รู้จักรุก รู้จักถอย
รู้จักรุก รู้จักถอย
คำถามของผู้เฒ่าซ่งทำให้บรรยากาศในห้องนิ่งงันไปชั่วขณะ ตันหยางจ้องหน้าชายชรานิ่งนาน ราวกับจะมองให้แน่ใจว่าเขากำลังโป้ปดอยู่หรือไม่ ทว่าพบเพียงความสงสัยอย่างบริสุทธิ์ใจเท่านั้น
“ถ้าบอกว่าไม่เคยขับรถชนใคร แล้วเคยนั่งรถที่คนอื่นขับแล้วไปเกิดอุบัติเหตุบ้างหรือเปล่า”
“ไม่เคย” ผู้เฒ่าซ่งยืนยันหนักแน่น ตลอดชีวิตของเขายังไม่เคยพบเจออุบัติเหตุทางรถยนต์เลยสักครั้ง
มีบ้างที่เกือบชนเพราะถูกปาดหน้าจากคนใจร้อน แต่เนื่องด้วยเขาเข้มงวดกับคนขับรถมาก การใช้ถนนร่วมกับคนอื่นต้องมีสติตลอดเวลา และห้ามใช้อารมณ์ จึงไม่เคยชนใคร
“จะบอกว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดเหรอ แต่รถคันนั้นเป็นของ..” ตันหยางพึมพำเสียงเบากับตนเอง
เจ้านายของเธอมั่นใจมากว่ารถคันนั้นเป็นของซ่งเต๋อ เป็นไปได้ไหมว่าเขาจะไม่ใช่คนขับรถจริง ๆ
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธอรับสารมาแบบไหน แต่ฉันกล้าพูดได้เลยว่าไม่เคยชนใครตาย ไม่เคยประมาทบนท้องถนน รถบางคันซื้อมาแล้วก็ขายไป พวกเธอมั่นใจได้ยังไงว่าฉันเป็นคนขับ” ผู้เฒ่าซ่งส่ายศีรษะอย่างเอือมระอา
หากเขาเคยทำให้ใครได้รับบาดเจ็บจริง เขาไม่มีทางปัดความรับผิดชอบ ยิ่งเป็นอุบัติเหตุร้ายแรง ทำไมเขาจะจำไม่ได้หากเคยเกิดขึ้น
“...” ตันหยางขมวดคิ้วมุ่น แววตาเต็มไปด้วยความสับสน
“เป็นไปได้ไหมคะว่ามันเป็นเรื่องเข้าใจผิด” ซ่งอวิ๋นถามขึ้นทั้งที่ดวงตาเธอยังแดงเรื่ออย่างเห็นได้ชัด
“เรื่องชนคนอาจเข้าใจผิดได้ แต่เรื่องใส่ร้ายนักการเมืองดี ๆ คนนึงจนเขาถูกสั่งประหาร คงไม่ปฏิเสธสินะ” ตันหยางพยายามไม่มองซ่งอวิ๋น จับจ้องเพียงผู้เฒ่าซ่งเท่านั้น
ผู้เฒ่าซ่งยกมือบีบนวดขมับเบา ๆ “บนโลกใบนี้มีนักการเมืองใจซื่อมือสะอาดจริงเหรอ พูดตามหลักความเป็นจริง น้ำใสเกินไป ปลาก็อยู่ไม่ได้ คนที่ถูกประหารมีแต่พวกกินอิ่มพุงกางจนโดนเบื้องบนเพ่งเล็งทั้งนั้น”
“ถ้าฉันบอกว่าคนนี้มือสะอาดจริงล่ะ แกจะยอมรับไหมว่าตัวเองทำผิดพลาด”
“ใคร?”
