ลองใช้ไม้อ่อน
ลองใช้ไม้อ่อน
ค่ำคืนนี้ซ่งอวิ๋นไม่ได้ไปนอนในที่พักซึ่งถูกจัดไว้สำหรับผู้แสวงบุญ เธอมานอนกับผู้เป็นย่า เพราะต้องการที่พึ่งทางใจ ซึ่งจ้าวอิ๋นก็เข้าใจดี เธอจึงพูดคุยกับหลานสาวอยู่ค่อนคืน
“คุณย่าคะ ผู้หญิงคนนั้นบอกกับพ่อว่า คุณปู่เคยสร้างความแค้นใหญ่หลวงไว้ คุณย่าพอจะนึกออกไหมคะว่าเคยมีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นบ้างหรือเปล่า”
“ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ลงรอยกับคู่แข่งทางธุรกิจก็พอจะมีอยู่บ้าง แต่ปู่ของหลานไม่เคยมีปัญหาอะไรกับผู้หญิง แค่เฉียดใกล้ก็ทำตัวประหนึ่งภิกษุไม่แตะต้องสีกา” แม่ชีจ้าวเปรียบเทียบในเชิงขบขัน เพื่อให้บรรยากาศผ่อนคลายขึ้น
“ขนาดนั้นเลยเหรอคะ” ซ่งอวิ๋นหลุดขำพรืด
“ย่าเย้าเล่น แต่ปู่ของหลานวางตัวดี ไม่ข้องแวะกับผู้หญิงเกินความจำเป็น หากต้องติดต่องานสำคัญ ก็จะส่งเลขาส่วนตัวไปจัดการ ย่ารู้จักเขาตั้งแต่อายุยังน้อย หากเขาไปสร้างความแค้นล้ำลึกกับผู้หญิงที่ไหน ย่าต้องรู้อยู่แล้ว”
“หรือมันเป็นเรื่องเข้าใจผิด” ซ่งอวิ๋นเกาศีรษะแกรก ๆ นึกไม่ออกเลยว่าหากเป็นความเข้าใจผิด มันจะเกิดจากเรื่องใดได้บ้าง
“เรื่องนี้หลานต้องลองหาคำตอบดู” แม่ชีจ้าวทอดถอนใจ เธอกับซ่งเต๋อรู้อยู่แล้วว่าจุดจบในชาตินี้ของตัวเองจะเป็นแบบไหน เธอกับสามียินดีเสียสละ เหลือแค่ส่งลูกหลานถึงฝั่ง ก็จะตายตาหลับแล้ว
“แค่คิดก็ปวดหัวไปหมดแล้วค่ะ”
“มองในแง่ดี ตอนนี้หลานได้ตัวตันหยางมาแล้ว ย่าเชื่อว่าถ้าหลานมีศิลปะในการพูดสักหน่อย ตีให้ตรงจุด คำตอบที่หลานตามหาคงได้มาไม่ยากเย็นนัก” มืออบอุ่นลูบศีรษะหลานสาวเบา ๆ
อันที่จริงแม้จ้าวอิ๋นจะละทางโลกมานานขนาดนี้ เธอก็ยังปล่อยวางไม่ได้ การสูญเสียลูกชายคนโตเป็นความเสียใจล้ำลึก แต่หากเธอกับซ่งเต๋อไม่เข้มแข็ง ทุกอย่างคงพังกันไปหมด
ดังนั้นช่วงเวลาบั้นปลายชีวิตนี้ เธอกับเขาจึงคาดหวังให้ลูกหลานแคล้วคลาดปลอดภัย
“หนูเนี่ยนะคะมีศิลปะในการพูด” ซ่งอวิ๋นหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ให้เธอด่าแบบไม่พักหายใจดูจะง่ายดายกว่า
“เจ้าเด็กคนนี้นี่ ไม่ลองดูจะรู้ได้ยังไง”
“ก็จริงค่ะ หนูจะลองดู”
“ดึกมากแล้ว หลานพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ไปสวดภาวนาให้พ่อของหลานไปสู่ภพภูมิที่ดี”
“ค่ะ ฝันดีนะคะคุณย่า” ซ่งอวิ๋นยันกายขึ้น หอมแก้มแม่ชีจ้าวฟอดใหญ่ “หนูรักคุณย่านะคะ”
“เด็กดี.. ย่าก็รักหลาน”
...
