เก็บทุกเม็ด
เก็บทุกเม็ด
“เสี่ยวอวิ๋น มาตั้งแต่เมื่อไหร่” ผู้เฒ่าซ่งหันกลับไปหาหลานสาว เธอยังคงบีบนวดไหล่ตนเอง สีหน้าค่อนข้างหงุดหงิด “เจ็บตรงไหน บอกปู่”
“หนูตามหลังซ่งหว่านมาติด ๆ เลยค่ะ” ซ่งอวิ๋นปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ “เจ็บไหล่นิดหน่อย แต่ไม่เป็นไรมาก โชคดีเสื้อโค้ตหน้า ไม่งั้นไหล่ช้ำแน่ ๆ”
“ไม่โทรบอกปู่ก่อนว่าจะมา”
“ตัดสินใจกะทันหันค่ะคุณปู่ คิดได้ก็ออกมาเลย”
“เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น เด็กตระกูลฉินทำอะไรหลาน”
“พอดีเมื่อกี้ซ่งหว่านออกมาเห็นหนู เธอสติแตกจะพุ่งเข้ามากระชากหัว หนูเลยล็อกตัวเธอไว้ คุณชายรองฉินบังเอิญมาเห็นพอดี ก็เลยผลักหนูไปชนกำแพง” ซ่งอวิ๋นทำปากยื่น ฟ้องผู้เฒ่าซ่งราวกับตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม
อันที่จริงเธอไม่คิดเหมือนกันว่าตนจะหันไปต่อยหน้าฉินชาง เพราะเธอถูกฝึกมาให้ป้องกันตัว ร่างกายเลยตอบโต้ออกไปอัตโนมัติ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำร้ายพระเอกนางเอกขนาดนี้แล้ว นิยายเรื่องนี้จะลงโทษเธออย่างไร
แต่ให้เธอแบกรับความน่ารำคาญซ่งหว่านต่อไป ความอดทนของเธอก็ไม่ได้สูงถึงเพียงนั้น
“เฒ่าฉินควบคุมหลานชายตัวเองไม่ได้เลยจริง ๆ” ผู้เฒ่าซ่งแค่นเสียงในลำคอ มองเลยออกไปที่ห้องพักผู้ป่วยซึ่งอยู่ถัดจากห้องของซ่งเหวินไป 7 ห้อง
“เขาน่าจะโดนหนักแล้วนะคะ หนูดูออกว่าเขาบาดเจ็บ เพราะหนูได้กลิ่นคาวเลือดจากตัวเขาด้วย” ซ่งอวิ๋นจมูกดี จังหวะที่เธอหันไปซัดปลายคางเขา เธอได้กลิ่นสนิมจาง ๆ มาจากตัวเขา
ไม่รู้ว่าโดนอะไรมา แต่จากที่เธออ่านในนิยาย ตระกูลฉินมีกฎตระกูลที่ค่อนข้างโหดเหี้ยม พระเอกโรคจิตคนนี้ถูกเฆี่ยนบ่อยครั้งจนชินชา
คิดแล้วก็ชะโงกหน้ามองลอดกระจกเข้าไป จึงเห็นว่าผู้เป็นพ่อมองมาพอดี พานให้กลืนไม่เข้าคายไม่ออกขึ้นมา
ระหว่างเธอกับพ่อมีกำแพงบาง ๆ กั้นไว้ เธอไม่อาจกลับไปมองเขาในแง่ดีอีกแล้ว ในทางกลับกันเธอก็ไม่อยากซ้ำเติมอะไรเขา จึงสับสนว่าควรเข้าไปเยี่ยมเขาดีหรือไม่
“อยากเข้าไปไหม” ผู้เฒ่าซ่งไม่คิดบังคับ หากเธอไม่ต้องการเจอซ่งเหวิน เขาก็จะเคารพการตัดสินใจของหลานสาว
“ไหน ๆ ก็มาแล้ว ถ้าไม่เข้าไปสักหน่อยก็คงดูน่าเกลียด” ซ่งอวิ๋นตัดสินใจเปิดประตูเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยพร้อมปู่ซ่ง
