LNCrawler

แลกมาด้วยชีวิต

คุณหนูใหญ่ซ่งอวิ๋น — novel.dek d.com · All chapters

แลกมาด้วยชีวิต

“นั่นสิ ทำไมฉันถึงยังไม่ตายกันนะ” ฮวาผิงในคราบพยาบาลวัยกลางคนเปลี่ยนขวดน้ำเกลืออย่างคล่องแคล่ว ราวกับทำสิ่งนี้มาแล้วเป็นร้อยเป็นพันครั้ง

ซ่งเหวินไม่รู้เลยว่าน้ำเกลือขวดนี้ผสมอะไร แต่เขายินดีหากมันจะช่วยให้ความทรมานของเขาจบลง แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น เขาจำเป็นต้องล้วงเอาข้อมูลจากฮวาผิงมาให้ได้มากที่สุด

“เธอ.. ทำใจทิ้งลูกไปได้ยังไง ตอนนี้อาหว่านไม่เหลือใครเลย พ่อของอาหว่านเป็นใครกันแน่” เขาหอบหายใจหนัก ดวงตาแดงก่ำอย่างอัดอั้น แม้จะรู้อยู่แล้วว่าพ่อของซ่งหว่านคือเจียงกั๋ว แต่ก็ต้องทำเหมือนไม่รู้

“แค่เด็กที่อาศัยมดลูกฉันมาเกิด ทำไมฉันต้องสนใจขนาดนั้นด้วย” ฮวาผิงแสดงออกชัดเจนว่าในสายตาเธอ ซ่งหว่านเป็นเพียงเด็กที่เธอไม่ได้เต็มใจให้เกิดมา

ทุกอย่างเป็นเพียงภารกิจเท่านั้น เธอรักเจ้านาย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะรักลูกที่เกิดมาจากเจียงกั๋ว สำหรับเธอแล้ว เจียงกั๋วเป็นผู้ชายน่ารังเกียจ โง่เง่า และเห็นแก่ตัวไม่ต่างจากซ่งเหวิน

“ฮวาผิง!!”

“ถ้าคุณห่วงใยขนาดนั้น ตัดขาดกับอาหว่านทำไม เจ็บปวดมากเลยสินะ ตอนรู้ว่าอาหว่านไม่ใช่ลูกสาวแท้ ๆ ของคุณ น่าขำว่าไหม คุณเองก็ไม่เคยซื่อสัตย์ในความสัมพันธ์ แต่คาดหวังให้ฉันซื่อสัตย์ภักดีเหมือนสุนัขเชื่อง ๆ”

ฮวาผิงหย่อนกายนั่งเก้าอี้ กอดอกมองคนบนเตียงราวกับกำลังมองสิ่งปฏิกูลน่ารังเกียจ

สาเหตุที่เธอสามารถมาปรากฏตัวที่นี่ได้ เป็นคำสั่งของนายหญิงโดยตรง ท่านเห็นว่าคนตระกูลซ่งมีความสุขกับวันส่งท้ายปีเก่าเกินไป ซ่งเหวินมีชีวิตต่อไปก็ไร้ประโยชน์ สมควรกำจัดทิ้งเสีย

“แฮก ๆ ฉัน ฉันไม่เข้าใจ เธอทำแบบนี้ไปทำไม พวกเรารู้จักกันมาหลายสิบปี ทำไมต้องแกล้งตาย ตัวตนจริง ๆ ของเธอเป็นใครกันแน่”

“คนใกล้ตายจะรู้มากมายขนาดนี้ไปเพื่ออะไร”

“เธอบอกว่าฉันใกล้ตาย อย่างน้อยก็ให้ฉันตายตาหลับเถอะ” น้ำตาอุ่นร้อนไหลลงมาเปียกหมอน ท่าทางเขาดูทรมาน สับสน และเจ็บปวด มองแล้วน่าเวทนา ตบตาฮวาผิงอยู่หมัด

“นั่นสินะ ยังไงวันนี้คุณก็จะตายอยู่แล้ว สงเคราะห์ให้สักหน่อยจะเป็นไรไป” ฮวาผิงสมเพชอีกฝ่าย อีกไม่นานยาที่ผสมอยู่ในน้ำเกลือก็จะออกฤทธิ์ ทำให้หัวใจของเขาค่อย ๆ หยุดเต้น