ซ่งหว่านเดินทางมายังสุสานตระกูลซ่งตั้งแต่เช้าตรู่ เธอจดจ้องป้ายหลุมศพซ่งเหวินอยู่นานสองนาน ในอกของเธอมีหลากหลายอารมณ์ตีรวนอยู่ภายใน ก่อนหน้านี้เธอเคยคิดว่าเขาเป็นพ่อของเธอ
ทว่าความจริงอยู่ตรงหน้า แม้เธอจะนำเส้นผมที่ได้จากซ่งเหวินไปตรวจซ้ำแล้ว ผลปรากฏว่าไม่มีอะไรแตกต่าง เธอไม่ได้มีสายเลือดเดียวกับเขาจริง ๆ
“เสียใจหรือเปล่าคะ ที่ลูกสาวคนนี้ไม่ได้ไปร่วมงานศพของพ่อ คงไม่เสียใจสินะ เห็นหน้าลูกชู้ กลัวจะตายตาไม่หลับมากกว่า” ซ่งหว่านหัวเราะไร้อารมณ์ จิกเล็บลงกลางฝ่ามืออย่างอัดอั้น ก่อให้เกิดบาดแผลเล็ก ๆ
อากาศหนาวเหน็บและหิมะที่โปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า ไม่อาจดับไฟร้อนระอุในหัวใจของเธอได้เลย เธอเกลียดที่ความแค้นในชาติก่อนของเธอกลายเป็นเรื่องชวนหัว
ตอกย้ำว่าคนที่ไม่มีสายเลือดตระกูลซ่งอย่างเธอมีสิทธิ์อะไรไปคั่งแค้น ทว่าแทนที่เธอจะรู้สึกว่าตนควรปล่อยวาง เธอกลับยิ่งอยากเอาชนะยิ่งกว่าเก่า
“ฉันแปลกใจจริง ๆ ที่คุณพ่อด่วนจากไปเร็วขนาดนี้ ถ้ารักฉันถึงขั้นตรอมใจ ทำไมชาติก่อนถึงไม่ปกป้องฉันให้ดีกว่านี้กันเล่า” เธอคลายฝ่ามือช้า ๆ พลางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ “ถ้าได้เจอกับแม่ของฉันในปรโลก ก็ฝากบอกให้แม่มาเข้าฝันฉันหน่อยนะว่าใครเป็นพ่อแท้ ๆ ของฉัน จะได้มัดรวมแล้วจัดการทีเดียว”
สำหรับเธอ ผู้ชายเป็นเพศที่น่าขยะแขยง เห็นแก่ตัว และไร้คุณธรรม คงมีแค่ฉินชางคนเดียวที่แตกต่างจากคนอื่น เขาไม่เคยมองว่าความแค้นของเธอเป็นเรื่องไร้สาระ มิหนำซ้ำยังช่วยเธอทุกทางเท่าที่เขาจะทำได้
ล่าสุดเขาบอกเธอว่าผู้เฒ่าฉินกำลังจะตาย หลังจากฉินไห่เทาสิ้นชีพ เขาจะขยับตัวทำอะไรต่อมิอะไรง่ายขึ้น ให้เธอรออีกหน่อย เขาจะไม่ปล่อยให้เธอสู้อยู่คนเดียว
...