ซ่งเหวินที่นอนอยู่บนเตียงรู้สึกกระอักกระอ่วน ครั้นจะให้เอ่ยปากขอโทษ เขาก็พูดไม่ออก ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน ความจริงที่เขาเผชิญกำลังทำให้เขาทรมาน แค่หายใจยังยากลำบาก
“เป็นยังไงบ้างคะ” ซ่งอวิ๋นเห็นความลำบากใจของเขา เธอจึงไม่ได้เข้าไปใกล้เขามากนัก
“พ่อ.. ไม่เป็นไร” ซ่งเหวินหลบตา แต่สุดท้ายก็อดถามในสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจไม่ได้ “อาจิ่วเป็นยังไงบ้าง”
ตั้งแต่ได้ลิ้มรสการถูกทรยศหักหลัง ใบหน้าอดีตภรรยาก็วนเวียนอยู่ในสมอง รู้ซึ้งแล้วว่าเธอรู้สึกอย่างไร
“แม่สบายดีค่ะ ร่างกายแข็งแรง ใช้ชีวิตได้ดีทีเดียว” ซ่งอวิ๋นอมยิ้มเมื่อนึกถึงมารดา
ตอนนี้นอกจากแม่จะทุ่มเทเวลาทั้งหมดในการดูแลเธอแล้ว ยามเช้าท่านยังไปวิ่งออกกำลังกายในสวนสาธารณะ จึงได้พบเพื่อนใหม่ มีสังคมใหม่ที่ทำให้ท่านกลับมาสดใสได้อีกครั้ง
“ดีแล้ว ได้ยินแบบนี้พ่อก็สบายใจ” ซ่งเหวินหลับตาลง ความเหนื่อยล้าทั้งกายใจทำให้เขาผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว
ซ่งอวิ๋นจับจ้องร่างกายซูบผอม ไม่หลงเหลือมาดอดีตประธานซ่ง นี่เป็นเวรกรรมที่เขาต้องเผชิญ คิดแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ หากท่านซื่อสัตย์ บางทีชีวิตคงไม่พาให้เขามาพบจุดจบเช่นนี้
...
รถสปอร์ตสัญชาติยุโรปเคลื่อนตัวไปตามท้องถนนยามค่ำคืน ฉินชางเหยียบคันเร่ง บาดแผลที่เพิ่งเริ่มแห้งบนแผ่นหลังเกิดความรู้สึกแสบยิบอีกครั้ง และมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย ขณะที่ปลายคางเขายังปวดแปลบ
ต้องยอมรับว่าหมัดของซ่งอวิ๋นรุนแรงมาก โดนเพียงครั้งเดียว เขาเกือบหลับกลางอากาศ
“หว่านเอ๋อร์ สรุปมันเกิดอะไรขึ้น”
“พี่ชาง.. ฉัน ฉันไม่ใช่ลูกของซ่งเหวิน” ซ่งหว่านบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้เขาฟังอย่างละเอียด ไม่มีตกหล่อน ก่อนกัดริมฝีปากตัวเองจนมันเริ่มห้อเลือด ความจริงข้อนี้ทำให้จิตใจของเธอสั่นคลอน
หากเธอไม่ใช่คุณหนูใหญ่ซ่ง แล้วที่ผ่านมาเธอสู้วางแผนมากมายไปเพื่ออะไร ชาติที่แล้วเธอตายไปอย่างเสียเปล่า แต่ต้องมารู้ความจริงว่าเธอไม่มีสายเลือดตระกูลซ่งเสียด้วยซ้ำ
แล้ว.. เธอควรทำยังไงต่อไป
ฉินชางตกตะลึง หักพวงมาลัยจอดข้างทาง แล้วหันไปดึงร่างเล็กเข้ามากอดแน่น สัมผัสได้ว่าสภาพจิตใจเธอเต็มไปด้วยความสับสน เจ็บปวด และไม่เข้าใจ
