ความปรารถนาของผู้เฒ่าซ่ง
ความปรารถนาของผู้เฒ่าซ่ง
ซ่งอวิ๋นรีบคว้าแขนเฟิงหรง และดึงตัวอีกฝ่ายมายืนหลบด้านหลัง แต่เพราะหนานชิวพุ่งเข้ามาเร็วเกินไป จึงยังโดนแรงกระแทกจากหัวไหล่หนานชิวอยู่ดี
“อุ้ย! ขอโทษนะคะพี่สาว ฉันไม่ได้ตั้งใจ” หนานชิวเอ่ยขอโทษเสียงอ่อน ราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงอุบัติเหตุ ทว่าไฟแค้นในดวงตานั้นชัดเจนยิ่งกว่า
เฟิงหรงไม่ทันตั้งตัว โชคดีที่ซ่งอวิ๋นดึงตัวเธอหลบ ไม่อย่างนั้นเธอคงเจ็บกว่านี้ เนื่องจากสรีระร่างกายแตกต่างกันเกินไป เธอสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ ก่อนหันไปจ้องหน้าหนานชิว สายตาอาฆาตนั้นพุ่งตรงมาหาเธอและซ่งอวิ๋นอย่างไม่ลดละ หญิงสาวงุนงง ไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายเป็นบ้าอะไรขึ้นมาอีก
“หรงหรงเป็นยังไงบ้าง เจ็บมากหรือเปล่า” ฟ่านเยว่ถามไถ่เพื่อนสนิท หน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างไม่สบายใจ
“เจ็บมากเลยเหรอคะพี่สาว ขอโทษจริง ๆ มันเป็นอุบัติเหตุ พี่อย่าถือสาฉันเลยนะคะ” หนานชิวเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
เหตุผลที่เธอโกรธจนควันออกหูเช่นนี้ เป็นเพราะจู่ ๆ บริษัทของพ่อก็ตกต่ำลง ไม่ว่าจะขยับตัวทำอะไรก็ผิดพลาดไปเสียทุกอย่าง ขาดความน่าเชื่อถือในหมู่นักลงทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ เธอคาดเดาว่าตระกูลเฟิงตั้งใจโจมตีเพราะไม่ยอมปล่อยวางความแค้นเคือง
“ไม่เป็นไร ฉันไม่ถือสา คราวหลังระวังหน่อย” ดวงตาหลังกรอบแว่นวาววับ เธอย่อมไม่พอใจที่ถูกหาเรื่องกันซึ่ง ๆ หน้า แต่ก็รู้ว่าไม่ควรเอาทองไปรู่กระเบื้อง มันไม่มีประโยชน์ ทั้งยังอับอายขายขี้หน้าคนอื่นเปล่า ๆ
“พี่ยังใจกว้างเหมือนเดิมเลยนะคะ แต่จะดีมากถ้าพี่ช่วยลดอคติลง ช่วงนี้คุณพ่อมีเรื่องเครียดเต็มไปหมด พี่กลับบ้านสักหน่อยเถอะ” เห็นอีกฝ่ายใจเย็นเสมือนน้ำนิ่ง เธอก็หงุดหงิดยิ่งกว่าเก่า
“พวกเราควรเอาเรื่องในบ้านมาพูดตรงนี้จริงเหรอ” หญิงสาวกวาดตามองรอบด้าน สายตาหลายคู่ภายในร้านอาหารกำลังมองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“นั่นสิ มีอะไรก็ค่อยพูดคุยกันทีหลังดีกว่าไหม ถ้าไม่หยุดตอนนี้ บางทีหัวข้อกระทู้วันพรุ่งนี้อาจเป็นเรื่องของเธอก็ได้นะ” ฟ่านเยว่กอดอก เธอไม่เข้าใจความคิดอีกฝ่ายเลยสักนิด
ทำไมต้องสร้างปัญหาต่อหน้าคนมากมาย แค่นี้ปัญหาในบ้านหนานยังไม่พอหรือไง
“ใครอยากพูดอะไรก็ช่างเขาสิคะ ฉันก็แค่สงสารคุณพ่อ ต่อให้หย่ากัน ก็ไม่ได้แปลว่าพวกเราจะทำตัวอกตัญญูได้นี่นา”
“อ๋อ ที่แท้คุณหนูตระกูลหนานก็ชอบเป็นที่พูดถึง งั้นเดี๋ยวฉันลองโทรหาประธานหนาน เขาคงมีความสุขมากที่ลูกสาวเป็นห่วงเป็นใยเขาขนาดนี้” ซ่งอวิ๋นไม่ได้มีความอดทนขนาดนั้น พรุ่งนี้พวกเธอยังต้องสอบ ไม่ควรสูญเสียพลังงานไปกับเรื่องไร้สาระ