หลายวันต่อมา
ครอบครัวตระกูลซ่งเดินทางกลับจากอาราม หลังจากเห็นแม่ชีจ้าวสุขภาพร่างกายแข็งแรง และพวกเขาก็ได้ปฏิบัติธรรมมาตลอดหลายวันจนสภาพจิตใจที่เคยขุ่นมัวหม่นหมอง กลับมาสดใสขึ้น
ผู้เฒ่าซ่งและซ่งอวิ๋นแยกตัวจากสมาชิกครอบครัวคนอื่น ๆ เดินทางไปยังบ้านพักตากอากาศแถบชานเมือง ซึ่งเป็นสถานที่ที่นำตัวตันหยางไปขังไว้ในห้องใต้ดิน
ช่วงเวลาเกือบสองสัปดาห์นี้ ตันหยางมีสภาพอิดโรย ร่างกายผ่ายผอมลงมาก เพราะสัปดาห์แรกเธอยืนยันไม่แตะต้องอาหาร แต่พอเวลาผ่านไปเธอก็เริ่มทนต่อความหิวโหยไม่ไหว ยอมกินอาหารที่นำมาวางไว้ให้ในท้ายที่สุด
ถึงอย่างนั้นอาหารที่นำมาให้ในแต่ละวันก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของเธอ สภาพร่างกายจึงยังไม่สู้ดี เธออยู่ในห้องที่มีเพียงแสงสลัวราง สายตาเธอจึงพร่ามัวลง สภาพจิตใจยิ่งแล้วใหญ่ เสียงในหัวเธอเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ เพราะไม่ได้พูดคุยกับผู้ใด จึงต้องพูดกับตัวเองเพื่อให้เสียงนั้นเงียบลงบ้าง
แกร๊ก!
เสียงเปิดประตูดึงสติเธอกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว ผู้มาใหม่ทั้งสองจดจ้องสภาพร่างกายของตันหยางอย่างละเอียด
“ไม่ได้อาบน้ำมาเกือบสองอาทิตย์ เหนียวตัวแย่แล้วใช่ไหมคะคุณป้า” ซ่งอวิ๋นถือเก้าอี้พลาสติกมานั่งลงตรงหน้าตันหยาง ขณะที่ผู้เฒ่าซ่งยืนไพล่หลังอยู่ข้างกายหลานสาว
แม้จะเป็นห้องใต้ดิน แต่ที่นี่มีห้องน้ำเล็ก ๆ สำหรับการขับถ่าย นอกจากไม่ได้อาบน้ำแล้ว เธอยังสามารถขับถ่ายได้ สภาพจึงไม่น่าอนาถเท่าไหร่นัก
ตันหยางไม่ได้มองซ่งอวิ๋น กลับเลื่อนสายตาไปจดจ้องผู้เฒ่าซ่งราวกับมีความแค้นกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน “รู้ตัวตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ตั้งแต่เธอเจอเสี่ยวอวิ๋นหน้าโรงพยาบาล” ผู้เฒ่าซ่งตอบเรียบ ๆ นัยน์ตาคมดุจ้องลึกเข้าไปในดวงตาตันหยาง “ฉันเคยสร้างความแค้นอะไรให้เธอหรือเปล่า”
ตันหยางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้า “ทางตรงไม่เคย”
“ทางอ้อมสินะคะ” ซ่งอวิ๋นพยักหน้าเข้าอกเข้าใจ “แค้นแทนเจ้านายตัวเองเหรอคะ”
“...” เธอไม่ตอบซ่งอวิ๋น หลีกเลี่ยงไม่ยอมสบตาตรง ๆ
อันที่จริงเธอถูกเจ้านายปลูกฝังให้มีความแค้นต่อซ่งเต๋อ แม้เขาจะไม่เคยทำอะไรให้ เธอก็สลัดความคิดที่ถูกหล่อหลอมมาไม่ได้ เสวี่ยหลานมักบอกว่า หากไม่มีซ่งเต๋อ บางทีชีวิตเธอก็คงมีอิสระไปนานแล้ว ดังนั้นตราบใดที่ซ่งเต๋อและครอบครัวยังไม่ล่มจม เธอก็ไม่อาจพบหนทางสงบสุขในชีวิต
