จดหมาย
จดหมาย
หิมะสีขาวบาง ๆ เกาะอยู่ตามยอดสนและหลังคากระเบื้องสีดำของอารามเก่าแก่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางขุนเขา
คืนนี้บริเวณอารามถูกประดับด้วยโคมแดงรับเทศกาล โคมไม่กี่ใบแขวนอยู่ตามชายคาและสองข้างประตูไม้เก่าแก่ แสงสีแดงอ่อนส่องผ่านม่านหิมะ ทำให้ทางเดินหินที่ทอดยาวขึ้นไปยังโถงบูชาดูโดดเด่นท่ามกลางความมืด
ลมหนาวพัดผ่านแนวสนส่งเสียงเสียดสีกันแผ่วเบา กลิ่นธูปลอยออกมาจากโถงด้านใน ผสมกับกลิ่นควันจากเตาไฟที่ใช้คลายความหนาวให้ผู้คนซึ่งเดินทางขึ้นมาสักการะเทพเจ้าในคืนสุดท้ายของปี
แม่ชีจ้าวแยกตัวออกมานั่งอยู่ที่ศาลาอันเงียบสงบห่างไกลความวุ่นวาย เธอหลับตานับลูกประคำในมือเพื่อสงบจิตสงบใจ การเกิดในตระกูลนักทำนาย ล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าใครว่าเป็นพร แท้จริงแล้วมันไม่ต่างจากคำสาป
ต้องทรมานที่รู้เหตุการณ์ แต่แทบจะบอกใครไม่ได้ วันนี้เธอสูญเสียลูกชายคนโต แม้เตรียมใจล่วงหน้า พอถึงเวลาจริง ๆ ก็ใช่ว่าจะหักห้ามความเสียใจได้
“ดิฉันขอเข้าไปนั่งด้วยได้ไหมคะ” เสียงแหบพร่าของหญิงสูงวัยผู้หนึ่งดังขึ้นหน้าศาลาอันเงียบสงบ ดึงสติแม่ชีชรากลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว
จ้าวอิ๋นเปิดเปลือกตาขึ้นช้า ๆ จ้องมองหญิงชราเบื้องหน้า ดวงตาที่ราวกับมองทะลุทุกสิ่งวูบไหวเพียงชั่วครู่ ก่อนจะสงบนิ่งลงไปภายในเวลาไม่กี่วินาที “เข้ามาก่อนสิ ตอนนี้อากาศหนาว ประสกมาทำอะไรที่นี่ ไม่อยู่ที่โถงสักการะเทพเจ้า”
“ฉันเดินชมอารามเพลินไปเสียหน่อย รู้ตัวอีกทีก็มาอยู่หน้าศาลาหลังนี้แล้ว” เสวี่ยหลานแย้มยิ้มน้อย ๆ ก้าวเข้าไปในศาลาและนั่งลงฝั่งตรงข้ามแม่ชีจ้าว
“เป็นเช่นนั้น..” จ้าวอิ๋นพยักหน้าน้อย ๆ ท่าทางยังคงสงบนิ่งดุจผิวน้ำ ทว่าในใจรุ่มร้อนปั่นป่วน
“ที่นี่เงียบสงบดีนะคะแม่ชีจ้าว หากวันหน้าฉันละทางโลก ฉันคงอยากมาบวชที่นี่เหมือนท่าน”
“เราเคยเจอกันมาก่อนหรือ?” จ้าวอิ๋นพยายามทำใจให้สงบลงด้วยการนับลูกประคำในมือ เม็ดแล้วเม็ดเล่า แต่มันช่างยากเย็นเหลือเกิน
“แน่นอนค่ะ ท่านจำไม่ได้แล้ว แต่ความจำฉันยังดีอยู่” เสวี่ยหลานยิ้มกว้างกว่าเก่า
ในอดีตตระกูลเสวี่ยยิ่งใหญ่กว่าตระกูลจ้าวหลายเท่า ในสายตาเธอ ตระกูลจ้าวเป็นเพียงตระกูลนักธรรมนายลวงโลก ไม่ต่างจากพวกนักพรตที่หลอกเอาเงินคนโง่ ความประทับใจที่เธอมีต่อจ้าวอิ๋นจึงติดลบ
ทุกวันนี้เธอก็ยังไม่เชื่อว่าในโลกนี้จะมีคนที่สามารถล่วงรู้อนาคตของผู้อื่น เพราะถ้าหากรู้จริง นังแก่ตรงหน้าย่อมต้องทราบแล้วว่าลูกชายตัวเองกำลังตายอย่างอนาถอยู่ในโรงพยาบาล