คราวนี้ตันหยางนิ่งไปอีกครั้ง เธอเม้มปากแน่น ไม่ยอมเอ่ยชื่อสามีผู้ล่วงลับของเจ้านาย
เธอก็เคยคิดเหมือนกันว่า หากเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้น เป็นความเข้าใจผิดฝ่ายเดียวของเจ้านาย ความแค้นเป็นบ้าเป็นหลังที่ผ่านมาคงกลายเป็นเรื่องชวนหัวอย่างไม่ต้องสงสัย
“ไม่เป็นไรค่ะคุณปู่ คุณป้าไม่อยากพูดตอนนี้ ให้เวลาท่านลองทบทวนดูสักหน่อย อีกอย่างห้องนี้น่าหดหู่เกินไป ให้ท่านขึ้นไปอยู่ข้างบนเถอะค่ะ ยังไงก็หนีไม่ได้อยู่แล้ว”
ซ่งอวิ๋นดูออกว่าอีกฝ่ายเริ่มไขว้เขวแล้ว เกลี้ยกล่อมและใช้ไม้อ่อนอีกสักหน่อย คำตอบที่เธอต้องการคงอยู่ไม่ไกล ที่สำคัญข้อมูลที่ตันหยางกล่าวออกมาเมื่อครู่ ก็เพียงพอให้ค้นหาต่อแล้วว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับนักการเมืองบางคนที่เสียชีวิตไปแล้ว
“...” ดวงตาตันหยางไหววูบ เธอไม่เคยรู้สึกว่าใจของเธอสั่นคลอนขนาดนี้มาก่อน ทำไมลูกในไส้ของเธอถึงเต็มไปด้วยแผนการไม่ต่างจากเสวี่ยหลาน แม้จะบอกว่าถูกหล่อหลอมให้เกลียดตระกูลซ่ง ทว่าลูกสาวของเธอมากไปด้วยแผนการตั้งแต่ยังเล็ก ในขณะที่ซ่งอวิ๋นแยกแยะเหตุผลกับอารมณ์ออกจากกันชัดเจน
เธออิจฉาตาแก่ซ่งกับยายแก่จ้าวจริง ๆ
“ได้ พาขึ้นไปขังในห้องข้างบน” ผู้เฒ่าซ่งเออออตามหลานสาว
เขาไม่กังวลเลยสักนิด บ้านตากอากาศหลังนี้ตั้งอยู่โดดเดี่ยว ห่างไกลชุมชน แม้ใต้ดินเป็นห้องเก่าคร่ำคร่า แต่ด้านบนมีระบบป้องกันทุกจุด ใช่ว่าจะหนีไปง่าย ๆ
“ทำแบบนี้ทำไม ไม่มีใครสอนเธอหรือไงว่าใจดีเกินไปก็จะถูกหลอก”
“ถ้ามัวแต่กังวลว่าจะถูกหลอก คงเหนื่อยเกินไปนะคะ หนูกำลังขอความเมตตากับคุณป้า ก็ต้องรู้จักใจกว้าง” ซ่งอวิ๋นยิ้มแห้ง ๆ ไม่ปิดบังว่าที่ทำดีด้วย เพราะต้องการความช่วยเหลือ
ตันหยาง “...”
เธอไม่เคยเจอคนหน้าด้านที่ยืดอกบอกว่าฉันหน้าด้านอย่างหน้าชื่นตาบานแบบนี้มาก่อน แต่แทนที่เธอจะรู้สึกรังเกียจ เธอกลับใจอ่อนลงจนเธอก็แทบไม่เชื่อตัวเองเช่นกัน
ซ่งอวิ๋นลุกขึ้นจากพื้น เตรียมออกจากห้องใต้ดินอันแสนอุดอู้ เธอแค่ลองเดิมพันดู ไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือไม่ แต่ดูจากสีหน้าตันหยางแล้ว ได้ผลดีเกินคาด
ตันหยางถูกพามาอยู่ในห้องนอนกลางของบ้านพักตากอากาศ สิ่งของมีคมและของที่สามารถใช้เป็นอาวุธถูกเก็บออกไปทั้งหมด ป้องกันไม่ให้เธอเล่นตุกติก หรือคิดปลิดชีพตนเอง
ตันหยางกวาดสายตามองห้องซึ่งถูกตกแต่งด้วยโทนอบอุ่น ดวงตาเธอยังไม่ชินกับแสงสว่าง จึงต้องหยีตาอยู่ตลอดเวลา
อันที่จริงปกติเธอชอบขังตัวเองอยู่ในห้องมืด ๆ วันละหลายชั่วโมง แต่มันต่างจากการถูกคนอื่นขังโดยสิ้นเชิง
“ห้องน้ำอยู่ในนั้น” ชายชุดดำชี้ไปทางประตู โซ่ที่ล่ามขาเธออยู่นั้นยาวเพียงพอให้เธอเดินไปถึงห้องน้ำ
พวกเขาไม่กลัวว่าเธอจะใช้โซ่รัดคอตนเอง เพราะทุกที่ในบ้านหลังนี้มีกล้องวงจรปิด ไม่เว้นแม้กระทั่งห้องใต้ดิน เพราะหลายวันที่ผ่านมาพวกเขาก็สอดส่องดูพฤติกรรมเธอผ่านกล้องวงจรอยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้เธอชิงฆ่าตัวตายไปเสียก่อน
ตันหยางไม่ได้ตอบอะไร ตอนนี้ร่างกายเธออ่อนล้าเกินไป เมื่อได้ขึ้นมานอนบนเตียงนุ่ม ๆ เธอก็ทิ้งความกังวลไว้เบื้องหลัง และผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว
“ปล่อยเธอไว้สามวัน ปู่เชื่อว่าเธอจะพูดแน่” ผู้เฒ่าซ่งเอ่ยเรียบ ๆ ระหว่างอยู่หน้าจอมอนิเตอร์ มองดูพฤติกรรมตันหยางผ่านกล้องวงจรปิด
“รอบหน้าให้หนูเข้าไปคนเดียวนะคะคุณปู่”
“ตกลง” ผู้เฒ่าซ่งดูออกว่าตันหยางใจอ่อนกับหลานสาวของเขาจน น่าประหลาดใจไม่น้อยทีเดียว
...
