ส่งท้ายปีเก่าครั้งสุดท้ายของซ่งเหวิน
ส่งท้ายปีเก่าครั้งสุดท้ายของซ่งเหวิน
สมาชิกตระกูลซ่งมารวมตัวกันที่บ้านใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่ซ่งเซิน เขายังเดินเหินไม่ได้ แต่สามารถนั่งรถเข็นได้แล้ว นับว่าการรักษาเป็นไปด้วยดี ถึงหมอเฟยจะดูเป็นหมอสติเฟื่อง แต่ฝีมือเขาเป็นของจริง
ซ่งเซินพูดคุยกับสมาชิกครอบครัวอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีใครซ้ำเติมเขาเรื่องซ่งหว่าน ไม่ถือสาเรื่องแย่ ๆ ในอดีต นั่นยิ่งทำให้ซ่งเซินรู้สึกผิดเป็นเท่าตัว โดยเฉพาะกับซ่งอวิ๋น
จนถึงตอนนี้สองพี่น้องก็ยังไม่อาจกลับไปสนิทสนมกันดังเดิม ซ่งอวิ๋นแสดงท่าทีว่าไม่เก็บเรื่องเหล่านั้นมาคิดมาก แต่เป็นซ่งเซินเองที่ไม่แทบไม่กล้าสู้หน้าน้องสาว
“พี่ใหญ่ผอมลงนะคะ ช่วงนี้เครียดใช่ไหม” ซ่งอวิ๋นถือโอกาสถามพี่ชายคนโต เมื่ออยู่กันสองคน
“ดูออกง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ” ซ่งซูพรูลมหายใจออกทางจมูกช้า ๆ ตั้งแต่รู้ว่าพ่อทรยศแม่ เขาก็มองพ่อติดลบอยู่แล้ว แต่พอมารู้ว่าแท้จริงแล้วเจียงกั๋วเป็นพ่อแท้ ๆ ของซ่งหว่าน เขายิ่งรู้สึกขยะแขยงกว่าเดิม
“ไม่เป็นไรนะคะพี่ใหญ่ ทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี พี่ใหญ่ยังมีพวกเราอยู่นะ” ซ่งอวิ๋นโอบกอดพี่ชาย ให้เขารู้ว่าต่อให้พรุ่งนี้โลกถล่มลงมา ก็ยังมีครอบครัวอยู่ตรงนี้เพื่อเขาเสมอ
“ขอบใจนะเสี่ยวอวิ๋น เมื่อก่อนพี่จินตนาการไม่ออกเลยว่าเธอเจ็บปวดขนาดไหน ตอนลุงใหญ่พาซ่งหว่านเข้ามาในบ้าน ตอนนี้พี่รู้แล้ว มันน่าขยะแขยงจนอยากอาเจียนจริง ๆ”
“ค่ะ ฉันเจ็บมาก ยิ่งพ่อเข้าข้างซ่งหว่าน ทั้งที่ฉันไม่เคยเป็นฝ่ายทำร้ายเธอก่อน มันยิ่งตอกย้ำว่าฉันไม่ได้มีความสำคัญในใจพ่อเลยสักนิด”
“เสี่ยวอวิ๋น..” ซ่งซูกอดน้องน้อยแน่นขึ้นกว่าเดิม
ซ่งอวิ๋นคลี่ยิ้มกว้าง นัยน์ตาดอกท้อหยีลงเป็นรูปจันทร์เสี้ยว “แต่ตอนนี้ไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ ถึงไม่มีพ่อ ฉันก็ยังมีแม่ มีคุณปู่ มีอีกหลาย ๆ คนในครอบครัวที่อยู่ข้างฉัน แค่ปรับมุมมอง เปลี่ยนวิธีคิด ก็ไม่ทุกข์ใจแล้ว”
“...” ซ่งซูพูดไม่ออก นี่อาจเป็นสิ่งที่เขายังทำไม่ได้ ถึงเก็บมาเสียใจจนถึงตอนนี้
“อย่างที่เขาบอกกันว่า อย่ามองในสิ่งที่ตัวเองไม่มี ให้เห็นค่าสิ่งที่ยังเหลืออยู่ ตอนนี้พี่ใหญ่ยังเหลือพวกเราที่รักพี่ใหญ่ยิ่งกว่าใคร มันพอจะทดแทนกันได้ไหมคะ”