“คงจะจริง ฉันก็แก่มากแล้ว เรื่องราวในอดีตก็เลอะเลือนไปมากทีเดียว ประสกมีชื่อแซ่อะไรเล่า” แม่ชีชรามีสีหน้าปลงตก
“ฉันชื่อเสวี่ยหลาน” เสวี่ยหลานเริ่มหมดสนุก อันที่จริงวันนี้เธอแค่อยากมาดูลาดเลา และมาพบหน้าจ้าวอิ๋นเป็นครั้งสุดท้าย เพราะอีกไม่นานจ้าวอิ๋นก็ต้องตามไปอยู่กับลูกชายหัวแก้วหัวแหวนในโลกหลังความตาย
“แซ่เสวี่ย.. คุ้นหูอยู่บ้างจริง ๆ อย่างไรก็เจอกันแล้ว ประสกรับสิ่งนี้ไว้เถอะ” จ้าวอิ๋นนำเชือกถักสีขาวเส้นหนึ่งออกมาจากกระเป๋า แล้วยื่นให้เสวี่ยหลาน
“มันคือ?” เสวี่ยหลานคิ้วกระตุก เธอไม่เคยเชื่อเรื่องพุทธองค์ ไม่เชื่อในเทพเจ้า การต้องรับเชือกถักจากอีกฝ่ายทำให้เธอรู้สึกรังเกียจ
เชือกถักสีขาวเส้นเล็กถูกถักอย่างประณีต ตรงกึ่งกลางเชือกมีเหรียญทองแดงหม่น ตัวเหรียญทรงกลมมีช่องสี่เหลี่ยมตรงกลาง รอยอักขระบนผิวเหรียญซีดจางไปตามกาลเวลา
หากพุทธองค์มีจริง หรือเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์จริง ทำไมตอนที่เธออ้อนวอนร้องขอต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีใครช่วยให้เธอหลุดพ้นจากชีวิตแสนบัดซบนี้
“เพราะประสกเสวี่ยพูดว่าวันหน้าอยากจะละทางโลก ก็ถือเสียว่าสิ่งนี้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ทำให้จิตใจประสกสงบลงบ้าง” นัยน์ตาที่เริ่มฝ้าฟางของจ้าวอิ๋นมากไปด้วยเมตตา
“ฉันดูเหมือนคนจิตใจไม่สงบเหรอคะแม่ชี” เสวี่ยหลานพูดทีเล่นทีจริง พลางเก็บเชือกถักเส้นนั้นไว้ในกระเป๋าบริเวณอกเสื้อ
“สงบหรือไม่ ต้องถามใจประสกเอง”
เสวี่ยหลานสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ อยากจะกล่าวอะไรมากกว่านั้น แต่หางตาเห็นคนของตนยืนอยู่หน้าศาลาด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลนแกมร้อนใจ
“ฉันต้องไปแล้ว ขออภัยที่รบกวนแม่ชีเสียนานเลยนะคะ”
“ไปเถิด”
จ้าวอิ๋นมองตามแผ่นหลังเสวี่ยหลาน ก่อนหลุบตาลงจดจ้องลูกประคำในมือ ผู้หญิงคนนี้มีกรรมหนัก ยิ่งก่อกรรมมากขึ้นเท่าไหร่ สุดท้ายแล้วกรรมนั้นก็จะตกไปสู่ตัวคนที่เสวี่ยหลานรัก
และไม่ว่าวันนี้จ้าวอิ๋นจะทุกข์ใจเรื่องลูกหลานมากเท่าไหร่ อีกฝ่ายต้องทุกข์ยิ่งกว่าร้อยเท่าพันทวี
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงรีบร้อนจนเสียกิริยา” เสวี่ยหลานไต่ถามหลังเดินห่างออกมาจากศาลา
“สายของเรารายงานมาว่ารถของตันหยางระเบิด ตอนนี้ตำรวจกับเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกำลังช่วยกันระงับเหตุ แต่บอกกันว่ารถไหม้รุนแรงมาก คนข้างในไม่มีทางรอด”
“!!” หัวใจเสวี่ยหลานกระตุกวูบ ร่างกายชาวาบ เธอไม่เคยคาดหวังให้เด็กที่เธอชุบเลี้ยงมากับมือต้องมาตายอนาถด้วยการถูกย่างสดเช่นนั้น
...