“ใจเย็น ๆ หายใจเข้าลึก ๆ บางทีผู้เฒ่าซ่งอาจจะอยากใช้โอกาสที่ซ่งเหวินป่วยหนักใส่ร้ายน้าฮวา” ชายหนุ่มลูบแผ่นหลังเธอเบา ๆ ยิ่งเธอสะอึกสะอื้นหนักขึ้นเท่าไหร่ ความดำมืดในดวงตาของเขาก็ยิ่งเด่นชัดมากเท่านั้น
“ตอนแรกฉันก็คิดเหมือนพี่ แต่ว่า..” เธอนำเส้นผมหลายเส้นที่อยู่ในซองซิปออกมาจากกระเป๋า “พ่อเอาเส้นผมให้ฉัน บอกว่าถ้าไม่เชื่อก็ไปตรวจดีเอ็นเอได้เลย”
ซ่งเหวินเป็นคนดึงเส้นผมให้เธอเองกับมือ เธอไม่อาจหลอกตัวเองต่อไปได้ว่าทุกอย่างเป็นเพียงละครตบตาของตาแก่ซ่ง
“พี่ไม่อยากเชื่อว่าน้าฮวาจะไปคบหาผู้ชายคนอื่น”
“ฉันเองก็ไม่เชื่อเหมือนกัน แต่มันเป็นไปแล้ว” เธอปาดน้ำตาลวก ๆ ตอนนี้แม่เสียชีวิต ต่อให้เธออยากได้คำตอบแค่ไหน ก็ไม่มีโอกาสถาม
“แล้ว.. หลังจากนี้จะทำยังไงต่อไป” ฉินชางบีบมือเธอเบา ๆ ให้เธอแน่ใจ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาพร้อมอยู่เคียงข้างเธอเสมอ
ซ่งหว่านนิ่งงันไป เธอยังคงสับสน แทบจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่ว่า..
“ถึงฉันจะไม่ใช่สายเลือดตระกูลซ่ง แต่ชาติก่อนฉันตายเพราะคนพวกนั้นก็เป็นเรื่องจริง”
“ตกลง พี่เข้าใจแล้ว แต่ช่วงนี้อยู่นิ่ง ๆ รอจังหวะไปก่อน อย่าเพิ่งวู่วาม เพราะจากที่เธอบอก ผู้เฒ่าซ่งเอาคลิปเสียงออกมาเปิดขนาดนั้น เขาคงรอดูอยู่ว่าเธอจะทำยังไงต่อไป”
“ค่ะพี่ชาง ฉันก็ตั้งใจแบบนั้นเหมือนกัน”
…
สองวันต่อมา
ฟอรัมของมหาวิทยาลัยเกิดประเด็นร้อนแรงอีกครั้ง เนื่องจากข่าวลือของซ่งอวิ๋นเมื่อวันก่อน มีคนออกมาแฉต่อไปว่า อันดับสองเกาเข่าก็ไม่เบาเช่นกัน
มีข่าวลือออกมาว่าแท้จริงแล้ว เธอไม่ได้มีสายเลือดตระกูลซ่ง แม่ของเธอนอกจากจะเป็นเมียน้อยแล้ว ยังทำตัวเป็นดอกซิ่งแดงยื่นออกนอกกำแพง สุดท้ายเอาลูกชู้มาให้นายท่านใหญ่ซ่งเลี้ยงดู
[บ้าน่า นี่เรื่องจริงเหรอ ไปได้ยินจากไหนมา]
[มันเป็นข่าวซุบซิบในแวดวงผู้มั่งคั่ง ฉันก็ได้เห็นข่าวนี้มาเหมือนกัน พอรู้ความจริง นายท่านใหญ่ซ่งถึงกับตัดพ่อตัดลูกเลยนะ]
[ใช่ ๆ ผู้เฒ่าซ่งยังใจดี ให้เงินก้อนใหญ่ไว้ใช้ตั้งตัว ยังไงเธอก็บรรลุนิติภาวะแล้ว ไม่ใช่เด็กเล็ก ๆ]
[แม่ยังมีนิสัยสำส่อนแบบนี้ แล้วลูกจะขนาดไหน]
[เบ้าหลอมเป็นแบบนั้น ซ่งหว่านคงไม่ต่างกันเท่าไหร่ ก็แหม ทั้งเป็นเมียน้อยทั้งมีชู้ ภูมิใจแย่เลย]
[พูดแรงเกินไปหรือเปล่า ความผิดของผู้ใหญ่ เด็กไม่เกี่ยวสักหน่อย ฉันว่าเธอน่าสงสารออก]
