ตันหยางร้องขอสิ่งตอบแทน
ตันหยางร้องขอสิ่งตอบแทน
“ฉันไม่เคยรังเกียจพี่ เรื่องอายุมันไม่ใช่ปัญหาด้วย พี่เป็นผู้ชายที่ดีมาก ฉันไม่ปฏิเสธว่าทุกครั้งที่ฉันได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ตรงนี้เต้นแรงจริง ๆ” เธอทาบมือลงบนหัวใจ ยอมรับความรู้สึกอย่างซื่อตรง “แต่ว่า..”
“แต่อะไรครับ” พอได้ยินคำว่า ‘แต่’ หัวใจเฟิงมู่หานพลันกระตุกวูบ แม้ตอนแรกจะดีใจที่เธอหวั่นไหว ทว่าม้าป่าในใจที่กำลังโจนทยานก็ต้องหยุดวิ่ง ไม่ต่างจากม้าป่วย
“ฉันเองมีเป้าหมายในชีวิตที่อยากทำให้สำเร็จ”
“เป้าหมายในชีวิตเธอ รวมพี่เข้าไปในนั้นไม่ได้เหรอครับ” เขาถามโดยไม่แสดงท่าทีคาดคั้นจะเอาคำตอบ โชคดีที่เป็นคนตรงไปตรงมาด้วยกันทั้งคู่ เมื่อมีสิ่งที่ค้างคาในใจ ก็ควรถามออกไปให้รู้เรื่อง
“ฉันจะเป็นหัวหน้าตระกูลซ่ง จะขึ้นเป็นประธานซ่งกรุ๊ปให้ได้ค่ะ วันข้างหน้าฉันคงไม่คิดจะแต่งออก พอรวมกับสิ่งที่เห็นจากคนรอบตัว ฉันยิ่งไม่อยากแต่งงาน”
“...”
“พี่อาจมองว่าเรื่องพวกนี้ไกลตัว ในเมื่อคนสองคนใจตรงกัน ก็แค่ศึกษาดูใจกันไปก่อน แล้วค่อยคุยเรื่องอนาคตกันอีกครั้ง แต่สำหรับฉันมันเป็นเรื่องใหญ่ ฉันไม่อยากดึงใครเข้ามาอยู่ในความสัมพันธ์ที่รู้อยู่แล้วว่าปลายทางจะจบไม่สวย”
เฟิงมู่หานพรูลมหายใจยาวอย่างโล่งอก เอื้อมมือออกไปเกลี่ยเกล็ดหิมะบนขนตางอนงามเป็นแพเรียงสวย นัยน์ตาคมคายอ่อนโยนลงกว่าเก่า “ครับ พี่เข้าใจแล้ว”
“พี่หมายถึง..” ซ่งอวิ๋นเอียงคอพลางกะพริบตาปริบ ๆ ตอนแรกเธอนึกว่าพูดออกไปแบบนี้แล้ว เฟิงมู่หานอาจถอยห่างและตัดใจขีดเส้นแบ่งความสัมพันธ์ให้เป็นแค่พี่น้อง แต่เขากลับคลี่ยิ้มจาง ๆ ราวกับสิ่งที่เธอพูดออกมาเป็นเรื่องเล็ก
“มันไกลตัวก็จริง ไม่มีใครรู้หรอกว่าอนาคตจะเป็นยังไง แต่ถ้าพี่บอกว่าพี่ยินดีเป็นฝ่ายแต่งเข้า เธอพอจะให้โอกาสพี่ได้หรือเปล่า ไม่ต้องให้คำตอบพี่ตอนนี้ก็ได้ แค่เก็บไปพิจารณาดู พี่รอได้.. วันนี้พี่ไม่ได้ตั้งใจจะเร่งรัด แค่อยากบอกความรู้สึกของพี่ให้เธอรู้เท่านั้น”
“...” ซ่งอวิ๋นอ้ำอึ้ง จับต้นชนปลายไม่ถูก เขาเป็นประธานเฟิงกรุ๊ป แต่จะยอมแต่งเข้าบ้านเธอเนี่ยนะ นี่เธอฝันกลางวันอยู่หรือเปล่า
“เธอไม่ต้องกดดันตัวเองเลย แค่วันนี้พี่รู้ว่าเธอก็รู้สึกแบบเดียวกัน พี่ก็ดีใจมากแล้ว”
เฟิงมู่หานไม่รู้เลยว่าความรู้สึกที่มีต่อซ่งอวิ๋นเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ตอนยังเด็ก เขาเห็นหมวยน้อยเป็นน้องสาวที่เขาอยากปกป้องไว้กลางฝ่ามือ เธอเปรียบเสมือนดาวนำโชคในชีวิตมืดมนของเขา
