ตันหยางเข้าตาจน
ตันหยางเข้าตาจน
ตันหยางปรือตาขึ้นมาพร้อมอาการปวดศีรษะและมึนงง ครั้นคิดจะเอื้อมมือมาลูบใบหน้า เธอก็พบว่าข้อมือทั้งสองข้างของเธอถูกพันธนาการด้วยโซ่หนาหนัก เช่นเดียวกับข้อเท้าที่ถูกล่ามติดกับเสา
“!!” หนังศีรษะเธอชาวาบ เมื่อกวาดสายตาไปรอบด้านพบว่าตอนนี้เธออยู่ในห้องเก่าคร่ำคร่า
สมองเธอแล่นเร็วจี๋ ผนังทั้งสี่ด้านเป็นปูนเปลือยสีเทาหม่น มีคราบความชื้นเกาะอยู่ตามมุมห้องจนเกิดเป็นรอยด่างดำ อากาศเย็นชื้นและมีกลิ่นอับของไม้เก่าปะปนอยู่จาง ๆ แม้จะเป็นช่วงกลางวัน แต่ภายในกลับมืดสลัวแทบไม่ต่างจากยามค่ำคืน
หน้าต่างบานเล็กที่อยู่สูงเกือบชิดเพดานถูกปิดด้วยเหล็กดัดหนา แสงจากภายนอกลอดผ่านเข้ามาได้เพียงริ้วบาง ๆ เผยให้เห็นละอองฝุ่นที่ลอยอยู่ในอากาศ
กลางห้องมีโต๊ะไม้ตัวหนึ่งตั้งอยู่โดดเดี่ยว ข้างกันเป็นชั้นวางของเก่าที่เต็มไปด้วยกล่องกระดาษ ขวดแก้ว และสิ่งของที่ถูกทิ้งร้างจนแทบไม่มีใครจำได้ว่าถูกเก็บเอาไว้ตั้งแต่เมื่อไร
ไม่มีเสียงรถ ไม่มีเสียงผู้คน และไม่มีแม้แต่เสียงสุนัขเห่าจากบ้านใกล้เคียง มีเพียงเสียงลมที่ลอดผ่านรอยแยกของหน้าต่าง กับเสียงหยดน้ำจากท่อเก่าบนเพดานที่ตกลงบนพื้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
“นี่มันเรื่องบ้าอะไร” เธอจำได้แค่ว่าตนเองออกจากห้องพักผู้ป่วยของซ่งเหวิน และรีบไปที่ลานจอดรถในช่วงเวลาที่กล้องวงจรปิดของโรงพยาบาลถูกแฮ็ก
ทุกอย่างแนบเนียน ไม่มีใครสงสัย แต่ตื่นมาอีกทีกลับพบว่าตนเองอยู่ในห้องใต้ดิน
หรือที่จริงแล้วเธอถูกตาเฒ่าตระกูลซ่งตลบหลัง
คิดแล้วเธอก็มองออกไปที่ประตูเหล็กอันเต็มไปด้วยรอยสนิม หวังให้มีใครสักคนเปิดประตูเข้ามา แต่รอแล้วรอเล่า ด้านนอกกลับเงียบสนิท ราวกับว่าเธอจะถูกขังให้อดข้าวอดอาหาร รอวันตายอยู่ที่นี่
ตันหยางจมอยู่กับความตื่นตระหนกไม่นานนัก เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นหน้าประตู ร่างกายเธอเกร็งเขม็ง ขณะประตูถูกเปิดจากด้านนอก
“แกเป็นใคร” แววตาคู่สวยระแวดระวัง เหลียวซ้ายแลขวาอย่างหวาดระแวง
“กินซะ เธอยังต้องอยู่ที่นี่ไปอีกนาน” ชายหนุ่มร่างกายกำยังวางถาดใส่จานข้าวและแก้วน้ำเปล่าลงเบื้องหน้าตันหยาง
ตอนนี้เจ้านายยังวุ่นอยู่กับงานศพของนายท่านใหญ่ซ่ง ปลีกตัวมาเค้นคอตันหยางไม่ได้
“ฉันไม่กิน” เธอสะบัดหน้าหนีอย่างคนหัวรั้น
“จะลองอดข้าวอดน้ำสักสองสามวันก็ได้ แต่ความทรมานแบบนั้น เธอคงไม่อยากเจอหรอก” เขาไม่สนใจว่าหล่อนจะดื้อรั้นยังไง ปล่อยให้หิวก็ดีเหมือนกัน เวลาเค้นคอจะได้ข้อมูลง่ายขึ้น