“...” ริมฝีปากซ่งเหวินสั่นระริก ไม่ต่างจากร่างกายอันสั่นเทา เหงื่อเย็น ๆ ผุดขึ้นตามกรอบหน้า

“ฉันชื่อตันหยาง ถ้าจะโทษก็ต้องโทษพ่อของคุณ สร้างความแค้นใหญ่หลวงไว้กับผู้หญิงคนหนึ่งถึงสองครั้งสองครา ลูกหลานถึงต้องมาพบเจอเรื่องราวเลวร้ายแบบนี้”

ซ่งเหวินตกใจระคนแปลกใจ ก่อนส่ายหน้า “เป็นไปไม่ได้ ถึงท่านจะโหดเหี้ยมกับศัตรู แต่ท่านไม่เคยทำร้ายใครก่อน โดยเฉพาะกับผู้หญิง”

“คนรุ่นหลังแบบคุณจะไปรู้อะไร บางทีตาแก่นั่นก็อาจไม่ได้ตั้งใจ แต่การไม่ได้ตั้งใจของเขาทำลายชีวิตของคนคนหนึ่งให้ตายทั้งเป็น” ฮวาผิงแสยะยิ้มไร้อารมณ์ เหลือบสายตาจ้องขวดน้ำเกลือ

อันที่จริงเธอทำเกินขอบเขต เจ้านายสั่งให้เธอเปลี่ยนน้ำเกลือเงียบ ๆ ไม่ได้ให้ส่งเสียงหรือพูดคุยกับซ่งเหวิน แต่ไม่รู้ว่าช่วงนี้เธอคิดอะไรอยู่ ถึงทำเกินหน้าที่

อาจเพราะเธอเบื่อหน่ายชีวิตแบบนี้ ชีวิตที่อยู่ภายใต้การควบคุมของคนอื่น ไร้อิสระ ไร้ความสุข บางทีมันควรสิ้นสุดลงได้แล้ว

“คะ ความแค้นมันหนักหนามากถึงขนาดทำลายทั้งตระกูลเลยเหรอ บอกได้ไหมว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร” น้ำเสียงซ่งเหวินติดขัด อาการชาเริ่มไล่ขึ้นมาจากปลายเท้า หัวใจของเขาวูบโหวง วาระสุดท้ายของเขาคงกำลังมาถึง

จากการบอกเล่าของฮวาผิง ตอนนี้ซ่งเหวินรู้แล้วว่าผู้อยู่เบื้องหลังเป็นผู้หญิง และแก่ชราพอ ๆ กับพ่อของเขา อาจเป็นความแค้นหลายสิบปีทีเดียว และตอนนี้พ่อของเขาก็คงทราบแล้วเช่นกัน

เนื่องจากตั้งแต่หล่อนเดินเข้ามาในห้องนี้ เขาก็กดโทรหาผู้เป็นพ่อ ทุกคำทุกประโยค พ่อของเขาย่อมได้ยินชัดเจน

“เรื่องนั้น.. รอไปถามจากพ่อของคุณหลังจากเขาไปหาคุณในปรโลกเถอะ” ฮวาผิงแค่นเสียงขึ้นจมูก เธอพูดมามากแล้ว เพียงพอให้เขาตายตาหลับแล้ว

“แฮ่ก ๆ” ซ่งเหวินยกมือกุมหน้าอก หอบหายใจหนักหน่วงจนหน้าอกไหวสะท้าน จากที่ได้ยินเสียงหัวใจเต้นกระหน่ำก้องหู ตอนนี้มันเต้นช้าลงจนเขาเริ่มหูอื้อตาลาย

“ฉันต้องไปแล้ว อันที่จริง.. ฉันอยากให้คุณทนทุกข์ทรมานกับโรคมะเร็งนานกว่านี้อีกหน่อย น่าเสียดายจริง ๆ” ฮวาผิงในคราบพยาบาลวัยกลางคนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปรายตามองสภาพสิ้นไร้ไม้ตอกของซ่งเหวินอย่างเย็นชา

“...” ซ่งเหวินอ้าปากพะงาบ ๆ อยากพูดและส่งเสียง แต่เขาไม่มีเรี่ยวแรงเพียงพอ ดวงตาแดงก่ำจับจ้องแผ่นหลังเธอเดินจากไป ฝ่ามือที่ซ่อนใต้ผ้าห่ม กำโทรศัพท์ไว้แน่น สมองนึกถึงบทสนทนาที่ได้คุยกับพ่อเมื่อเดือนก่อน