พอห่างกันไป เขาก็ติดตามข่าวคราวของเธออยู่บ้าง กระทั่งได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง คราวนี้เธอกลายเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิต จากที่ตอนแรกพยายามไม่มองเธอในเชิงชู้สาว แต่ความรู้สึกที่เขามีต่อเธอมันกลับเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเขากลัวว่าถ้าไม่พูดออกไป เขาจะอกแตกตาย
ซ่งอวิ๋นพูดไม่ออก หัวใจเธอเริ่มเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง บางทีหากเขาเป็นคนพูดจาอ้อมค้อม ทำอะไรยึก ๆ ยัก ๆ เธอคงไม่หวั่นไหวและสั่นคลอนขนาดนี้ แต่เขาดันเป็นผู้ชายแบบที่เธอชอบ
“เธอคงคิดว่าคำพูดพี่ไม่น่าเชื่อถือ.. แต่ไม่เป็นไร เธอดูจากการกระทำก็พอ”
“พี่พูดจริงเหรอคะ” เธอกำเสื้อโค้ตแน่น “เรื่องที่บอกว่าแต่งเข้า พี่ไม่อายเลยเหรอ”
“พี่ไม่สนใจหรอกนะหมวยน้อย แต่งเข้าหรือแต่งออก สุดท้ายปลายทางก็คือพวกเราแต่งงานกัน ความรักไม่ได้ยาก คนเราแค่ชอบทำให้มันยาก” เฟิงมู่หานไหวไหล่ “แต่ก่อนจะพูดถึงเรื่องแต่งงาน ตอนนี้พี่แค่หวังว่าวันข้างหน้า พี่จะได้พิสูจน์ตัวเองจนทำให้เธอเห็นว่าพี่จริงจังกับเรื่องของเราขนาดไหน”
“พี่นี่.. เท่จังนะคะ”
“หืม?”
“พี่พูดความรู้สึกตัวเองตรงไปตรงมา ไม่มีมาด ไม่วางฟอร์มเลย พอเป็นแบบนั้น ฉันรู้สึกว่าพี่ดูเท่มาก” ซ่งอวิ๋นยกมือนวดแก้ม มันเห่อร้อนไปหมด เธอแพ้ผู้ชายแบบนี้จริง ๆ
ชายหนุ่มกระแอมเบา ๆ อันที่จริงเขากลัวมาก ข้างในใจเขาหวาดหวั่น ไม่ใช่แค่กลัวว่าเธอจะปฏิเสธ แต่เขากลัวเธอถอยห่างออกไป จนเขาไม่อาจอยู่ใกล้ ๆ เธอได้อีกต่อไป
“แล้วเธอยินดีลองเสี่ยงสักครั้งไหม.. ไม่ต้องรีบตอบพี่นะครับ เก็บไปคิดดูก่อน ถ้าเธอมั่นใจแล้วค่อยมาบอกพี่ก็ได้ เราไม่จำเป็นต้องคบกันวันนี้ พรุ่งนี้ หรือปีหน้า พี่รอได้ จนกว่าเธอจะแน่ใจว่าการเสี่ยงครั้งนี้มันคุ้มค่า อีกอย่างพี่ก็อยากให้เธอโตกว่านี้อีกหน่อย”
“ขอบคุณค่ะ ฉันจะเก็บไปคิดดู” จู่ ๆ เธอก็อยากร้องไห้ขึ้นมา เขาดูออกว่าแผลใจเธอมันลึกจนกลายเป็นแผลเป็นที่แทบสลัดไม่ออก เขาใจเย็นมากพอที่จะรอเธอด้วยความเข้าใจ
บางทีเพื่อน ๆ เธออาจพูดถูก ไม่ควรเอาปมของตัวเองตัดสินผู้ชายทุกคนบนโลก
แน่นอน เธอเชื่อว่าเฟิงมู่หานไม่เหมือนพ่อหรืออดีตอาเขย และแตกต่างจากพ่อของเฟิงหรง แต่เธอยังต้องการเวลาอีกหน่อย
...