ไม่มีอะไรทรมานไปกว่าการต้องทุกข์ทนกับความหิวโหย และพวกเขามีหลายวิธีที่จะทำให้เธอไม่ตายก่อนเจ้านายจะมีเวลาว่าง
…
หลายวันต่อมา
เสวี่ยหลานได้รับแจ้งจากลูกน้องคนสนิท รายงานจากตำรวจระบุว่า ตันหยางเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ แต่ในฐานข้อมูลปรากฏว่าเธอไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน ทางตำรวจจึงส่งร่างเธอไปยังมูลนิธิเพื่อจัดพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป
“ยืนยันแล้วใช่ไหมว่าเป็นตันหยางจริง ๆ”
“ตำรวจยืนยันแล้วค่ะนายหญิง ตอนนี้ทางมูลนิธิกำลังส่งศพของเธอไปเผา ส่วนทรัพย์สินส่วนตัวและเงินในบัญชีของตันหยางจะถูกส่งมอบให้รัฐตามกฎหมาย”
การเผาแทนการฝังเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน โดยเฉพาะศพที่ไม่มีญาติ ทางหน่วยงานรัฐ หรือมูลนิธิจึงมักจะประสานงานให้ทำพิธีกรรมทางศาสนาและฌาปนกิจศพ แทนที่จะฝังไว้ในสุสาน
“ฉันเข้าใจแล้ว เธอออกไปเถอะ” เสวี่ยหลานเอนกายลงนอนบนเก้าอี้โยก มือที่เต็มไปด้วยร่องรอยกาลเวลาและแผลเป็นบีบพนักพิงไว้แน่น
“นายหญิง..” รุ่ยถิงนั่งลงเบื้องหน้าเจ้านาย ขอบตาเธอแดงเรื่อ
เธอเติบโตมาพร้อมตันหยาง ผ่านเรื่องราวมากมายมาด้วยกัน แม้เธอจะไม่พอใจที่ต้องใช้สามีร่วมกับตันหยาง แต่เธอไม่เคยอยากให้ตันหยางจบชีวิตลงทั้งแบบนี้
อีกฝ่ายโหยหาอิสระ ทั้งที่อิสระที่อีกฝ่ายเฝ้าฝันถึงอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่กลับต้องด่วนจากไป
“ร้องไห้ทำไม ยังไงทุกคนก็ต้องตาย ไม่ตายวันนี้ วันหน้าก็ตายอยู่ดี” คำพูดเธอโหดร้ายผิดกับเนื้อเสียงสั่นเครือ
“ฉัน.. อยากไปงานศพของตันหยาง”
“อย่าโง่ไปหน่อยเลยรุ่ยถิง” เสวี่ยหลานสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ ใช่ว่าเธอไม่อยากไปส่งตันหยาง แต่เธอไม่แน่ใจว่าตอนที่ตันหยางปรากฏตัวต่อหน้าซ่งอวิ๋น มันทำให้ตาเฒ่าซ่งผู้ฉลาดเป็นกรดคนนั้นสงสัยขึ้นมาหรือเปล่า
ตอนนี้สิ่งที่พวกเธอต้องทำก็คืออยู่นิ่ง ๆ ตัดความเกี่ยวข้องทั้งหมดระหว่างพวกเธอกับตันหยาง โชคดีที่เครื่องมือสื่อสารภายในรถถูกทำลายไปพร้อมแรงระเบิด ไม่อย่างนั้นเธอคงต้องมานั่งระแวงอยู่ไม่สุข
รุ่ยถิงปาดน้ำตาลวก ๆ ก้มหน้าลงต่ำพลางผงกศีรษะ “ฉันเข้าใจค่ะนายหญิง”
“บอกให้คนของเราอยู่เฉย ๆ เดือนหน้าค่อยลงมือ อารามนั้นเงียบสงบ หากเกิดเหตุแม่ชีพลัดตกเขา คงจับมือใครดมไม่ได้” ดวงตาเสวี่ยหลานวาวโรจน์ เธอจะทำลายสิ่งที่ตาแก่นั่นรักไปทีละคน
เธออยากให้เขาตายอย่างโดดเดี่ยว ทรมานไม่ต่างจากที่เธอเคยเป็น
“เข้าใจแล้วค่ะนายหญิง”
...