ระหว่างที่ให้เวลาตันหยาง ซ่งอวิ๋นยังคงใช้ชีวิตไปตามปกติ ไม่เคร่งเครียดหรือเร่งรัด ด้านเฟิงมู่หานเห็นว่าเธอเพิ่งสูญเสียพ่อ แม้จะสดใสขึ้นมาแล้วหลังจากปฏิบัติธรรม แต่ก็ยังไม่ค่อยสดใสมากนัก จึงชักชวนเธอออกไปถ่ายรูปที่สวนสาธารณะ
ซ่งอวิ๋นไม่ปฏิเสธคำชักชวนนั้น การถ่ายภาพในฤดูหนาวก็ให้อารมณ์ที่แตกต่างออกไปจากฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเธอเพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้ว่าเฟิงมู่หานมีงานอดิเรกเหมือนกันกับเธอ
ที่บ้านของเขามีแกลเลอรีส่วนตัว เธอเห็นแล้วยังตกตะลึง เพราะอารมณ์ในภาพที่เขาถ่ายทอดออกมาคล้ายคลึงกับภาพถ่ายของเธอพอสมควร ช่วงหลังมานี้จึงมีกิจกรรมให้ทำร่วมกัน
แม้ช่วงแรกซ่งอวิ๋นจะรู้สึกเกร็งเล็กน้อย แต่เมื่อพบว่าเขาเข้าใจสิ่งที่เธอพูด และมีความชอบเหมือน ๆ กัน กำแพงที่เธอสร้างไว้ก็ค่อย ๆ พังทลายลงมาทีละน้อย
กระทั่งซ่งอวิ๋นสามารถพูดคุยหยอกล้อกับเขาได้โดยไม่รู้สึกละล้าละลัง แม้กระทั่งเรื่องส่วนตัวก็กล้าพูดโดยไม่กลัวว่าเขาจะตัดสิน
“หนาวไหมอาอวิ๋น” เฟิงมู่หานปัดเกล็ดหิมะออกจากเสื้อโค้ตให้เธอ ท่าทางเขาดูเป็นธรรมชาติ ราวกับทำเช่นนี้มาแล้วเป็นร้อยเป็นพันครั้ง ซ่งอวิ๋นก็ไม่รู้สึกแปลกอะไร เพราะความสนิทสนมที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
“หนาวนิดหน่อยค่ะ”
“งั้นจิบน้ำหน่อยนะครับ” ชายหนุ่มเอื้อมมือออกไปหยิบกระติกเก็บความร้อนออกมาแล้วเทน้ำใส่แก้วเล็ก ๆ
“มันคือน้ำอะไรเหรอคะ” ซ่งอวิ๋นรับแก้วน้ำมาถือ ความร้อนจากแก้วใบเล็กซึมผ่านฝ่ามือ ให้ความอบอุ่น
“ชาพุทราจีน ลองชิมดูครับ พี่ใส่น้ำตาลทรายแดงลงไปนิดหน่อย รับรองว่าไม่หวานเกินไป”
ซ่งอวิ๋นสูดกลิ่นหอมของชาพุทราจีนในแก้ว น้ำชาสีแดงอมน้ำตาลส่งไอร้อนบาง ๆ ลอยขึ้นเหนือขอบแก้ว กลิ่นหอมหวานของพุทราแห้งลอยปะปนอยู่ในอากาศ เมื่อจิบลงไป รสหวานละมุนค่อย ๆ แผ่ซ่านทั่วลิ้น
“อร่อยจัง อุ่นท้องสุด ๆ เลย” หญิงสาวยิ้มตาหยี ก่อนเอ่ยเย้า “แฟนในอนาคตพี่หานน่าอิจฉามากเลยนะคะ”