เวลาสามวันเต็มเพียงพอให้ตันหยางได้คิดทบทวนหลายสิ่งหลายอย่าง เธอพบว่าตนเองเหนื่อยหน่ายกับชีวิตที่ขาดอิสระแบบนี้เต็มทน แต่เธอไม่อยากทรยศเจ้านายโดยตรง เมื่อซ่งอวิ๋นเข้ามาหาเธออีกครั้ง เธอจึงเลือกจะไม่ได้บอกชื่อเสวี่ยหลาน แต่พูดอ้อม ๆ ให้ซ่งอวิ๋นไปหาข้อมูลต่อด้วยตัวเอง
“เจ้านายของฉันคือภรรยาของนักการเมืองที่ถูกตัดสินประหารชีวิตเพราะมีส่วนเกี่ยวข้องพัวพันกับการค้ามนุษย์ และลักลอบส่งอาวุธให้กับกลุ่มก่อการร้ายเมื่อ 18 ปีก่อน”
“คุณปู่ของหนูเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เหรอคะ” ซ่งอวิ๋นขมวดคิ้วมุ่น
อันที่จริงคุณปู่ของเธอก็หาข้อมูลเกี่ยวกับนักการเมืองซึ่งต้องโทษร้ายแรง แต่ที่ผ่านมามีนักการเมืองกังฉินที่ถูกตัดสินประหารชีวิตไม่น้อย จึงยังเจาะจงใครไม่ได้
พอตันหยางบอกข้อมูลเพิ่มเติม ก็ทำให้พวกเธอจำกัดวงให้แคบกว่าเดิมซึ่งมันมีประโยชน์อย่างยิ่ง
“ปู่ของเธอเป็นตัวตั้งตัวตี ชี้ตัวนักการเมืองคนนี้” ตันหยางผินหน้าออกไปทางกระจกหน้าต่างเล็ก ๆ
“อ่า.. แบบนี้เอง” ซ่งอวิ๋นไม่ปักใจเชื่อว่าคุณปู่ของเธอจะชี้ตัวคนผิด “ยังไงก็ขอบคุณที่ยอมบอกหนูนะคะ”
“เดี๋ยว” ตันหยางรีบเอ่ยรั้ง เมื่อเห็นซ่งอวิ๋นทำท่าจะเดินออกจากห้องไป
“ต้องการอะไรเพิ่มเติมหรือเปล่าคะ”
“ในเมื่อฉันให้ข้อมูลเป็นประโยชน์ เธอควรตอบแทนฉันบ้าง ถูกไหม?” ดวงตาตันหยางเริ่มไร้แววดุจปลาตาย แม้หลายวันที่ผ่านมา ร่างกายเธอจะเริ่มกลับมาแข็งแรงขึ้นตามลำดับ เพราะได้กินอาหาร และได้อาบน้ำอาบท่า
ทว่าดวงตาเธอเริ่มไร้ความรู้สึกมากขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับเธอพร้อมจะตายตลอดเวลา
ซ่งอวิ๋นโคลงศีรษะเล็กน้อย “ถ้าสิ่งที่คุณป้าขอไม่มากเกินไป หนูจะทำให้ค่ะ”
“หลังจากจบเรื่องนี้ ฉันอยากเป็นอิสระ”
“เรื่องนั้น..” ซ่งอวิ๋นกำลังจะปฏิเสธ แต่แววตาของอีกฝ่ายกลับทำให้เธอชะงักนิ่งไปเล็กน้อย ดูออกแล้วว่าอิสระที่อีกฝ่ายโหยหาไม่ใช่การมีชีวิตอิสระ
“ฉันไม่เคยใช้ชีวิตเพื่อความต้องการของตัวเอง ตั้งแต่โตมา ฉันก็ชินกับการปฏิบัติตามคำสั่ง น้อยมากที่จะตัดสินใจด้วยตัวเอง แต่ครั้งนี้ฉันอยากเลือกเส้นทางชีวิตตัวเองบ้าง”
เธออยากตาย อยากหลุดพ้นจากชีวิตบัดซบแบบนี้เสียที มือเธอเปื้อนเลือด เกินกว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่โดยไร้ซึ่งมลทิน
“...” ซ่งอวิ๋นไม่ยอมรับปาก เธอถอนหายใจแล้วสาวเท้าออกจากห้อง อีกฝ่ายร้องขอความตาย มันเป็นสิ่งที่เธอรับปากไม่ได้
ตันหยางมองตามหลังเด็กสาว ก่อนจะเปล่งเสียงหัวเราะต่ำ ๆ ในลำคอ เด็กนี่ใจเสาะเสียจริง เธอไม่ได้ขอให้ลงมือเสียหน่อย แค่ขอให้ไม่ห้าม หากเธอจะปลิดชีพตัวเอง เพราะตอนนี้แค่เธอทำอะไรแปลก ๆ กับโซ่ คนด้านนอกก็พร้อมพุ่งเข้ามาในห้องทุกเวลา
...