“แน่นอน แน่นอนสิเสี่ยวอวิ๋น” น้ำเสียงซ่งซูสั่นเครือ ดวงตาเขาแดงก่ำ แต่กลับโล่งใจอย่างอธิบายไม่ถูก
“วันส่งท้ายปีเก่า ถ้าอยากร้องไห้ก็ร้องได้เลยนะคะ ทิ้งเรื่องแย่ ๆ ไว้ในปีนี้” มือเรียวลูบแผ่นหลังกว้าง หวังให้เขาระบายสิ่งที่ติดอยู่ในใจทั้งหมด
“อื้ม พอได้คุยกับเธอ พี่รู้สึกโล่งขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย”
ซ่งเซินที่นั่งอยู่บนรถเข็น มองภาพพี่ชายและน้องสาวจากไกล ๆ แม้จะไม่ได้ยินบทสนทนา เขาก็ดูออกว่าซ่งอวิ๋นกำลังปลอบใจพี่ใหญ่
“เห็นแล้วรู้สึกยังไง” ซ่งเซวียนถามหลานชายเรียบ ๆ เขาเห็นซ่งซูแอบมองอยู่ตรงนี้พักใหญ่
“อาสาม..” ชายหนุ่มกลืนรสชาติขมปร่าลงคอ ส่งยิ้มขื่นให้ผู้เป็นอา “ผมแค่ละอายใจ ที่ผ่านมาผมโง่มาก”
ซ่งเซวียนไม่ได้ปลอบใจหลานชาย เพียงบีบไหล่เขาเบา ๆ “อาดีใจที่แกพยายามแก้ไขความผิดพลาดของตัวเอง ทุกอย่างจะเป็นบทเรียน การเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองคิดเป็นสิ่งที่ดี แต่ชีวิตคนเรามีหลายด้านหลายมุม ไม่ควรสุดโต่งเกินไป อาไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องนี้ แต่รวมถึงเรื่องอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย”
“ครับอา ผมเข้าใจแล้ว”
...
ในช่วงบ่ายของวันส่งท้ายปีเก่า บ้านตระกูลซ่งถูกจัดเตรียมอย่างพิถีพิถัน โคมไฟสีแดงแขวนไว้ตามชายคา ประตูบ้านประดับคำอวยพรรับปีใหม่ ส่วนภายในห้องโถงใหญ่กลับเงียบสงบกว่าด้านนอกอย่างเห็นได้ชัด
โต๊ะไม้ตัวใหญ่ถูกตั้งไว้เบื้องหน้าหิ้งบรรพบุรุษ บนโต๊ะวางป้ายชื่อของบรรพชนตระกูลซ่งเรียงตามลำดับ พร้อมเครื่องเซ่นที่จัดวางอย่างประณีต ทั้งอาหารคาวหวาน ผลไม้ และสุราสำหรับเซ่นไหว้ ไม่มีใครในบ้านกล้าทำให้บรรยากาศวุ่นวายหรือส่งเสียงดัง
เมื่อสมาชิกของตระกูลทยอยมาพร้อมหน้า ผู้เฒ่าซ่งจึงก้าวออกมายืนด้านหน้า เขาสวมเสื้อผ้าสีเข้ม สีหน้าสงบนิ่งกว่าปกติ ก่อนจะรับธูปจากพ่อบ้านมาจุด
ควันธูปลอยเอื่อยขึ้นสู่เพดาน กลิ่นหอมติดฉุนจาง ๆ ค่อย ๆ แผ่ไปทั่วห้อง
ผู้เฒ่าซ่งยกธูปขึ้นเหนือหน้าผาก หลับตาลงชั่วครู่ ก่อนกล่าวคำอวยพรต่อบรรพบุรุษ ขอให้คนในตระกูลอยู่เย็นเป็นสุข สุขภาพแข็งแรง และผ่านพ้นเรื่องร้ายต่าง ๆ ไปได้ด้วยดี
ซ่งอวิ๋นหลับตาลง ภาวนาให้พวกท่านคุ้มครองสมาชิกตระกูลซ่ง ในชีวิตนี้เธอไม่คาดหวังอะไรมากนัก เพียงขอให้พวกเราผ่านเรื่องเลวร้ายในอนาคตไปโดยไม่ต้องสูญเสียใครไปอีกแล้ว
หลังจากการไหว้บรรพบุรุษเสร็จสิ้น ผู้เฒ่าซ่งก็ปล่อยให้หลาน ๆ แยกย้ายไปพักผ่อน และค่อยมาร่วมทานอาหารเย็น ขณะเดียวกันก็เรียกลูก ๆ เข้าไปคุยกันในห้องทำงาน