‘พ่อคิดว่ามีโอกาสที่ฮวาผิงจะมาที่โรงพยาบาลหรือเปล่า’

‘แกคิดว่าตัวเองจะโดนเก็บเหรอ’

‘หล่อนลงทุนทิ้งชีวิตวัยสาวขนาดนี้ และจัดฉากว่าตัวเองตายได้แนบเนียน แสดงว่าเบื้องหลังของเธอไม่ธรรมดา ถึงเวลานั้นผมอยากให้พ่อปล่อยผมไป’

‘แกว่าอะไรนะ!!’ เสียงตวาดของผู้เฒ่าซ่งดังไปทั่วห้องพักผู้ป่วย

‘อยู่แบบนี้ผมทรมานมากครับพ่อ ตอนนี้มะเร็งลุกลามไปที่อวัยวะอื่น ๆ แล้ว พ่อก็เห็นว่าการรักษาไม่ได้ผล อยู่ต่อรังแต่จะทรมานเปล่า ๆ เพราะแบบนั้นถ้าต้องตายจริง ๆ การตายของผม ควรได้อะไรกลับมาบ้าง อย่างน้อยก็ได้ชดเชยให้อาอวิ๋น’

‘ฉันทำไม่ได้’ ผู้เฒ่าซ่งเดินไปยืนริมหน้าต่าง ลอบปาดน้ำตาออกลวก ๆ

‘ขอร้องนะครับพ่อ’

‘แกจะให้ฉันมองแกโดนฆ่าตายเหรอ แกบ้าไปแล้วหรือไงซ่งเหวิน อีกอย่างฮวาผิงอาจไม่ได้ลงมือด้วยตัวเอง’

‘เธอปลอมตัวเก่ง เรื่องแบบนี้ถ้าจะลงมือ เธอต้องมาด้วยตัวเองแน่นอน แต่มันอาจไม่เกิดขึ้นก็ได้ครับพ่อ ผมแค่พูดถึงความเป็นไปได้เท่านั้น และถ้ามันเกิดขึ้นจริง ผมอยากให้พ่อปล่อยผมไป’

ซ่งเหวินหลับตาลง วันนั้นโน้มน้าวยังไงพ่อก็ไม่ยอม หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีการของเขา แต่เพราะท่านเห็นว่าเขาทรมานกับโรคมะเร็งมากขึ้นเรื่อย ๆ มันลุกลามเร็วจนน่ากลัว ความเด็ดขาดในคราแรกก็เริ่มสั่นคลอน

จนถึงวันนี้เขาก็ยังเชื่อว่าพ่อยังไม่เห็นด้วยกับวิธีการของเขา แต่ท่านต้องจำใจทำ เพราะมันเป็นวิธีการเดียวที่จะปลดปล่อยเขาไปจากความทรมาน

...

โทรศัพท์ร่วงหล่นจากมือซ่งเต๋อ ชายชราทรุดกายลงบนเก้าอี้บุนวมภายในห้องทำงาน แผ่นหลังที่เคยตั้งตรงงองุ้มลง ดูแก่ชราเพิ่มขึ้นอีกสิบปี

“คุณปู่!!” ซ่งอวิ๋นถลาตัวเข้าไปหาผู้เฒ่าซ่ง ร่างกายเธอสั่นสะท้าน ความเย็นเยียบไล่ขึ้นมาจากปลายเท้า นัยน์ตาดอกพร่ามัวเพราะม่านน้ำตาคลอหน่วย

แน่นอนว่าคุณปู่เคยบอกเล่าถึงการตัดสินใจของซ่งเหวินให้เธอฟัง แต่เธอไม่ได้เตรียมใจไว้ว่ามันจะเกิดขึ้นจริง เพราะคิดว่าฮวาผิงคงไม่โง่ถึงขนาดเสี่ยงลงมือด้วยตัวเอง

พอมันเกิดขึ้นจริง ความรู้สึกหลากหลายก็ตีรวนอยู่ในอก แน่นอนว่าเธอเจ็บปวดเสียใจ แต่สิ่งที่เด่นชัดยิ่งกว่าคือเธอโกรธซ่งเหวิน