“กล้าก็ลองโทรดูสิ พิสูจน์กันไปเลยว่าพี่สาวเป็นคนอกตัญญูจริง ๆ ถ้าการที่ฉันเตือนสติพี่สาวแล้วต้องกลายเป็นคนผิด ก็ไม่เป็นไรหรอก” หนานชิวเชิดหน้าท้าทาย ตอนนี้ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ธุรกิจตกต่ำลงเรื่อย ๆ เป็นฝีมือคนตระกูลเฟิงแน่นอน
“ฉันไม่เข้าใจหรอกนะว่าเธอกำลังพล่ามอะไรอยู่” หัวคิ้วเรียวขมวดมุ่นเข้าหากัน ต่างคนต่างอยู่มาพักใหญ่แล้ว ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น เฟิงหรงถึงพุ่งเป้ามาหาเธอ
“ไม่รู้จริงเหรอคะ ที่คุณพ่อเครียดหนักจนเกือบล้มป่วยเข้าโรงพยาบาล ไม่ใช่เพราะประธานเฟิงเหรอ เรื่องก็ผ่านไปแล้ว เว้นทางให้พวกเราเดินบ้างไม่ได้เลยหรือไง”
“เกี่ยวอะไรกับพี่หาน” ซ่งอวิ๋นประหลาดใจ ตั้งแต่เฟิงหรงออกจากตระกูลหนาน เธอก็แทบไม่ได้ติดตามว่าประธานหนานกับเมียน้อยคนนั้นใช้ชีวิตกันอย่างไร
“ตีหน้าซื่อกันเก่งจริง ๆ เอาเถอะ พูดไปก็ไม่ยอมรับ ถือเสียว่าฉันขอร้องแล้วกันนะ แม่ของพี่ได้ทรัพย์สินไปแล้วครึ่งหนึ่ง บอกให้ประธานเฟิงรามือเถอะ เหลือทางรอดให้เราบ้าง อย่างน้อยคุณพ่อก็เลี้ยงดูพี่มาสิบแปดปีเต็ม ถึงเขาจะทำผิด แต่ไม่ได้แปลว่าความดีที่ผ่านมาจะถูกลบล้างไปด้วย”
น้ำเสียงนั้นกลายเป็นการขอร้องในท้ายที่สุด เพราะเธอต้องการอาศัยอิทธิพลคนรอบข้างกดดันเฟิงหรง และที่เธอโกรธเกลียดซ่งอวิ๋นไปด้วย เพราะมั่นใจว่าซ่งอวิ๋นอาจพูดจายุยงส่งเสริมเฟิงมู่หาน เพราะช่วงหลังสองคนนี้ดูสนิทสนมกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
หญิงสาวไม่รู้เลยว่าการกระทำของเธอส่งผลให้เรื่องราวแย่ลง เพราะทันทีที่เฟิงมู่หานรู้ เขาก็ยิ่งเล่นงานประธานหนานหนักขึ้น ความผิดในอดีตถูกขุดขึ้นมาแฉรายวัน กระทั่งถูกเจ้าหน้าที่รัฐเข้าตรวจสอบ ไร้หนทางผงาดขึ้นมาดังเดิม
“เอาล่ะ ถึงฉันจะปฏิเสธ เธอก็คงยึดมั่นในความคิดตัวเอง ฉันอธิบายยังไงก็คงกลายเป็นการแก้ตัว งั้นเอาเป็นว่าฉันรับรู้แล้ว” เฟิงหรงปัดรำคาญ เธอไม่รู้เรื่องนี้จริง ๆ ให้สาบานกับเทพสวรรค์ก็ยังได้
“ฉันว่าเรารีบกลับหอดีกว่า นี่มืดมากแล้ว ตอนกลางคืนอากาศหนาว เดี๋ยวตัวแข็งกันพอดี” ฟ่านเยว่เห็นว่าหนานชิวไม่ยอมเลิกรา เธอโพล่งทะลุกลางปล้อง
“จริงด้วย ฉันหนาวจนปากสั่นไปหมดแล้วเนี่ย” ซ่งอวิ๋นรับคำเป็นลูกคู่
“อื้ม ฉันเห็นด้วย กลับหอกันดีกว่า” เฟิงหรงปัดความคิดไร้สาระออกจากสมอง แล้วสาวเท้านำออกไปโดยไม่รอฟังว่าคนด้านหลังจะกล่าวสิ่งใดออกมาอีก
หนานชิวขัดใจ รู้สึกว่ายังเรียกคะแนนสงสารจากฝูงชนไม่พอ แต่คิด ๆ ดูแล้ว เธอพูดจนดูน่าเวทนาขนาดนี้ ย่อมมีหลาย ๆ คนเข้าข้างเธออย่างไม่ต้องสงสัย
...