พิธีส่งศพวันสุดท้ายถูกจัดขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้า ญาติใกล้ชิดแต่งกายด้วยชุดไว้ทุกข์ บางคนผูกผ้าขาวไว้บนศีรษะ บางคนมีแถบผ้าขาวพันอยู่รอบต้นแขน ทุกคนยืนเรียงกันอยู่สองข้างทาง ขณะที่โลงศพของซ่งเหวินถูกยกออกจากบ้าน
ก่อนออกเดินทาง สมาชิกในครอบครัวตระกูลซ่งต่างคุกเข่าคารวะเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นขบวนศพจึงเคลื่อนออกจากบ้านตระกูลซ่ง มุ่งหน้าไปยังสุสานของตระกูล
“พี่สาม.. ไหวหรือเปล่าครับ” ซ่งจื้อบีบมือซ่งอวิ๋น หลายวันที่ผ่านมาพี่สาวของเขาพักผ่อนน้อยมาก เพราะวุ่นอยู่กับงานศพของลุงใหญ่ ใบหน้าจึงซีดเซียว น้ำหนักก็ลดลงไปด้วย
“พี่ไหว.. ขอบใจมากนะอาจื้อ” ซ่งอวิ๋นบีบมือตอบอย่างอ่อนแรง ตอนนี้เธออยากไปหาคุณย่าจริง ๆ เผื่อท่านจะแนะนำวิธีปล่อยวางให้กับเธอ
เมื่อเดินทางมาถึงสุสาน หลุมฝังศพถูกเตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ทุกคนยืนล้อมอยู่รอบหลุมอย่างเงียบงัน หลังพิธีสุดท้ายสิ้นสุดลง โลงศพของซ่งเหวินจึงถูกหย่อนลงสู่หลุมช้า ๆ
ไม่มีใครพูดอะไรอีก มีเพียงผ้าขาวบนร่างกายของผู้ไว้ทุกข์ที่ปลิวไหวไปตามลมหนาว และควันธูปที่ค่อย ๆ จางหายไปเหนือหลุมฝังศพของซ่งเหวิน
แผ่นหลังที่เคยตั้งตรงของผู้เฒ่าซ่งงองุ้มลงอย่างเห็นได้ชัด เขาแบมือออกไปรับเกล็ดหิมะเย็นเยือก น้ำตาหยดหนึ่งไหลผ่านข้างแก้ม หยดลงสู่ปลายคาง
“ไปเถอะเจ้าใหญ่ ไปสู่ภพภูมิที่ดี” เสียงแหบพร่าสั่นเครือหลุดจากริมฝีปากชายชรา เมื่อเขาหันไปมองหลานสาว ก็พบว่าเธอเบือนหน้าหนีพลางปาดน้ำตาเงียบ ๆ
“ไปเถอะอาเต๋อ อาอิ๋นคงรออยู่” เฟิงเหมียนตบไหล่สหายเบา ๆ
ก่อนหน้านี้ซ่งเต๋อให้เหตุผลกับลูกหลานทุกคนว่าจ้าวอิ๋นถูกลมหนาว จึงล้มป่วย เดินทางมาร่วมพิธีศพของซ่งเหวิน ทุกคนจึงตกลงกันว่าหลังจากงานศพจบลงแล้ว จะเดินทางไปที่อารามเพื่อไปให้กำลังใจจ้าวอิ๋น และตรวจสอบให้แน่ใจว่าท่านไม่ได้ป่วยหนักจริง ๆ
มีเพียงซ่งเต๋อเท่านั้นที่รู้ว่าทำไมภรรยาถึงไม่อาจก้าวขาออกจากอาราม
“ขอบใจมากนะอาเหมียน เธอกับเสี่ยวหานช่วยได้มากจริง ๆ”