เฟิงมู่หานหลุบตาลง ทั้งที่เธอก็มองออกว่าเขาคิดอะไร แต่กลับยังรักษาระยะห่างให้เป็นแค่พี่น้อง เขาไม่รู้เลยว่าตัวเองยังพอจะมีหวังอยู่หรือไม่ สุดท้ายเขาก็อดถามออกไปไม่ได้
“เธอไม่อยากแต่งงาน ไม่คิดจะเปิดใจให้ใครสักนิดเลยเหรอ”
หญิงสาวชะงัก เมื่อเขาถามเข้าเรื่องจริงจัง กุมแก้วแน่นขึ้น หันไปยิ้มจาง ๆ ให้เฟิงมู่หาน “ใช่ค่ะ คงเพราะคนรอบตัวฉันไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องชีวิตคู่ ฉันเลยไม่อยากเสี่ยง ไม่ต้องมองไปที่ไหนไกล พี่ดูพ่อฉันสิ คบกับแม่มาตั้งนาน แต่แม่ไม่เคยรู้เลยว่าเขาซุกเมียน้อยไว้นอกบ้าน”
“การกระทำของผู้ชายไม่กี่คน ตัดสินผู้ชายทั้งโลกไม่ได้หรอกนะหมวยน้อย”
“แค่ก ๆ” ซ่งอวิ๋นกระแอมเบา ๆ พลางเสตามองทางอื่น ทุกครั้งที่ถูกเขาเรียกว่าหมวยน้อย เธอมักขัดเขินและไม่เป็นตัวเองเสมอ “ฉะ ฉันไม่ได้ตัดสินผู้ชายทุกคนสักหน่อย”
“แล้วถ้าเป็นพี่ล่ะ” เฟิงมู่หานถามออกไปทั้งที่ก็รู้ว่าเขาไม่ควรเร่งรัด เธอยังอายุน้อยเกินไป แต่เขากลัวว่าเธอจะปิดใจ ถึงขั้นขีดเส้นให้เขาเป็นเพียงพี่น้องไปตลอดชีวิต
“พี่หาน.. ล้อเล่นหรือเปล่าคะ”
“พี่รู้ว่ามันกะทันหัน ไปหน่อย แต่ถ้าเป็นไปได้ พี่อยากให้เธอเก็บพี่ไว้เป็นหนึ่งในตัวเลือกได้ไหม”
“พี่ชอบฉันจริง ๆ เหรอคะ” ซ่งอวิ๋นยกมือกุมแก้ม มันร้อนระอุจนเธอแทบควบคุมตัวเองไว้ไม่อยู่ แต่เธอเป็นคนตรงไปตรงมา ชัดเจน และชอบเผชิญหน้ากับทุกอย่าง ในเมื่อเขาเปิดประเด็นขึ้นมา เธอจะไม่หลีกเลี่ยงมัน
อันที่จริงเธอรู้สึกว่าพี่หานเป็นผู้ชายที่ดีมาก หลายครั้งที่ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน เขาทำให้เธอหวั่นไหว ทว่ามันมีบางอย่างที่ทำให้เธอไม่กล้าข้ามเส้น
“พี่ชอบเธอ” เขาสารภาพ “เธอรังเกียจหรือเปล่า พี่อายุมากกว่าเธอหลายปี”
เขาเข้าใจว่ามันออกจะกะทันหันไปสักหน่อย แต่เขาหวังว่าเธอจะลองเก็บเรื่องนี้ไปทบทวนดู ซึ่งเขาไม่ได้ขอให้เธอตอบรับความรู้สึกในตอนนี้ ขอแค่รู้ว่าเขายังพอมีหวังสักนิดก็ยังดี
วันนี้มาอีกน้าาา