หลังจากได้ข้อมูลเป็นประโยชน์จากตันหยาง ผู้เฒ่าซ่งก็นึกย้อนไปถึงเรื่องราวเมื่อสิบแปดปีก่อน ขณะเดียวกันก็ให้ลูกน้องคนสนิทหาข่าวที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองที่ถูกประหารในเวลานั้นมาให้ครบถ้วน
“พอจะนึกอะไรออกไหมคะคุณปู่” ร่างอ้อนแอ้นยกชาขึ้นจิบ
“ถ้าเกิดขึ้นเมื่อสิบแปดปีก่อน ปู่พอจะนึกออก มันเกี่ยวกับหลานด้วยนิดหน่อย แต่ปู่จำชื่อแซ่นักการเมืองคนนั้นไม่ได้แล้ว” ผู้เฒ่าซ่งนวดหว่างคิ้ว ก่อนจะเล่าให้หลานสาวฟังคร่าว ๆ
“...” ซ่งอวิ๋นนั่งหลังตรง ตั้งใจฟังมากกว่าเดิมเมื่อรู้ว่ามันเกี่ยวข้องกับเธอด้วย
“ตอนนั้นหลานเพิ่งเกิดได้ไม่กี่เดือน อาจิ่วกำลังพาหลานออกจากโรงพยาบาล แต่ดันมีพวกค้ามนุษย์ขับรถผ่านมาพอดี พวกมันเห็นหลานกับอาจิ่วมีกันแค่สองคน แถมยังเย็นมากแล้ว คนไม่พลุกพล่าน เลยพยายามจะลากขึ้นรถตู้ โชคดีที่คนขับของเราขับรถวนมารับอาจิ่วพอดี เลยลงมาช่วยทัน”
“แล้วยังไงต่อคะคุณปู่” ซ่งอวิ๋นประหลาดใจ เพิ่งรู้ว่าเธอเกือบเคยโดนจับไปขาย
“พอมีคนช่วย พวกมันรีบหนีไป แต่หนีไปได้ไม่เท่าไหร่ก็โดนสกัดจับเพราะปู่โทรไปขอความช่วยเหลือจากสหายในกรมตำรวจ สืบไปสืบมา ก็พบว่าแก๊งค้ามนุษย์พวกนี้มีเครือข่ายใหญ่กว่าที่คิด โยงใยหลายฝ่าย ปู่มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย เพราะอยากให้ขุดรากถอนโคนไปให้หมด”
“แล้วนักการเมืองคนนี้มีส่วนเกี่ยวข้องเหรอคะ”
“ใช่ ทุกอย่างชี้ไปที่ตัวเขา ตอนแรกปู่ยังไม่เชื่อเท่าไหร่ เพราะนักการเมืองคนนี้มีภาพลักษณ์ที่ดีมากจริง ๆ ใครก็มองว่าเขาเป็นคนใจซื่อมือสะอาด เป็นที่รักของชาวบ้าน แต่ยิ่งขุดยิ่งเจอตอ”
“เป็นไปได้ไหมคะว่าเขาจะถูกใส่ร้ายจริง ๆ” ซ่งอวิ๋นครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้
“ไม่หรอก ปู่ตรวจสอบจนมั่นใจแล้ว”
“แล้วภรรยาของเขาเป็นใครคะ” สิ้นเสียงซ่งอวิ๋น ชายชุดดำก็เดินกลับเข้ามาพร้อมข้อมูลในมือ
“นักการเมืองแซ่เติ้ง ภรรยาของเขาชื่อเสวี่ยหลาน พวกเขาแต่งงานกันเงียบ ๆ ไม่ค่อยมีใครรู้เรื่องนี้เท่าไหร่ครับ”
“เสวี่ยหลาน” ผู้เฒ่าซ่งทวนชื่อนั้นอีกครั้ง เขารู้สึกคลับคล้ายคลับคลา เหมือนเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน