอดี ผู้เฒ่าซ่งเดินออกมาพร้อมกับสีหน้าเคร่งขรึม ทว่าเพียงก้าวพ้นประตู สายตาก็พลันหยุดนิ่ง

ตรงหน้าเขา ฉินชางกำลังยกมือกุมปลายคาง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บและโกรธเกรี้ยว ส่วนซ่งอวิ๋นยืนพิงกำแพงอยู่ไม่ไกลนัก ไหล่ข้างหนึ่งยังเจ็บจากแรงกระแทก ขณะที่ซ่งหว่านหอบหายใจถี่กระชั้น

“เกิดอะไรขึ้น?” เสียงของผู้เฒ่าซ่งไม่ได้ดังมาก แต่กลับทำให้บรรยากาศโดยรอบเงียบลง เขาก้าวขึ้นหน้า ดึงหลานสาวมาไว้ด้านหลัง

ซ่งอวิ๋นไม่ได้บอกเขาไว้ก่อนว่าจะมา เขาเลยไม่รู้ว่าเธอมาอยู่หน้าห้องพักผู้ป่วยตั้งแต่เมื่อไหร่

“เจอคนพาลนิดหน่อยค่ะคุณปู่” ซ่งอวิ๋นยกมือนวดหัวไหล่

“ผมเห็นซ่งหว่านกำลังโดนรังแก เลยเข้ามาช่วย ไม่รู้คุณหนูซ่งไปโมโหอะไรมา ถึงต่อยผมแบบนี้” ฉินชางพยายามระงับอารมณ์ และอธิบายสิ่งที่เห็นให้ผู้เฒ่าซ่งฟัง

ปกติเขาไม่ได้หลุดการควบคุมง่ายขนาดนี้ แต่ภาพที่เขาเห็นคือซ่งหว่านกำลังถูกซ่งอวิ๋นจับเอามือไพล่หลัง สีหน้าคนรักของเขาเจ็บปวดจนบิดเบี้ยว แล้วใครจะทนได้

“พูดเอาดีเข้าตัวเก่งจังเลยนะคะ ดูกล้องวงจรปิดหน่อยไหมว่าเธอทำอะไร ฉันถึงต้องล็อกแขนเธอไว้แบบนั้น อีกอย่างคุณโดนต่อยเพราะอะไร น่าจะรู้อยู่แก่ใจนะ” ซ่งอวิ๋นแค่นเสียงขึ้นจมูก เขาผลักเธอแรงขนาดนั้น เธอไม่หักแขนเขาก็นับว่าปรานีแล้ว

ซ่งหว่านกำหมัดแน่น หางตาเห็นพยาบาลสองคนกำลังเดินเข้ามา เธอไม่ต้องการให้มันเป็นเรื่องใหญ่ไปมากกว่านี้ จึงคว้าแขนฉินชางแล้วดึงเขาเดินจากไปทันควัน

“...” ผู้เฒ่าซ่งหรี่ตาจับจ้องแผ่นหลังคนทั้งคู่ ไอเย็นเยือกแผ่ออกมาจนพยาบาลที่ตั้งใจจะเข้ามาถามไถ่เหตุการณ์ ตัวแข็งทื่อ

“ไม่มีอะไรแล้วค่ะ ขอโทษที่ทำเสียงดังเอะอะนะคะ” ซ่งอวิ๋นค้อมศีรษะให้พยาบาล มืออีกข้างนวดไหล่เบา ๆ

เธอไม่รู้ว่าฉินชางมาทันเห็นเหตุการณ์ได้อย่างไร แต่หากให้คาดเดา เขาคงมาเยี่ยมผู้เฒ่าฉิน แล้วบังเอิญเห็นพอดี