สายตาหลายคู่ลอบมองซ่งหว่าน ก่อนจะหันไปซุบซิบกันระหว่างเธอเดินขึ้นบันไดหอพัก
เสียงนินทาเหล่านั้นทำให้ผิวกายซ่งหว่านแสบร้อน และอับอายราวกับถูกจับแก้ผ้าประจาน
“อาหว่าน.. ข่าวลือในฟอรัมเป็นเรื่องจริงเหรอ” หนานชิวไต่ถามทันทีที่เข้ามาอยู่ในห้องพัก เธอไม่กล้าเชื่อสายตาตัวเอง ลำพังเป็นลูกเมียน้อยก็พอเข้าใจได้ แต่นี่ยังเป็นลูกชู้อีก
เดิมทีพ่อของเธอไม่อยากให้คบกับอาหว่านอยู่แล้ว คราวนี้ท่านต้องใช้เหตุผลนี้มาบอกให้เธอตีตัวออกหากแน่ ๆ
“ฉันก็เพิ่งรู้เหมือนกัน” ซ่งหว่านดวงตาแดงก่ำ น้ำตาคลอเบ้า มันไม่ใช่น้ำตาของความเสียใจ แต่เธอคั่งแค้นแทบกระอัก
มั่นใจว่าคนตั้งกระทู้นี้เกี่ยวข้องกับซ่งอวิ๋นแน่ นังนั่นกำลังแก้แค้นเรื่องที่โดนแฉว่าไม่ไปเยี่ยมพ่อ กระทั่งโดนตราหน้าว่าอกตัญญู
“แล้วเธอจะทำยังไงต่อไป” หนานชิวไม่กล้าพูดอะไรรุนแรงเพราะเห็นเพื่อนสะเทือนใจจนน้ำตาหยดแหมะ ๆ
“ฉันจะทำอะไรได้ ตอนนี้ฉันไม่เหลือใครแล้ว ฉันไม่อยากมาเรียนเลยด้วยซ้ำ” ซ่งหว่านแสร้งปล่อยโฮ เพราะรู้ทันความคิดหนานชิว
อีกฝ่ายยังมีประโยชน์ เธอจะไม่ยอมให้หล่อนตีตัวออกหาก
“ใจเย็น ๆ นะ เธอยังมีฉันอยู่นี่ไง มันไม่ใช่ความผิดของเธอเลยสักนิด”
“ฮือ ทุกคนรู้กันหมดแล้ว ฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”
“แล้วข่าวลือนี้หลุดมาได้ยังไง เป็นนังบ้านั่นอีกแล้วใช่ไหม ฉันจะไปคิดบัญชีเดี๋ยวนี้” หนานชิวเห็นเพื่อนร้องไห้ฟูมฟายก็ร้อนใจแกมโมโห จะพุ่งตัวออกไปจัดการซ่งอวิ๋น แต่ถูกรั้งแขนไว้
“อย่านะชิวเอ๋อร์ ถ้าทำแบบนั้น เราต้องโดนเรียกเข้าห้องปกครองแน่ อาจารย์บอกแล้วว่าห้ามมีเรื่องในมหาวิทยาลัย”
“งั้นถ้านอกมหาวิทยาลัยก็ได้สินะ”
…
ฮวาผิงเก็บตัวอยู่ภายในบ้านของเสวี่ยหลาน ได้ทราบข่าวลือนี้แล้วเช่นเดียวกัน แต่เธอไม่ได้ทุกข์ร้อนใจมากนัก
เดิมทีสำหรับเธอแล้ว ทุกอย่างเป็นแค่ภารกิจ เธอเพียงทำตามคำสั่งนายหญิง ไม่มีเรื่องความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง ยิ่งเด็กคนนั้นเกิดจากผู้ชายที่เธอไม่ได้รัก ความรู้สึกที่เธอมีต่อซ่งหว่านจึงเบาบางอย่างยิ่ง
“จะทำยังไงต่อไปดีคะ เรื่องนี้แพร่กระจายไปทั่วแล้ว” หญิงชุดดำถามอย่างลุกลน
“ไม่ยังไงทั้งนั้น รอฟังคำสั่งนายหญิงก็พอ” ฮวาผิงตอบอย่างไม่อนาทรร้อนใจ
เธอมีหน้าที่ทำตามคำสั่ง ส่วนหน้าที่ของความเป็นแม่ จบลงตั้งแต่ตอนที่เธอแกล้งตายแล้ว