ซ่งอวิ๋นนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน เมื่อพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า หญิงสาวจึงลุกจากเตียง จัดการธุระส่วนตัว ก่อนลงไปที่ห้องอาหาร เช้าวันปีใหม่อันเต็มไปด้วยความรื่นเริงสำหรับใครหลายคน กลายเป็นเช้าที่หม่นหมองสำหรับเธอ รวมไปถึงสมาชิกคนอื่น ๆ ในตระกูล
ค่ำคืนที่ผ่านมาไม่มีใครนอนหลับลง เพราะต่างทราบแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับซ่งเหวิน ทั้งบ้านจึงไม่ต่างจากมีเมฆดำทะมึนปกคลุม
“กินข้าวเถอะ เรื่องอื่นค่อยว่ากัน” ผู้เฒ่าซ่งดูแก่ชราลงไปสิบปี
อาหารเช้าไร้รสชาติ ราวกับเคี้ยวลำเทียน แต่ทุกคนก็ฝืนกลืนมันลงท้องไปทั้งอย่างนั้น
โจวจิ่วสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ในฐานะที่เคยใช้ชีวิตเป็นสามีภรรยากับซ่งเหวินมาตลอดหลายปี แม้เขาจะทำร้ายจิตใจเธออย่างแสนสาหัส แต่เธอไม่เคยอยากให้เขาตาย
“กินข้าวอีกหน่อยสิลูก วันนี้ยังมีเรื่องให้จัดการอีกเยอะเลยนะ” เธอเกลี้ยกล่อมลูกสาวหลังจากเห็นซ่งอวิ๋นวางช้อนหลังจากกินข้าวต้มไปเพียงไม่กี่คำ
“ค่ะแม่” ซ่งอวิ๋นพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
ช่วงสาย
ซ่งเซวียนอาสาเป็นคนไปรับร่างไร้วิญญาณของพี่ชายกลับมาที่บ้าน ขณะที่คนอื่น ๆ วุ่นวายอยู่กับการเตรียมงานศพ
ภายในเวลาไม่นาน บ้านตระกูลซ่งก็ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นสถานที่ประกอบพิธี ผ้าขาวถูกแขวนไว้บริเวณประตูทางเข้า โคมไฟสีขาวและดอกไม้สีขาวถูกนำมาประดับแทนที่โคมสีแดงและคำอวยพรปีใหม่ บรรยากาศเงียบสงัดจนแทบไม่มีใครกล้าพูดเสียงดัง
ภายในโถงใหญ่มีการตั้งโต๊ะบูชาและภาพถ่ายของซ่งเหวินเอาไว้ตรงกลาง ด้านหน้ามีกระถางธูป เทียน และเครื่องเซ่นที่จัดเตรียมไว้อย่างเป็นระเบียบ ควันธูปลอยขึ้นเป็นสายบาง ๆ ร่างของซ่งเหวินได้รับการแต่งกายอย่างเรียบร้อยในโลงศพที่เตรียมไว้
“นายท่านผู้เฒ่าครับ นี่เป็นจดหมายที่เจ้านายของผมเขียนไว้เมื่อเดือนที่แล้ว ท่านบอกว่าอยากให้นายท่านผู้เฒ่า นายหญิงและคุณหนูใหญ่อ่าน” ลูกน้องคนสนิทของซ่งเหวินนำจดหมายสามฉบับส่งให้ผู้เฒ่าซ่ง