สามสาวกลับมาถึงหอพัก พวกเธอกลับพบซ่งหว่านในสภาพอิดโรย มองแล้วชวนให้รู้สึกหดหู่ ซ่งอวิ๋นกลอกตามองบนในใจ เป็นเพื่อนสนิทกันได้ ย่อมมีบางอย่างที่คล้ายกัน ตอนนี้ซ่งหว่านก็ใช้วิธีทรมานตัวเองเรียกคะแนนสงสารเช่นเดียวกัน
เพราะตั้งแต่ถูกหาเรื่องในห้องน้ำ ซ่งหว่านก็ปรับกลยุทธ์มาเป็นทุกข์กายเพื่อเรียกคะแนนสงสารจากเพื่อน ๆ ดูเปราะบางราวกับแก้วที่พร้อมแตกละเอียดตลอดเวลา ดังนั้นเรื่องที่หล่อนเป็นลูกชู้จึงแทบไม่ถูกหยิบยกขึ้นมานินทา มิหนำซ้ำยังได้รับความเห็นอกเห็นใจแกมปกป้องจากเพื่อน ๆ ในคณะ
“ต้องยอมรับว่าซ่งหว่านแสดงเก่งมาก ถ้าเธอไปเอาดีด้านการแสดง คงกลายเป็นดาวรุ่งแหง ๆ” ฟ่านเยว่พูดขึ้นหลังจากประตูห้องปิดสนิท
“หนานชิวก็เรียนรู้จากซ่งหว่านมาเยอะเหมือนกัน” เฟิงหรงเกาศีรษะแกรก ๆ “แต่ฉันไม่รู้จริง ๆ นะว่าพี่เฟิงทำอะไรลงไป”
“เขาคงอยากแก้แค้นแทนป้าเฟิง” ซ่งอวิ๋นคลุกคลีกับเฟิงมู่หานจนมองออกแล้วว่าพี่หานไม่ได้เป็นคนอบอุ่นและใจเย็นเหมือนภาพลักษณ์ภายนอก เขาขีดเส้นชัดเจนเสมอ หากมีใครสักคนล้ำเส้น หรือทำร้ายคนที่เขารัก พี่หานก็พร้อมเล่นงานกลับไปร้อยเท่า
ซึ่งเธอสัมผัสได้ว่าเขาดีกับเธอจากใจจริง ยิ่งรู้จักกันมากขึ้นเท่าไหร่ เธอยิ่งรู้สึกว่าเธอกับเขาเข้ากันได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ
“แล้ว.. เธอกับพี่เฟิงล่ะ ไปถึงไหนแล้ว” ฟ่านเยว่เย้าแหย่ ช่วงหลังมานี้เพื่อนสนิทของเธอออกไปเที่ยวเล่นกับพี่เฟิงบ่อยขึ้นจนแทบจะกลายเป็นภาพชินตา
ทั้งคู่มีมวลบางอย่างที่อาจพัฒนาความสัมพันธ์ได้ในอนาคต ขึ้นอยู่กับว่าอาอวิ๋นจะยอมเปิดใจหรือไม่
“แค่ก ๆ ไปถึงไหนเล่า ไม่มีอะไรสักหน่อย” ซ่งอวิ๋นสำลักน้ำลาย เสตามองไปทางอื่น
“ฉันเชียร์นะ ถ้าได้เธอมาเป็นน้าสะใภ้ฉันคงมีความสุขมาก” เฟิงหรงกุมมือเพื่อนสนิทแล้วบีบเบา ๆ
“ฉัน.. ฉันยังไม่ได้คิดเรื่องนี้จริง ๆ พี่เฟิงก็ไม่เคยพูดด้วย”
“ไม่เป็นไรหรอก ค่อยเป็นค่อยไปก็ได้ ฉันเชื่อว่าเธอไม่ได้โง่จนดูไม่ออกว่าพี่เฟิงคิดยังไงกับเธอ” ฟ่านเยว่เริ่มจริงจังมากขึ้น
“อาเยว่พูดถูก”