“อย่างที่พวกแกสองคนรู้ ตอนนี้ผู้หญิงที่คาดว่าจะเป็นฮวาผิงหายไป ไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง พ่อหวังว่าพวกแกจะระวังตัวเองดี ๆ เรื่องในบริษัทพ่อไม่ห่วง พ่อกังวลเรื่องความปลอดภัยของแกสองคนมองกว่า”
“วางใจได้ครับพ่อ ตั้งแต่รู้เรื่องที่เกิดขึ้น ผมไม่เคยลดการระวังตัวเลย”
“ใช่ค่ะพ่อ” ซ่งเซียงเอ่ยสำทับน้องชาย
“อืม แล้วเจอคนน่าสงสัยหรือยังอาเซียง” ผู้เฒ่าซ่งเปลี่ยนประเด็นไปถามถึงเรื่องที่ซ่งเซินโดนวางยาพิษ
“หนูพยายามหาทุกทางแล้วค่ะคุณพ่อ ไม่มีใครหางโผล่เลย”
คนรับใช้ของเธอมีแต่คนเก่าคนแก่ เธอพยายามหลอกล่อ แต่ไม่มีใครหางโผล่ มันจึงคิดได้สองทาง
ทางแรกคือลูกชายเธอได้รับยาพิษมาจากที่อื่น อีกทางคือหนอนตัวนั้นฝังตัวเองได้ลึกล้ำเกินไป
“งั้นเอาคนของพ่อไป ถ้าเกิดเรื่องผิดปกติ เขาจะช่วยเหลือได้ทันท่วงที”
“ค่ะพ่อ”
“อีกเรื่อง พ่อรู้ว่าลูกกำลังทำอะไรอยู่ แต่ลูกต้องรอบคอบ ล้างมือให้สะอาด อย่าให้มีคราบสกปรกติดมือ” ซ่งเต๋อเตือนลูกสาวด้วยความเป็นห่วง
เขารู้ว่าซ่งเซียงกำลังเล่นงานเจียงกั๋ว แต่เกรงว่าเธอจะถลำลึกกับความแค้น จนทำอะไรโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง
“หนูเข้าใจดีค่ะพ่อ หนูจะทำให้เขาไม่เหลืออะไร แต่จะไม่ทำเรื่องผิดกฎหมายแน่นอน พ่อวางใจได้เลย” ซ่งเซียงตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
...
คืนส่งท้ายปีเก่ามาถึงพร้อมกับอากาศหนาวหนาวเหน็บ ถนนหนทางเต็มไปด้วยโคมไฟที่แขวนเรียงรายอยู่ตามชายคา ประตูบ้านแทบทุกหลังประดับกระดาษอักษรมงคลและคำอวยพรรับปีใหม่ สีแดงสดตัดกับท้องฟ้ายามค่ำคืนจนเมืองทั้งเมืองดูมีชีวิตชีวาขึ้นกว่าทุกวัน
ตามตรอกซอกซอยมีกลิ่นหอมของอาหารลอยออกมาจากบ้านเรือน เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะของสมาชิกในครอบครัวสลับกับเสียงประทัดที่ดังขึ้นเป็นระยะ หลายบ้านกำลังวุ่นอยู่กับการจัดโต๊ะอาหารสำหรับมื้อส่งท้ายปี
ห้องอาหารภายในบ้านตระกูลซ่งก็เป็นเช่นนั้น บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารมงคลนานาชนิด ทั้งปลา เกี๊ยว และอาหารที่ทำขึ้นเป็นพิเศษสำหรับคืนสำคัญของครอบครัว
ผู้เฒ่าซ่งกวาดสายตามองลูกหลานแวบหนึ่ง ก่อนเริ่มขยับตะเกียบคีบของโปรดใส่ในชามของแต่ละคน ซ่งเซินจ้องปลาเปรี้ยวหวานในถ้วย อารมณ์เขาก็เริ่มอ่อนไหวอีกครั้ง