“เพื่อนกันทั้งนั้น คำขอบคุณไม่จำเป็น” เฟิงเหมียนตบพัดลงบนฝ่ามือส่งเสียงดังพรึบ หางตาเหลือบไปเห็นลูกชายยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ซ่งอวิ๋น
“ตาบวมหมดแล้ว” เฟิงมู่หานปวดใจ หลายวันมานี้เขามาช่วยงานศพทุกวัน จึงเห็นว่าร่างกายซ่งอวิ๋นซูบผอมลงเรื่อย ๆ
แม้พ่อของเธอจะทำให้เธอผิดหวังเสียใจมากมายขนาดไหน แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเธอยังรักซ่งเหวิน
“ขอบคุณนะคะพี่หาน ฉันจะไม่ร้องไห้แล้ว” ซ่งอวิ๋นยิ้มขื่น รับผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นมาซับน้ำตา หลายวันมานี้เธอร้องไห้บ่อยเกินไปจริง ๆ
“ร้องไห้ก็ไม่เป็นไร แต่อย่าทำลายสุขภาพตัวเอง ดูสิ ผอมลงไปเยอะเลยนะ”
“ค่ะ หลังจากนี้ฉันจะกินข้าวเยอะ ๆ เลย”
ความสนิทสนมนี้อยู่ในสายตาผู้ใหญ่ตระกูลซ่ง พวกเขาไม่ได้พูดอะไรมากนัก อย่างไรสองตระกูลก็เป็นเพื่อนกันมา เฟิงมู่หานเป็นชายหนุ่มที่ดีคนหนึ่ง หากวันหน้าเด็กสองคนคิดจะสานสัมพันธ์กัน ก็นับว่าไม่มีอะไรเสียหาย
...
สมาชิกตระกูลซ่งเดินทางมาถึงอารามในช่วงบ่ายคล้อย ตะวันใกล้ตกดินลงทุกขณะ เมื่อมาถึงก็ได้ยินว่าแม่ชีจ้าวอาการดีขึ้นจนเริ่มจะสามารถออกมาทำกิจวัตรประจำวันได้บ้างแล้ว
“คุณย่าเป็นยังไงบ้างคะ ดีขึ้นแล้วจริง ๆ ใช่ไหม” ซ่งอวิ๋นกลัวว่าคุณย่าจะตรอมใจ เพราะสีหน้าท่านไม่ค่อยสู้ดีนัก
“ย่าดีขึ้นมากแล้วละ ลำบากทุกคนแล้วนะ” จ้าวอิ๋นวางมือบนศีรษะหลานสาว ลูบเบา ๆ อย่างปลอบประโลม ก่อนจะกวาดสายตามองสามีและลูกหลาน
ทุกคนต่างมีสภาพอิดโรยไม่สดใส คงต้องใช้เวลาสักพัก กว่าที่สภาพจิตใจจะกลับมาเข้มแข็งดังเดิม
“ลำบากอะไรกันคะ” ซ่งเซียงเข้าไปนั่งเบื้องหน้ามารดา จับมือท่านมากุมไว้แน่น “พี่ใหญ่เขา..”
“แม่รู้ ไม่เป็นไร อย่างน้อยเจ้าใหญ่ก็ไม่ทรมานกับอาการป่วยนานนัก” เธอกล่าวราวกับปลงตก ทว่าดวงตาหญิงชรายังแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด
จากนั้นเธอก็พูดปลอบใจลูกหลานอยู่พักใหญ่ ให้ทุกคนค่อย ๆ ปล่อยวางความเสียใจ กระทั่งพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน
“นี่ก็เย็นมากแล้ว เดินทางมาเหนื่อย ๆ แยกย้ายกันไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ค่อยไปที่หอสักการะ”