พ่อเห็นแก่ตัว เขาตัดช่องน้อยแต่พอตัว และทิ้งความรู้สึกผิดไว้ให้คุณปู่ มันไม่ต่างจากการส่งลูกชายตัวเองไปตายโดยไม่ช่วยเหลืออะไรเลย

เธอไม่รู้เลยว่าคุณปู่จะเจ็บปวดและลำบากใจขนาดไหน ลูกชายขอร้องให้ปล่อยไป เพราะเขาทนความทรมานกับอาการป่วยต่อไปไม่ไหว ซึ่งการตายครั้งนี้แลกมาด้วยสายป่านเส้นใหม่ แต่ไม่มีใครต้องการให้สิ่งนี้เกิดขึ้น

“ปู่ไม่เป็นไร เสี่ยวอวิ๋นอย่ากังวล” ผู้เฒ่าซ่งลูบศีรษะหลานสาวเบา ๆ ขณะกล้ำกลืนความเจ็บปวดลงอก ภาพความทรงจำตั้งแต่ลูกชายยังแบเบาะวนเวียนอยู่ในสมอง

จ้าวอิ๋นเคยบอกเขาแล้วว่ามันเป็นกรรมของซ่งเหวินเอง ไม่ว่าอาเหวินจะเลือกเส้นทางไหน ก็ปล่อยให้เขาตัดสินใจด้วยตัวเอง

“คุณปู่เคยสอนหนูเองว่าเสียใจก็ร้องไห้ เราเป็นมนุษย์ ไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งตลอดเวลา เพราะแบบนั้นถ้าคุณปู่ร้องไห้ไม่ออก หนูร้องแทนก็ได้ค่ะ” ซ่งอวิ๋นละล่ำละลัก เธอสะอื้นจนหัวไหล่กระตุก

“เด็กโง่” ผู้เฒ่าซ่งน้ำตาคลอเบ้า สุดท้ายก็ปล่อยน้ำตาไหลออกมาเงียบ ๆ โดยไร้เสียงสะอื้น

สองปู่หลานร้องไห้อยู่ในห้องทำงานนานหลายนาที ขณะที่คนอื่น ๆ ยังไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น

เนิ่นนานกระทั่งชายชุดดำร่างกายกำยำเดินเข้ามาภายในบ้าน และตรงเข้าไปรายงานบางอย่าง

“นายท่านผู้เฒ่า.. คนของเราได้ตัวฮวาผิงมาแล้วครับ”

“จัดฉากการตายไว้เรียบร้อยแล้วใช่ไหม” ดวงตาชายชรายังคงแดงก่ำเพราะผ่านการร้องไห้มาหมาด ๆ

“ครับ พรุ่งนี้คงมีข่าวออกไปว่าเส้นถนนเลี่ยงเมืองมีเหตุรถระเบิดเพราะน้ำมันรั่ว ระบุได้ยากว่าคนขับเป็นใคร”

“ต้องขอบคุณเฟิงเหมียนกับมู่หาน ช่วยได้มากจริง ๆ” ซ่งเต๋อควบคุมน้ำเสียงตัวเองไม่ให้สั่น

ตอนนี้เขาได้ตัวฮวาผิงมาอยู่ในมือแล้ว การสืบค้นตัวตนแท้จริงของเธอในฐานข้อมูลประชากรก็ไม่ยากอีกต่อไป เพราะฮวาผิงที่เธอสวมรอยมาตลอดก็ตายไปแล้ว และมันจะสามารถตบตาคนเบื้องหลังได้ว่าเธอเสียชีวิต

“คุณปู่.. หนูอยากเจอฮวาผิง” ซ่งอวิ๋นกำหมัดแน่น เธอยังคงอัดอั้นแม้จะร้องไห้ออกมาแล้ว ก็ยังไม่อาจระบายความรู้สึกที่ตีรวนอยู่ในอก

ไม่ว่าจะดีร้าย ซ่งเหวินก็เป็นพ่อ เธอไม่เคยอยากให้เขาตายไปเช่นนี้

“ตกลง แต่วันนี้หลานไปพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้ยังมีเรื่องให้จัดการอีกมาก” ผู้เฒ่าซ่งพยายามเข้มแข็งต่อหน้าหลานสาว

คืนส่งท้ายปีเก่านี้ กลายเป็นปีที่ซ่งอวิ๋นเสียใจที่สุดตั้งแต่เธอเกิดมา