“ขอบคุณครับปู่” ชายหนุ่มกลืนก้อนสะอื้นลงคอ แขนขวาของเขาเริ่มกลับมาใช้งานได้แล้ว จึงสามารถคีบอาหารเข้าปากได้โดยไม่ต้องลำบากให้คนอื่นคอยป้อน
“ทำไมของหนูเยอะกว่าใครเลยล่ะคะ จะขุนให้หนูอ้วนใช่ไหมคะเนี่ย” ซ่งอวิ๋นเอ่ยติดตลก
“กินเข้าไปเยอะ ๆ เราน่ะผอมจะแย่อยู่แล้ว” เจินเหมี่ยวไม่ว่าเปล่า คีบเกี๊ยวตัวโต ๆ ใส่ถ้วยให้หลานไปอีกหนึ่งชิ้น
“โธ่ อาสะใภ้สามก็เป็นไปกับเขาด้วยเหรอคะเนี่ย” หญิงสาวโคลงศีรษะ พลางเอ่ยกระเง้ากระงอด
“แม่พูดถูกนะครับ พี่สามผอมไปหน่อย เพิ่มน้ำหนักอีกสามกิโลกำลังดีเลย” ซ่งจื้อหัวเราะร่า ร่วมวงขุนพี่สาวด้วยอีกคน
“กินเยอะ ๆ นาน ๆ จะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาทั้งที” ผู้เฒ่าซ่งกวาดตามองลูกหลานอีกครั้ง พยายามควบคุมมือตัวเองไม่ให้สั่นขณะคีบอาหารเข้าปาก
บรรยากาศภายในห้องอาหารครึกครื้น เสียงหัวเราะสลับไปกับเสียงพูดคุยเป็นระยะ ๆ ผิดกับห้องพิเศษภายในโรงพยาบาล ซ่งเหวินนอนมองเพดานอย่างโดดเดี่ยว
อาการของเขาแย่ลงเรื่อย ๆ ช่วงหลังมานี้เขานอนนานขึ้น แทบไม่รู้กลางวันกลางคืน แต่ในค่ำคืนส่งท้ายปีเก่านี้ เขากลับมีสติสัมปชัญญะมากกว่าปกติ จึงรับรู้ความรู้สึกโดดเดี่ยว หดหู่ ได้ชัดเจน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“ถึงเวลาเปลี่ยนขวดน้ำเกลือแล้วค่ะ” เสียงพยาบาลดังขึ้นพร้อมกับเสียงเคาะประตูห้อง
หากเป็นปกติ ซ่งเหวินคงไม่ได้สนใจอะไรมากนัก แต่เนื้อเสียงของพยาบาลคนดังกล่าวคุ้นเคยเกินไป หัวใจเขาเต้นกระหน่ำในจังหวะที่ทำให้เขาเจ็บลึกในอก ดวงตาแทบถลนออกจากเบ้า
พยาบาลเดินเข้ามาพร้อมขวดน้ำเกลือ มุมปากประดับยิ้มจาง ๆ เหมือนทุกวัน แต่ซ่งเหวินกลับลุกพรวดขึ้นมานั่งบนเตียงและชี้หน้าพยาบาลพร้อมหอบหายใจหนัก
“เธอ!!”
“เป็นอะไรไปคะคุณซ่ง” เธอยิ้มและสาวเท้าเข้าไปใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ
“ฮ..ฮวาผิง?” ซ่งเหวินพยายามควบคุมร่างกายตัวเอง เพราะทันทีที่ลุกขึ้นมา เรี่ยวแรงของเขาก็หดหาย จนต้องทิ้งตัวลงนอนอีกครั้ง เขาจำเสียงเธอได้ แม้ใบหน้าของเธอในตอนนี้จะเหมือนพยาบาลที่เข้ามาดูแลเขาทุกวันก็ตาม
“น่าประทับใจจัง ขนาดหน้าตาฉันเปลี่ยนไป สามียังจำได้ว่าเป็นฉัน” ฮวาผิงยิ้มกว้างกว่าเก่า ขยับมือเปลี่ยนขวดน้ำเกลืออย่างใจเย็น
“เธอยังไม่ตาย เป็นไปได้ยังไง” แม้ซ่งเหวินจะป่วย แต่เขาก็รู้ว่าไม่ควรหลุดพูดบางอย่างออกไป เพราะมันจะทำให้อีกฝ่ายไหวตัวทัน
และหากวันนี้เขาต้องตาย ก็อาจดีกว่าอยู่ต่อไปด้วยความทรมาน