“เอาเถอะ จะแค้นเพราะอะไรไม่สำคัญ เธอน่าจะรู้อยู่แล้วว่าฉันจับตัวเธอมาทำไม” ผู้เฒ่าซ่งโบกมือปัดรำคาญ เขาแค่อยากรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาไม่เคยทำร้ายหรือไปสร้างความแค้นกับผู้หญิงที่ไหนมาก่อน หากบอกว่าแค้นเพราะเป็นคู่แข่งทางธุรกิจยังจะสมเหตุสมผลมากกว่า
“จับฉันมาทรมานก็ไม่มีประโยชน์ ต่อให้ตายฉันก็ไม่พูด”
“ถ้าทรมานไม่มีประโยชน์ หนูขอร้องได้ไหมคะคุณป้า” ซ่งอวิ๋นประเมินแล้วว่าอีกฝ่ายกล้าได้กล้าเสีย คนประเภทนี้ใช้ไม้แข็งไม่ได้ “หนูไม่เกี่ยวข้องกับความแค้นของคนรุ่นก่อน พวกเราแค่อยากมีชีวิตที่ดีเท่านั้น”
หญิงสาวไม่รู้หรอกว่าวิธีนี้ได้ผลหรือไม่ เธอแค่ลองดูก่อน
“เหอะ ชีวิตที่ดีเหรอ เธอถือสิทธิ์อะไร” แม้จะพูดแบบนั้น ทว่าตันหยางกลับเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ริมฝีปากสั่นเทาจนเจ้าตัวต้องขบเม้มไว้แน่น
ผู้เฒ่าซ่งเห็นดังนั้นก็ไม่ได้ห้ามปรามหลานสาว ปล่อยให้เธอเกลี้ยกล่อมต่อไป เขายังมีอีกหลายวิธีที่จะเปิดปากตันหยาง
“ทุกคนมีสิทธิ์มีชีวิตที่ดีนะคะ หนูหวังว่าคุณป้าจะเมตตาสักครั้ง ตอนนี้คุณพ่อก็ตายแล้ว หนู..” ดวงตาดอกท้อคลอหน่วยไปด้วยหยาดน้ำตา
ตันหยางกำหมัดแน่น เธอไม่เข้าใจตัวเอง ที่ผ่านมาเธอวางแผนกำจัดเด็กคนนี้มาตลอด แต่พอได้เจอกันที่หน้าร้านเค้กไข่ในวันนั้น จิตใจเธอเริ่มไขว้เขว
ส่วนลึกในดวงตาซ่งอวิ๋นบริสุทธิ์เกินไป อาจเป็นความบริสุทธิ์และใสสะอาดแบบเดียวกับที่เธอเคยมีเมื่อยามเยาว์ ในขณะที่ลูกสาวแท้ ๆ ของเธอมีดวงตาขุ่นมัว มากไปด้วยแผนการตั้งแต่ยังเล็ก ไม่ต่างไปจากเสวี่ยหลาน
เธอรักเจ้านาย แต่ไม่เคยชอบแววตาของท่าน และมันคงเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอรักซ่งหว่านไม่ลง เพราะทำให้เธอรู้สึกเหมือนมองเห็นด้านมืดของเจ้านายในตัวซ่งหว่าน
“คุณป้ายังไม่อยากพูดตอนนี้ก็ไม่เป็นไรค่ะ แต่ถ้าคุณป้าจะกรุณาช่วยสักครั้ง หนูจะขอบคุณมาก” ซ่งอวิ๋นใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตา มองแล้วเหมือนเด็กหลงทาง พาให้ใจที่ไขว้เขวยิ่งสั่นคลอน
ตันหยางมองหน้าผู้เฒ่าซ่งสลับกับซ่งอวิ๋น ในใจเธอเต็มไปด้วยความขัดแย้ง แต่เลือกจะถามออกไป
“มาขอร้องคนที่ลงมือฆ่าพ่อของเธอเนี่ยนะ สมองกลับหรือเปล่า”
“หนูยอมรับว่าโกรธคุณป้ามากจริง ๆ ถึงเขาจะเป็นพ่อที่ไม่ดี หนูก็ยังรักเขา แต่คิดอีกมุมหนึ่ง หากพ่อซื่อสัตย์ในความสัมพันธ์ตั้งแต่ต้น บางทีเรื่องยุ่งเหยิงพวกนี้คงไม่เกิดขึ้น..”
ซ่งอวิ๋นปาดน้ำตาป้อย ๆ แม้บอกว่ามันเป็นการแสดง แต่ความรู้สึกบางส่วนเป็นของจริง ตันหยางจึงมองไม่ออกเลยว่าซ่งอวิ๋นกำลังใช้เล่ห์เหลี่ยมกับตน
“ฮ่า ๆ ตาแก่ คนสารเลวขับรถชนคนแล้วหนีอย่างแก มีหลานที่ดีขนาดนี้ได้ยังไง” ตันหยางส่งเสียงหัวเราะแหลมสูงดังเสียดแก้วหู
“ฉันไปขับรถชนคนตั้งแต่เมื่อไหร่?”