“ใช่ ฉันยอมรับว่าดูออกจริง ๆ แต่ว่า..” ซ่งอวิ๋นทอดถอนใจ ความรักเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับเธอเสมอ แล้วเธอก็ยังกลัวการแต่งงาน
“ฉันเข้าใจ ประสบการณ์ความรักของคนรอบข้าง ทำให้เธอตั้งกำแพงไว้สูงมาก ฉันก็เป็นเหมือนกัน แต่ถ้าวันนึงมีใครสักคนเข้ามา และเขาก็ดีกับฉันมากพอให้ฉันก้าวข้ามความกลัวไปได้ วันนั้นฉันก็ตั้งใจว่าจะไม่ปิดกั้นตัวเอง” เฟิงหรงอมยิ้ม
“ขอบใจนะที่เตือนสติ ฉันจะลองเก็บไปคิดดู แต่อาจไม่ใช่เร็ว ๆ นี้” ซ่งอวิ๋นยิ้มตาม ดึงเพื่อนตัวเล็กกว่าเข้ามากอด เรื่องบางเรื่องเธอคิดไม่รอบคอบ เพื่อนที่ดีก็ควรเตือนกันแบบนี้ ถูกต้องที่สุด
ที่สำคัญ พี่หานไม่เคยพูดความรู้สึกของตัวเองออกมาตรง ๆ เขาเองก็คงไม่อยากเร่งรัดเธอเช่นกัน ความสัมพันธ์ค่อยเป็นค่อยไปแบบนี้ ทำให้เธอสบายใจมากกว่า
...
ในที่สุดการสอบปลายภาคสิ้นสุดลง บริเวณถนนภายในมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยนักศึกษาที่กำลังเดินทางกลับบ้าน บางคนแบกกระเป๋าใบใหญ่ไว้บนไหล่ บางคนลากกระเป๋าล้อลากไปตามพื้นจนเกิดเสียงครืดคราดเป็นระยะ ขณะที่อีกหลายคนยืนรอรถแท็กซี่หรือรถรับส่งพร้อมถุงของฝากที่เตรียมซื้อกลับไปให้ครอบครัว
หลายคนพูดคุยกันถึงอาหารที่แม่จะทำในคืนส่งท้ายปีเก่า บ้างก็คาดเดาว่าพ่อจะมารับที่สถานีรถไฟหรือไม่ หรือปีนี้จะได้อั่งเปามากแค่ไหน เสียงหัวเราะดังแทรกไปกับลมหนาวที่พัดผ่านต้นไม้ริมถนน
ผู้เฒ่าซ่งมารอรับหลานสาวกลับบ้านด้วยตัวเอง พอซ่งอวิ๋นเห็นผู้เป็นปู่ เธอก็ลากกระเป๋าแล้วโผเข้าไปหาเขาด้วยรอยยิ้มสดใส ทว่าไม่วายบ่นอุบอิบ
“อากาศหนาวขนาดนี้ คุณปู่รอในรถก็ได้นะคะ ไม่น่าออกมายืนตากลมเลย”
“กลับบ้านเถอะ บ่นเป็นยายแก่ไปได้” ผู้เฒ่าซ่งกลั้วหัวเราะ ดันหลังหลานสาวขึ้นรถ
เข้าใกล้ช่วงส่งท้ายปีเก่าเช่นนี้ ผู้เฒ่าซ่งอยากใช้เวลาอยู่กับลูกหลานให้คุ้มค่าที่สุด เพราะไม่รู้ว่าหลังจากนี้มรสุมที่พัดผ่านเข้ามาจะรุนแรงขนาดไหน หวังว่าจะไม่มีใครในตระกูลล้มหายตายจากไป
แต่หากต้องตาย เขายินดีสละตัวเองดีกว่าปล่อยให้ลูกหลานรับเคราะห์ อย่างไรชะตาของเขาก็ถูกกำหนดให้อยู่ได้ไม่เกิน 75 ปีอยู่แล้ว แต่ก่อนจากไปขอให้เขาได้เห็นลูกหลานปลอดภัยก่อน