“ขอบใจมาก” ผู้เฒ่าซ่งรับจดหมายนั้นมาถือไว้ จากนั้นก็เรียกลูกสะใภ้กับหลานสาวเข้าไปในห้องทำงาน
“พ่อเตรียมตัวมาดีจริง ๆ แม้แต่จดหมายก็ยังเขียนไว้แล้ว” ซ่งอวิ๋นเม้มปากแน่น ขอบตาร้อนผะผ่าว
“หลานอ่านเถอะ” ผู้เฒ่าซ่งเอนหลังพิงเก้าอี้บุนวม จดหมายอีกสองฉบับถูกส่งให้โจวจิ่วและซ่งอวิ๋น
ทั้งสองรับจดหมายมาถือไว้ในมือ ก่อนจะเปิดอ่านด้วยมืออันสั่นเทา ซ่งอวิ๋นตั้งสติ กวาดสายตาอ่านตัวอักษรบนกระดาษ
‘เสี่ยวอวิ๋น พ่อเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นมา แต่ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสส่งให้ลูกได้อ่านหรือเปล่า แต่ถ้าลูกได้อ่าน แสดงว่าวันนั้นพ่อเสียชีวิตไปแล้ว พอจะเขียนจริง ๆ พ่อก็ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน นอกจากคำว่าขอโทษ พ่อขอโทษนะเสี่ยวอวิ๋น ที่ผ่านมาพ่อเป็นพ่อที่แย่มาก คนเรามักพูดกันว่าไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา ตอนนี้พ่อเข้าใจแล้ว เข้าใจแจ่มแจ้งในวันที่สายเกินไป ลูกอาจโกรธและเกลียดพ่อมาก แต่ไม่เป็นไร พ่อเข้าใจ เกลียดพ่อต่อไปเถอะ ลูกจะได้ไม่ต้องเสียใจกับการตัดสินใจของพ่อ’
‘เสี่ยวอวิ๋น พ่อรู้มาว่าลูกไม่อยากแต่งงาน เพราะเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับแม่และอารองของลูก แต่ลูกอย่าเอาการกระทำของพ่อตัดสินผู้ชายทุกคนบนโลก ให้ดูปู่เป็นตัวอย่าง ท่านรักเดียวตลอดชีวิต ถ้าเลือกผิดก็เลือกใหม่ อย่าปิดกั้นตัวเอง มันจะทำให้ลูกพลาดคนดี ๆ’
‘สุดท้ายนี้ พ่อขออวยพรให้ลูกพบเจอความสุข แคล้วคลาดจากอันตราย และได้ใช้ชีวิตในแบบที่ลูกอยากใช้ ดูแลแม่และดูแลตัวเองดี ๆ นะลูก’
ซ่งอวิ๋นปาดน้ำตาลวก ๆ ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาที่หยดลงบนจดหมาย ก่อนจะเก็บจดหมายนั้นใส่กระเป๋าเสื้อ
ท้ายที่สุดแล้วเธอก็ยังให้อภัยเขา ไม่โกรธ ไม่เกลียด และขอให้เขาไปสู่ภพภูมิที่ดี หญิงสาวไม่รู้ว่าในจดหมายของแม่กับคุณปู่ พ่อได้เขียนอะไรลงไปบ้าง ทว่าต่างฝ่ายต่างหันหน้าไปคนละทาง พลางปาดน้ำตา
ห้องทั้งห้องถูกปกคลุมไปด้วยบรรยากาศหดหู่เศร้าสร้อย ทว่าความเศร้าอยู่ได้ไม่นานนัก เพราะพวกเธอต้องออกไปจัดการกับพิธีศพในห้องโถง
วันนี้มาอีกตอนนะคะ